Review & Article > ชวนฟังเพลงคลาสสิค ตอน 1



ชวนฟังเพลงคลาสสิค
โดย นราวุธิ ธรรมรงค์ศรี (Collagen)


เมื่อ กล่าวถึงคำว่า "เพลงคลาสสิค" หลายๆ ท่านก็มักจะส่ายหัวไม่ค่อยที่อยากจะฟัง บ้างก็กล่าวว่า มันน่าเบื่อ ฟังยาก ไม่น่าสนใจ จังหวะของดนตรีเนิบนาบ ไม่ปลุกเร้าอารมณ์ในการฟังเพลง อีกทั้งบริบทของเพลง มีความซับซ้อนค่อนข้างมาก และเวลาฟังแต่ละทีก็มีความยุ่งยากที่จะสรรหา บทเพลงมาฟัง ทั้งในเรื่องของโอกาสที่จะฟัง บทเพลงที่จะนำมาฟัง และความพร้อมของระบบและผู้ฟัง ซึ่งทำให้ดนตรีคลาสสิคนั้นไม่เป็นที่นิยม เท่าใดในปัจจุบัน ท่ามกลางกระแสของดนตรีสมัยใหม่ ที่ฟังได้ง่ายกว่า มีจังหวะที่โดนใจ และไม่ค่อยมีความยุ่งยากในการที่จะฟัง อันที่จริงแล้ว ดนตรีคลาสสิคยังมีอะไรที่สนใจ อีกมาก และสามารถสร้างความรู้สึกแปลกใหม่ ในการรับรู้ถึงสุนทรียภาพของดนตรี

และสิ่งที่นักแต่งเพลง ต้องการจะถ่ายทอดออกมาในบทเพลง ซึ่งสะท้อนถึงช่วงเวลาของประวัติศาสตร์ ชีวิตความเป็นอยู่ สภาพบ้านเมือง รวมทั้งจินตนาการของผู้ประพันธ์ ซึ่งบทเพลงเหล่านี้ก็มีความสวยงามอยู่ในตัวของมัน ก่อนที่ผมจะเริ่มในส่วนของการเขียนเกี่ยวกับบทเพลงต่างๆ ในส่วนของเพลงคลาสสิค ในบทความแรกๆ ผมใคร่ขออนุญาต นำเสนอในส่วนที่เป็นภาคทฤษฎีของดนตรีคลาสสิคก่อนที่จะนำไปสู่บทเพลงต่างๆ ในบทความต่อๆ ไปนะครับ ในบทความนี้ ผมขอเปิด ด้วยประวัติของดนตรีคลาสสิค ซึ่งเนื้อหาในส่วนนี้ ผมเคยได้เขียนลงในเว็บบอร์ดของทาง Munkong Gadget แล้ว แต่ว่า ในส่วนนี้ผมนำมาเรียบเรียงและปรับปรุงเนื้อหาเพิ่มเติม เพื่อให้มีความถูกต้องและครบถ้วนมากขึ้นครับ

