Review & Article > Hifiman HE500 (เรื่องแปล)

หูฟัง HifiMAN HE-500 Headphones
   
    บริษัท HifiMAN นั้นก่อตั้งโดยนาย Fang Bian ซึ่งเขาเป็นผู้ชื่นชอบการฟังเพลงจากหูฟัง โดยที่เขารวบรวมความรู้และความสามารถและเปลี่ยนความชื่นชอบให้เป็นธุรกิจ บริษัทของเขานั้นมีเป้าหมายที่จะผลิตเครื่องเสียงขนาดพกพาระดับไฮเอนด์โดยได้แก่ แอมป์หูฟัง,   หูฟังชนิด in-ear, และหูฟังชนิด Full-sized ซึ่งหูฟังรุ่นที่จะรีวิวในครั้งนี้เป็นรุ่นล่าสุดของหูฟังประเภท Full-sized ซึ่งก็คือเจ้า HifiMAN HE-500 นั่นเอง

   
    สิ่งแรกที่แยก HE-500 ออกจากหูฟังประเภทอื่นๆก็คือ มันเป็นหูฟังประเภท Planar magnetic (หรืออีกชื่อหนึ่งคือ Orthodynamic) โดยถ้าหากจะเปรียบเทียบแล้ว หูฟังชนิด Dynamic ทั่วไปนั้นจะประกอบด้วยส่วนของ driver ที่จะติดอยู่กับ voice coil โดยวางไว้ด้านหน้าของแม่เหล็ก แต่หูฟังประเภท Planar magnetic นั้นจะประกอบด้วยแผ่นเยื่อบางๆ ซึ่งอยู่ติดกับชั้นที่เป็นตัวนำกระแสไฟ ที่ถูกทำให้เป็นลวดลายเฉพาะ และวางอยู่ใกล้กันในรูปแบบที่สามารถเกิดสนามแม่เหล็กขึ้นได้ หูฟังประเภทนี้จะมีข้อได้เปรียบอยู่สองอย่างด้วยกัน อย่างแรกคือ เจ้าแผ่นเยื่อบางๆนั้น มีน้ำหนักเบากว่าไดรเวอร์และวอยซ์คอยส์ของหูฟังประเภท Dynamic  ดังนั้นแผ่นเยื่อนี้จะสามารถขยับได้เร็วกว่า อย่างที่สองคือ แผ่นเยื่อนี้เมื่อถูกใช้งานจะมีการขยับเขยื้อนทั้งแผ่น ซึ่งจะลดการสะท้อนและความเพี้ยนของเสียงได้ ในหมู่ของหูฟังประเภท Planar magnetic ต่างๆ โดยรวมถึงเจ้า HE-500 ด้วยนั้น สนามแม่เหล็กจะถูกสร้างโดยแม่เหล็กสองชิ้นถูกจัดวางขนาบกับแผ่นเยื่อ ซึ่งในอดีตนั้น หูฟังประเภทนี้จะเป็นหูฟังที่ขับยากมาก แต่ HE-500 นั้นเป็นหูฟังที่ทาง HifiMAN ประสบความสำเร็จในการพัฒนา โดยที่กำลังขับนั้นอยู่ที่ 89dB ที่ 1 mW เท่านั้น ซึ่งเมื่อคุณใช้หูฟังตัวนี้กับเครื่องเล่นพกพาของคุณ มันอาจจะให้เสียงที่ไม่ดังเท่าใดนัก ซึ่งปัญหานี้สามารถแก้ไขได้หากใช้ร่วมกับแอมป์หูฟัง