ที่มาของดนตรี
เมื่อ ย้อนกลับไปในยุคก่อนประวัติศาสตร์ มนุษย์ยังอยู่อาศัยตามป่าเขา ตามถ้ำต่างๆ โดยอยู่ร่วมกับธรรมชาติ และมีความเชื่อที่ว่า การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาตินั้น เกิดขึ้นจากเทพเจ้าดลบันดาลให้มีการเปลี่ยนแปลงไป หากเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดี (มีอาหารอุดมสมบูรณ์ ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ) ก็ถือว่าเทพเจ้ามีความพอใจ และดลบันดาลให้ชีวิตมีความสงบสุข แต่ถ้าหากเป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่ดี (เช่น อาหารขาดแคลน ฝนไม่ตกตามฤดูกาล ไม่มีแหล่งน้ำ) มนุษย์ในสมัยนั้นก็เชื่อว่า เทพเจ้าทรงพิโรธหรือไม่พอใจในการกระทำต่างๆ ของมนุษย์จึงลงโทษมนุษย์ โดยให้มนุษย์ในสมัยนั้นมีความเป็นอยู่ที่ทรมานจากทุกข์ภัยต่างๆ ดังนั้นมนุษย์ก็จึงพยายามที่จะหาหนทางและวิถีทางที่จะทำให้เทพเจ้าพึงพอใจ และประทานความอุดมสมบูรณ์มาให้ โดยเริ่มจากการสวดสรรเสริญพระเจ้า เต้นรำ บวงสรวงเทพเจ้า ซึ่งการสวดสรรเสริญ การเต้นรำก็จะมีจังหวะ ทั้งจากการตบมือ กระทืบ เท้า หรือการเคาะจังหวะ จากวัสดุต่างๆ เช่นไม้หรือหิน ต่อมาก็ได้มีการพัฒนามาเป็นกลอง หรือเครื่องเคาะจังหวะต่างๆ


ประวัติของดนตรีคลาสสิค
ใน ส่วนของดนตรีคลาสสิคนั้น มีจุดเริ่มต้นมาจากทวีปยุโรป และยุคสมัยของดนตรีคลาสสิคนั้นเริ่มหลังจากอาณาจักรโรมันล่มสลาย ในประมาณปี ค.ศ. 476 และทวีปยุโรปได้เข้าสู้ในยุคกลาง หรือยุคมืด โดยยุคต่างๆ ของดนตรีคลาสสิค (ตามเกณฑ์ของผม) แบ่งได้ 6 ยุค ซึ่งมีรายละเอียดแต่ละยุคดังนี้ครับ

          1. ยุคมืด หรือ ยุคกลาง (Dark Age or Medieval Age) ช่วงปี ค.ศ. 476 - 1450 หลังจากอาณาจักรโรมันล่มสลายใน ปี ค.ศ. 476 และอิทธิพลของคริสตศาสนา แผ่ปกคลุมเข้ายุโรป พวกชาวบ้านที่เคยได้รับความคุ้มครองภายในเขตแดนของอาณาจักรโรมันที่เข้มแข็ง ต่างตกอยู่ในภาวะหวาดกลัวจากการรุกรานของอนารยชน (พวกคนเถื่อน เช่น Saxon, Goth, Viking เป็นต้น) และระบบการปกครองก็เปลี่ยนจากระบบจักรพรรดิที่มีศูนย์กลางที่กรุงโรม (Rome) ไปเป็นระบบศักดินาสวามิภักดิ์ (Feudal) ซึ่งประชาชนทั่วไปจะอยู่ภายใต้การปกครองของชนชั้นขุนนาง โดยเหล่าขุนนางจะอยู่ภายใต้การดูแลและควบคุมกษัตริย์ของแต่ละประเทศอีกที หนึ่ง ซึ่งแต่ละประเทศจะแบ่งการปกครองออกเป็นแคว้น หรือว่า มณฑล โดยแต่ละแคว้นจะปกครองโดนขุนนาง (หรือพระบรมวงศานุวงศ์) ที่แต่งตั้งโดยกษัตริย์

          ในส่วนของอำนาจการปกครองของศาสนจักร ซึ่งอยู่ที่ กรุง Rome และกรุง Constantinople (ปัจจุบันคือกรุง Istanbul ประเทศตุรกีิ) ซึ่งอำนาจทางศาสนจักรมีมากกว่าอำนาจของกษัตริย์ และผู้กุมอำนาจของทางศาสนจักรก็คือ พระสันตปาปา ที่กรุงโรม โดยบรรดากษัตริย์และขุนนางจะต้องเชื่อฟัง เนื่องจากในยุคกลางอิทธิพลของคริสตศาสนา ได้แพร่ปกคลุมไปทั่วทั้งทวีปยุโรป และมีอำนาจในการควมคุมหรือปลุกระดมฝูงชนได้อย่างเบ็ดเสร็จและเด็ดขาด (เพราะว่า คริสตศาสนาเป็นแหล่งความเชื่อที่ไม่มีใครสามารถโต้แย้งได้ อีกทั้งประชาชนมีความเชื่อในคำสอนของศาสนาคริสต์อย่างมาก)