    HifiMAN นั้นอาจจะเป็นเพียงบริษัทเล็กๆ แต่เนื้องานของหูฟังที่ผลิตออกมานั้นไม่ด้อยกว่าบริษัทใหญ่ๆเลย ถึงแม้วัสดุที่ใช้นั้นไม่ใช่ของนำเข้าก็ตาม แต่งานที่ทำออกมานั้นอยู่ในขั้นดี และฟองน้ำหูฟังที่ถูกหุ้มด้วยผ้านั้นเมื่อสวมใส่แล้วจะรู้สึกสบายและมันก็สามารถระบายอากาศได้ดี เจ้า HE-500 นั้นมีน้ำหนักอยู่ที่ 502 กรัม ซึ่งถือว่าค่อนข้างหนัก แต่เมื่อสวมใส่แล้ว น้ำหนักที่ถ่วงลงทั้งสองข้างของหูฟัง บวกกับฟองน้ำที่สวมใส่สบายแล้ว มันสามารถทำให้ผมใส่มันได้หลายชั่วโมงทีเดียว ตัวหูฟังนั้นจะหนีบอยู่ในระดับที่รู้สึกกระชับ แต่ก็ไม่ได้แน่นจนเกินไป

    HE-500 นั้นจะบรรจุอยู่ในกล่องเก็บที่ด้านในจะบุด้วยโฟมที่ฉลุมาพอดีกับตัวหูฟัง พร้อมกับสายขนาด 3 เมตร ที่ปลายสายนั้นใช้แจ๊คขนาด 1/8 พร้อมตัวแปลงเป็นขนาด 1/4 ตัวหูฟังนั้นสามารถถอดเปลี่ยนสายได้ ซึ่งในกล่องนั้นจะมีขั้วต่อสำหรับสายหูฟังมาให้อีก 1 คู่สำหรับผู้ที่ต้องการอัพเกรดสายโดยที่ไม่ต้องหาซื้อขั้วเหล่านี้ และสุดท้ายยังมีฟองน้ำหูฟังสำรองมาให้อีกหนึ่งคู่ด้วย


เสียง
    ปกติแล้วในการรีวิวนั้นผมจะให้ความสำคัญในเรื่องของการตอบสนองความถี่ของหูฟัง เพราะในหูฟังส่วนมากนั้นจะมีการตอบสนองที่เบี่ยงเบนค่อนข้างมากไปจากลำโพงที่ผมใช้ในการทดสอบเปรียบเทียบ ซึ่งเจ้าหูฟัง HE-500 นั้นสามารถแก้ปัญหาจุดนี้ได้ โดยที่มันให้เสียงใกล้เคียงไปในทางราบเรียบมาก โดยที่มันมีค่าความถี่ช่วง ช่วง 2-5 kHz ลดลงมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งข้อดีคือช่วยให้ไม่มีเสียงพุ่งกระพบเข้าไปตรงๆ ในช่องหู  ซึ่งส่วนตัวแล้วผมไม่พบปัญหาเกี่ยวกับในเรื่องการตอบสนองความถี่ช่วงอื่นๆแต่อย่างใด ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้คุณจะพบเจอในหูฟังราคาแพงเท่านั้น

     ในส่วนของเบสนั้นไม่ได้มีเยอะมากมายหรือว่าน้อยเกินไป ถ้าจะให้เปรียบก็คงเหมือนลำโพงเล็กๆ คู่หนึ่งที่ถูกจัดวางไว้อย่างดีในห้อง เบสของเจ้า HE-500 นั้นสามารถให้เสียงต่ำของเสียงกีตาร์ Bass และ Bass Drum ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งมันน่าจะเป็นตัวเลือกที่สำหรับคนที่ชื่นชอบเพลงร็อค อย่างไรก็ตาม ผมได้ลองฟังเพลงของ Kinks’ Low Budget (SACD/CD, Velvel VEL-SC-79817) ซึ่งในหลายๆเพลงอย่างเช่น “A Gallon of Gas” นั้น ผมสามารถแยกแยะระหว่างกลอง Kick drum แต่ละตัวที่ถูกใช้ในเพลงต่างๆ บางตัวก็มีความกระชับและรวดเร็ว ส่วนบางตัวก็ช้ากว่าเล็กน้อย และผมสามารถสัมผัสได้ถึงความกระฉับกระเฉงจากกลองสแนร์ และกลองทอม