          ในยุคนี้เครื่องดนตรี และการละเล่นดนตรีถือว่าเป็นการกระทำของพวกนอกรีต ที่ต่อต้านพระเจ้า ดังนั้นในยุคนี้ จนถึงช่วงศตวรรษที่ 9 - 10 จึงไม่มีเพลงใดๆ ที่ได้มีการประพันธ์ (หรืออาจจะมบทเพลงที่ประพันธ์ไว้บ้างแต่ถูกเก็บเป็นความลับ) บทเพลงในยุคนี้มีแต่บทสวดมนต์เท่านั้น ต่อมา St. Gregory (หรือพระสันตปาปา Gregory ที่ 1 (ค.ศ. 540-604)) ได้แต่งเพลงสรรเสริญพระเจ้าจากท่วงทำนองของบทสวด และมีการกำหนดบทเพลงสวดอย่างเป็นแบบแผนและรวบรวมบันทึกเป็นหมวดหมู่ แต่เป็นบทเพลงทีมีแต่เสียงร้อง (หรือที่เรียกว่า Chant ซึ่งเป็นเพลงที่เป็นการร้องทำนองเดียวหรือที่เรียกว่า Monophonic) และไม่มีเครื่องดนตรีประกอบ เพราะในยุคนั้นมีความเชื่อว่า เครื่องดนตรี เป็นเครื่องมือของพวกซาตาน โดยบทเพลงสวดมีพื้นฐานมาจากการผสมผสานดนตรีของกรีก โรมันและยิวโบราณเข้าไว้ด้วยกัน นอกเหนือจากเพลงสวดแล้ว ยังมีเพลงพื้นบ้านที่สืบต่อกันมา โดยเน้นความสนุกสนานตามประเพณี ซึ่งอาจจะมีเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเคาะจังหวะประกอบอยู่บ้าง


          เพลง Chant ถือว่าเป็นเพลงตะวันตกยุคแรกๆ (หลังจากอาณาจักรโรมันล่มสลาย) จากการศึกษาของนักโบราณคดี คาดว่าเพลงแนว Chant มีการแต่งขึ้นเป็นครั้งแรกในราว ศตวรรษที่ 8 - 9 โดย นักบุญ Gregory ซึ่ง ดัดแปลงจากบทสวดและเสียงขันของนกเขา (Dove) ซึ่งถือว่าเป็นเสียงศักดิ์สิทธิ์จากพระผู้เป็นเจ้า (God) เพลง Chant ที่ถือว่าเป็น Chant ในยุคแรกๆ จะเรียกว่า Gregorian Chant ซึ่งเพลงกลุ่มนี้ จะร้องในศาสนพิธี โดยมากจะเป็นคณะบาทหลวงเป็นผู้สวด (ขับร้อง) ในยุคแรกๆ เพลงนี้ใช้การสวด เพียงอย่างเดีย ต่อมามีการใช้เครื่องดนตรี (โดยเฉพาะ Organ) ประกอบ และได้เพิ่มประเภทเครื่องดนตรีในยุคต่อๆ มา แต่บทเพลงในแนวนี้ที่ฟังแล้วให้ความรู้สึก ว่าอยู่ในโบสถ์มากที่สุดก็จะเป็นเพลงที่ร้องเพลงอย่างเดียว และเพลงที่มีการบรรเลง Organ ประกอบ แนวเสียงของเพลง Chant คือเป็นแนวเสียง Monophonic ดังนั้น Sound Stage จะไม่กว้าง ประกอบกับผู้ร้องโดยมากเป็นบาทหลวง แต่ก็มี แม่ชี และกลุ่มเด็กร้องประกอบด้วย จึงให้แนวเสียง ทุ้มต่ำ แต่หากเป็น กลุ่มแม่ชี หรือเด็กขับร้องเพลงแนวนี้ โทนเสียงก็จะสูง บางครั้งบาดหู ซึ่งเพลงเหล่านี้ ถือว่าเป็นกลุ่มของเพลงศักดิ์สิทธิ์ (Sacred Vocal) ซึ่งใช้ภาษาละตินเป็นเนื้อเพลง (บทสวดภาษาละติน)