    ความยอดเยี่ยมในด้านเบสของเจ้า HE-500 ยังสามารถให้รายละเอียดของ Bass ในเพลงของ Ola Onabule’s Seven Shades Lighter (24/48 FLAC, Real World Studios/Society of Sound) (จริงๆแล้วอัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มใหม่ แต่ว่าสไตล์การเล่น รวมถึงการใช้เครื่องดนตรีต่างๆนั้นทำให้อัลบั้มนี้เหมือนกับออกเมื่อช่วงปี 1970 เลยทีเดียว) ผมคิดว่าหลายๆคนคงจะพอใจในประสิทธิภาพด้านเสียงเบสของ HE-500 แต่อย่างไรก็ตาม บางคนอาจจะต้องการเบสที่มีน้ำหนักและอิมแพคมากกว่านี้  เมื่อใช้คู่กับ ฮดโฟนแอมป์ของ Headroom’s Balanced Ultra Desktop นั้นผมพบว่ามันสามารถเพิ่มปริมาณและความกระชับของเบสได้เป็นอย่างดี หรือหากใครที่ต้องการเบสมากกว่านี้ การจับคู่ระหว่าง HE-500 และ BUDA ก็เป็นตัวเลือกที่ดี

    ในส่วนของเสียงกลางนั้น HE-500 ไม่ได้ให้เสียงที่พุ่งขึ้นมาด้านหน้าหรือถอยหลังลงไปแต่อย่างใด เสียงที่ออกมานั้นปราศจากการเติมแต่ง เมื่อผมได้ลองฟังเพลงของ Alison Krauss and Union Station’s Paper Airplane (24/96 FLAC, Rounder/HDtracks) ผมได้ยินเสียงอันยอดเยี่ยมของ Krauss ในทุกรายละเอียด เสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของ Dan Tymunski ที่เป็นสมาชิกของ Union Station ซึ่งเจ้าหูฟัง HE-500 นั้นก็ให้เสียงที่ไม่ได้ปกปิดส่วนที่ไม่ดี หรือแต่งเติมส่วนอื่นๆแต่อย่างใด ผมฟังต่อที่เพลง Paper Airplane ที่มีการเล่นแบนโจ และกีตาร์ที่รวดเร็ว  ซึ่งเจ้าหูฟัง HE-500 นั้นให้เสียงออกมาได้อย่างครบถ้วน และไม่มีอาการอ่อนแรงแต่อย่างใดเมื่อใช้เป็นเวลานานๆ

    จากหูฟังหลายๆ ตัวที่ผมเคยรีวิวอย่างเช่น Sennheiser HD800, Audeze LCD 2 หรือหลายๆรุ่นของ Ultrasone หูฟังเหล่านั้นจะพยายามให้อิมเมจของเสียงนั้นจะเน้นให้ขยับให้ใกล้เข้ามา เพื่อให้ได้ความรู้สึกใกล้เคียงกับการฟังจากลำโพงมากที่สุด หูฟังเหล่านี้สามารถทำได้ดีกว่าหูฟังรุ่นธรรมดาทั่วๆไป แต่ก็ไม่ได้ไร้ที่ติซะทีเดียว ซึ่งเจ้าหูฟัง HE-500 ก็เช่นกัน ซาวด์สเตจของ HE-500 นั้นไม่ได้อุดอู้อยู่แต่ในหัวของผม แต่มันจะเป็นการจัดเรียงจากซ้ายไปขวา หลุดจากหัวของผม มากกว่าการวางตำแหน่งไปด้านหน้าเหมือนหูฟังตัวอื่นๆ มีผู้ฟังหลายๆคนที่ชอบซาวด์สเตจแบบนี้ แต่ก็มีอีกหลายๆคนที่ชอบอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเจ้า HE-500 สามารถทำในจุดนี้ได้ดี ดนตรีมีการวางตำแหน่งแยกแยะชัดเจน โดยสรุปแล้วเสียงของมันจะค่อนข้างเที่ยงตรงน้อยกว่าที่ผมคิดไว้เพียงเล็กน้อยจริงๆ  ผู้ฟังหลายคนอาจจะไม่รู้สึกถึงจุดนี้ เพราะอุปกรณ์ที่ใช้ในการฟังเพลงหลายๆ ตัวที่ใช้อยู่นั้นมักจะเน้นไปที่การเพิ่มความอิ่มของเนื้อเสียง ซึ่งเป็นการเพิ่มอรรถรสในการฟัง แต่ก็เป็นการปกปิกข้อผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ ในการเล่นเครื่องดนตรีที่ถูกบันทึกมาเช่นกัน

    โดยปกติแล้วดนตรีที่ผมฟังเป็นส่วนมากจะเป็นแนวคลาสสิค ซึ่งบางทีเจ้า HE-500 ยังมีการแจกแจงแยกแยะเสียงของเครื่องดนตรีสองชิ้นไม่ชัดเจนนัก เช่นไวโอลินคู่ หรือคลาริเนตที่มีสองชิ้นเป็นต้น แต่มันก็ให้รายละเอียดของเครื่องสายหรือว่าเสียงของ Oboe ได้เป็นอย่างดีจากเพลงของ the Ensemble Rhapsody’s collection of Viennese Oboe Quartets (SACD/CD, ARS Produktion 38 070) ซึ่งจากข้อบกพร่องที่เจ้า HE-500 มีนั้น หูฟังส่วนมากนั้นกลับค่อนข้างพบมากกว่าเจ้า HE-500 ซะอีก

   เปรียบเทียบคู่แข่งของเจ้า HE-500 ที่ชัดเจนก็คือ Audeze LCD-2 ($945) นั่นเอง ซึ่งทั้งสองเป็นหูฟังประเภท Planar Magnetic เหมือนกัน แต่ทั้งสองรุ่นนั้นให้เสียงที่ต่างไปอย่างสิ้นเชิง หูฟัง Audeze LCD-2 นั้นเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็วเพราะมันให้เสียงที่ไม่เหมือนหูฟังรุ่นอื่นๆ เสียงของมันจะออกไปโทนอุ่น มีน้ำหนัก และเที่ยงตรงในเรื่องเสียงกลางต่ำ ซึ่ง LCD-2 นั้นจะลดเรื่องอาการแหลมเสียดหรืออาการแผดของเพลงบางเพลงได้ ซึ่งถ้าจะเปรียบเทียบกับ HifiMAN แล้ว ทางบริษัทจะเน้นไปที่เสียงที่ไม่ได้เสริมเติมแต่งซะมากกว่า ซึ่งเจ้า HE-500 นั้นจะไม่ฟ้องอาการเหล่านี้หรือว่าปกปิดแต่อย่างใด แต่มันจะให้เสียงที่เป็นกลาง แต่ก็บางกว่าเล็กน้อย ซึ่งในจุดนี้ LCD-2 ให้เสียงที่อิ่มกว่า ซึ่งผมไม่สามารถระบุได้ว่าหูฟังตัวไหนดีกว่าหรือว่าทำให้ผู้ฟังรู้สึกพึงพอใจได้มากกว่ากัน

    คู่แข่งของ HE-500 รายอื่นๆที่น่าสนใจก็คือหูฟัง Ultrasone Pro 2900s ($599) หลังจากที่ผมใช้มันรีวิวคู่กับเฮดโฟนแอมป์ BUDA ผมก็ติดต่อขอซื้อตัวอย่างที่เขาให้ยืมมารีวิว ซึ่งสายของตัวที่ผมซื้อมานั้นเป็นสายประเภท Balanced จากนั้นผมจึงเปลี่ยนสายของเจ้า Pro 2900 เป็นแบบซิงเกิ้ลเอนด์ของทาง Cardas เพราะมันให้รายละเอียดและปลายแหลมที่ดีกว่าการใช้อแดปเตอร์แปลงหัวของสายเป็นหัวชนิดบาลานส์  ซึ่งโดยประมาณแล้วสาย Stock ของมันนั้นให้เสียงอยู่ที่ 95% เมื่อเทียบกับสาย Balanced  และเจ้าหูฟัง Pro 2900 นั้นตัวของมันเองก็สามารถทำได้อย่างที่บอกไว้ มันสามารถเผยรายละเอียดที่ซ่อนอยู่ในเพลงในขณะที่หูฟังบางตัวไม่สามารถทำได้  แต่นั่นก็หมายความว่า มันมักจะแสดงและฟ้องข้อผิดพลาดต่างๆที่อยู่ในเพลงอย่างชัดเจนเช่นกัน เหล่าซาวด์เอ็นจิเนียอาจจะชอบตรงจุดนี้