ซึ่งในยุคกลางยังมียุคย่อยๆ ดังนี้

1.1 ยุค Polyphonic ตอนต้น (Early Polyphonic period) ช่วงปี ค.ศ. 800 - 1100
          ในยุคนี้การพัฒนาด้านดนตรียังคงเป็นไปตามอิทธิพลของคริสตศาสนา (โดยแนวเพลงยังคงเป็นเพลงในศาสนพิธี) ต่อมา พระชาวอิตาลีชื่อ Guido d’Arezzo (ค.ศ.990 - 1050) ได้คิดค้นการบันทึกโน้ตเพลงและวิธีการอ่านโน้ตเพลงโดยฉับพลัน (Sight-reading) ซึ่งส่งผลให้มีการเปลี่ยนแนวเพลงร้อง จากที่เป็นการร้องแนวเดียว (Monophonic) ไปเป็นการร้องหลายทำนอง (Polyphonic) ในเพลงร้องในศาสนา กล่าวคือมีการใช้โทนเสียงหลายแนว ทั้งสูง-ทุ้ม-ต่ำ ซึ่งเพลงร้องในศาสนาที่มีการใช้การร้องหลายทำนอง เรียกว่า Organum ซึ่งมีหลายชนิด เช่น Parallel Organum เป็นเพลงร้องในลักษณะคู่ 4 หรือ คู่ 5 ขนานกันไปพร้อมกับทำนองหลัก (เพลงเริ่มมีชั้น หรือ Layer ที่แสดงความเป็นมิติ) หรือ Free Organum เป็นเพลงร้องที่ไม่ได้ขนาดไปพร้อมกับทำนองหลัก นอกจากนี้ยังมีเพลงที่ใช้ขับร้องเพื่อความรื่นเริง (และเป็นที่นิยมในยุโรป) เรียกว่า Secular Song หรือ Secular Music

1.2 ยุคศิลปะ ช่วงประมาณปี ค.ศ. 1100 - 1400
          วิธีการแต่งเพลงและการบรรเลงเพลง ยังคงได้รับอิทธิพลมาจากเพลงในยุคก่อนหน้า และดนตรีที่เป็นการร้องหลายทำนอง ได้รับการพัฒนาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในบทเพลงที่เป็น Organum และ Motet (เพลงในศาสนา เป็นเพลงสั้นๆ และร้องโดดๆ โดยไม่ได้ร่วมร้องกับเพลงอื่นๆ) ในช่วงปลายของยุคนี้ แนวเพลง Motet ได้รับความนิยมอย่างมากเนื่องจากเป็นเพลงสั้นๆ กระชับ ไม่ยาวอย่าง Organum ซึ่งประชาชนทั่วๆ ไปก็สามารถร้องได้ นอกจากนี้ยังมีเพลงศาสนาขึ้นมาใหม่ที่เรียกว่า Mass ซึ่งเป็นเพลงในศาสนพิธีที่เป็นทางการและมีคนจำนวนมากเข้าร่วมในพิธีนั้นๆ (เช่นอีสเตอร์หรือคริสต์มาส)

(จบตอนแรก)


ติดตามอ่านคอลัมน์ "ชวนฟังเพลงคลาสสิค" ตอน 2 เร็วๆนี้ครับ

โดย: นราวุธ ทองมะโรงสี
SHARE:

Related Review & Article