     แต่สำหรับการฟังเพลงจริงๆ แล้ว อาจจะมากไปสักหน่อยเมื่อนำมาฟังกับเพลงหลายๆ รูปแบบ เจ้า Pro 2900s นั้นให้ซาวด์สเตจไม่กว้างเท่ากับหูฟัง LCD-2 แต่มันสามารถให้ความรู้สึกของห้องบันทึกเสียงได้ดีกว่าเจ้า HE-500 ซึ่ง Pro 2900s ตัวนี้สามารถบ่งบอกได้ถึงตำแหน่งที่ไมโครโฟนนั้นถูกจัดวางไว้ตรงไหน หรือจุดที่เสียงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นที่ถูกบันทึกแต่ละครั้ง และนำมาผสมรวมกันเป็นเพลงๆหนึ่ง แต่ถึงอย่างไรก็ตามเจ้า Pro 2900 มันก็ฟ้องถึงจุดเสียที่อยู่บนเพลงนั้นด้วยๆ ต่างจากหูฟัง HE-500 ที่ไม่ฟ้องต้นฉบับจนเกินไปนัก ผมไม่สามารถชี้ได้ว่าตัวไหนดีกว่ากัน เพราะหูฟัง Pro 2900s นั้นเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟังทุกรายละเอียดจริงๆ แต่สำหรับหูฟัง HE-500 นั้นเหมาะกับผู้ที่ต้องการฟังแบบยอมประนีประนอมถอยหลังสักก้าวหนึ่งเพื่อความสบายผ่อนคลายในการฟังเพลงนั่นเอง


สรุป
    HifiMAN HE-500 เป็นหูฟังที่ผ่านการพัฒนา และการคัดเลือกสรรวัสดุมาเป็นอย่างดี เสียงที่ให้โดยรวมค่อนข้างเป็นกลาง น่าพอใจ มีเบสที่ควบคุมได้ เสียงที่ใหญ่โต โอ่อ่า เหมาะกับการฟังเพลงได้กว้างมากมายหลายประเภท สามารถให้รายละเอียดที่ซ่อนอยู่ในเพลงได้ดี และก็ไม่ฟ้องต้นฉบับการบันทึกจนเกินไปนัก การตอบสนองที่ต่ำมากๆ อาจจะต้องใช้เฮดโฟนแอมป์เป็นตัวช่วยขับร่วมด้วย และด้วยโทนเสียงที่สมดุลย์ใกล้ความเป็นกลางของเจ้า HE-500 จะเป็นหนึ่งในตัวเลือกของผู้ที่ชื่นชอบการฟังเพลงอย่างแน่นอน

ต้นฉบับบทความโดย S. Andrea Sundaram

 

Associated Equipment
• Headphone amplifiers -- Grace Design m902, HeadRoom Total BitHead
• Headphones/earphones -- Ultrasone Pro 2900, Shure e3c, Etymotic Research hf5
• Digital sources -- Ayre Acoustics C-5xeMP universal stereo disc player, Apple iPod (fifth generation)
• Computer -- Laptop computer running Windows Vista, Realtek HD audio ALC 272, foobar2000, via coaxial digital output
• Analog source -- Michell Tecnodec turntable with HR power supply, modified Rega RB300 tonearm, Shure V15X cartridge, Trigon Audio Vanguard II phono stage with Volcano power supply
• Interconnects -- DH Labs Revelation, QED Silver Spiral, JPS Superconductor
• Power Conditioning -- Equi=Tech Son of Q
HiFiMAN HE-500 Headphones
Price: $899 USD.
Warranty: Three years parts and labor.
HiFiMAN Electronics Corporation
Head-Direct Corporation
41-70 Main Street, #3-326
Flushing, NY 11355
Phone: (347) 475-7673
Fax: (718) 766-0560
E-mail: customerservice@head-direct.com
Website: www.head-direct.com
โดย: Munkong Staff
SHARE:

Related Review & Article