Review & Article > ชวนฟังเพลงคลาสสิค ตอน 2

ชวนฟังเพลงคลาสสิค ตอน 2
โดย นราวุธิ ธรรมรงค์ศรี (Collagen)


วิวัฒนาการของเครื่องดนตรีในช่วงปลายยุคกลาง

ในช่วงเวลานี้อิทธิพลของคริสตศาสนาในส่วนของเครื่องดนตรีเริ่มลดน้อยลง อีกทั้งการยอมรับในส่วนของดนตรีจากทางศาสนจักรก็มีมากขึ้น ดังนั้นนอกจากบทเพลงที่บรรเลงเพื่อศาสนพิธีแล้ว ในส่วนของเครื่องดนตรีก็ได้มีการยอมรับมากขึ้น และมีวิวัฒนาการดังนี้

    -    เครื่องสายใช้คันชัก (เช่น ไวโอลิน, วิโอลา ในปัจจุบัน) คือ ซอวีแอล (Vielle) ซอ Rebec, ซอ Tromba Marina
         ซึ่งเป็นซอขนาดใหญ่มี 1 - 2 สาย เวลาบรรเลง นักดนตรีต้องยืนบรรเลง
    -    เครื่องสายใช้นิ้วดีด (เช่นกีตาร์ ในปัจจุบัน) คือ พิณ Lute, Psaltery
    -    เครื่องเป่า คือ ขลุ่ย Recorder, ปี่ Shawm, แตร Horn, แตร Trumpet แบบโบราณ
    -    เครื่อง Keyboard คือ Organ ซึ่งมี 3 ขนาด ได้แก่
    -    Portative Organ มีขนาดเล็ก เคลื่อนย้ายสะดวก หรือเรียกว่า Organnetto
    -    Positive Organ มีขนาดกลาง (ประมาณเปียโน) เคลื่อนย้ายไม่ได้
    -    Grand Organ หรือ Pipe Organ มีขนาดใหญ่ มักสร้างติดกับผนังของวิหารใหญ่ๆ บางหลังมีท่อลมถึง 2500 ท่อ

 
ซอวีแอล
 
ซอ Rebec
  
ซอ Tromba Marina
 
พิณ Lute
   
Psaltery
 
ปี่ Shawm
 Portative Organ
 
Positive Organ
 
Grand Organ หรือ Pipe Organ

    2. ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ (Renaissance) ค.ศ. 1450 - 1600

ในยุคนี้ วิทยาศาสตร์เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ความคิดที่ต่อต้านพระเจ้าแต่ถูกต้องในแนววิทยาศาสตร์ได้รับการยอมรับมากขึ้น โดยเฉพาะ แนวคิดที่ โลกไม่ได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล และแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ของ Kepler ซึ่งยุค Renaissance ได้เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1450 โดยเริ่มที่เมือง Florence ในอิตาลี ในยุคสมัยนี้มีการปรับเปลี่ยนแนวคิดนอกกรอบมากขึ้น ในส่วนของดนตรีในยุคนี้ก็ยังคงเป็นดนตรีในในโบสถ์ ซึ่งเป็นบทเพลงสรรเสริญพระเจ้า เช่นเดิม ซึ่งลักษณะของดนตรีในยุคนี้ มักจะเป็นการนำดนตรีในยุคกลางมาปรับปรุง มากกว่าที่จะนำดนตรีในสมัยของกรีกและโรมันมาใช้ นอกจากนี้เริ่มมีการนำเครื่องดนตรีมาบรรเลงทำนองประกอบ เช่น พิณ Lute, ขลุ่ย Recorder, แตร Trumpet, แตร Trombone และในยุคนี้เพลงบรรเลงมีการให้ความสำคัญเท่ากับเพลงร้องและในบางโอกาสเพลงบรรเลงก็มีความสำคัญมากกว่าเพลงร้องด้วย

    ในช่วงยุคนี้ เริ่มมีการเล่นดนตรีเป็นวง โดยใช้เครื่องดนตรีหลายๆ ชิ้นประกอบกัน แต่จำนวนที่เล่นนั้นมีไม่มากนัก ทั้งนี้เนื่องจากอิทธิพลของศาสนจักรยังคงมีมากและ แนวคิดทางวิทยาศาสตร์ที่ขัดแย้งกับแนวคิดของคริสตศาสนาที่ปรากฏในพระคัมภีร์ ยังไม่เป็นที่ยอมรับ ทั้งส่วนของบรรดาประชาชน, ขุนนาง, กษัตริย์ และศาสนจักร

    แนวเพลงในยุคนี้ยังนิยมการประพันธ์แบบ Polyphony style คือแนวเพลงที่มีหลายทำนอง (โทนเสียง) โดยนักประพันธ์อยู่สังกัดตามสำนักต่างๆ เช่นเดียวกับจอมยุทธ์จีน โดยสำนักที่มีชื่อเสียง เช่น Burgundian ที่มีนิยมแต่งเพลง 3 - 4 แนวพร้อมกัน และนิยมใช้คอร์ดประสานกัน ต่อมาสำนัก Flemish ได้มีชื่อเสียงขึ้นมาแทน โดยพัฒนาเพลงร้องโดยขับร้องทุกแนวให้มีความสำคัญเท่ากัน และมีการใช้เทคนิค Counterpoint ในบทเพลง (เป็นการบรรเลงแต่ละแนวจะผลัดกันทำหน้าที่เป็นทำนองหลัก) นอกจากนี้ยังมีแนวเพลงที่เกิดขึ้นใหม่ เช่น Madrigal และ Chanson (ซึ่งเป็นเพลงขับ้องที่เน้นความบันเทิงรื่นรมย์), Fantasy, Toccata, Ricercar เป็นเพลงบรรเลงที่มีความสำคัญในชุดเพลงนั้นๆ และบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีประเภท Keyboard (หรือก็คือ Organ) และ Fanfare เป็นเพลงบรรเลงด้วยแตร ใช้ในกิจการด้านการทหารหรือพิธีในราชสำนัก

วิวัฒนาการของเครื่องดนตรีในยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ
    นอกจากนี้ ในยุคนี้ยังมีเครื่องดนตรีหลายประเภทมากขึ้น เช่น ซอ Viol (ต้นตระกูลของพวก Violin, Viola), Clavichord, Harpsichord, ปี่ Cornett, แตร Trumpet และ แตร Trombone นอกจากนี้ เครื่องดนตรีประเภท Keyboard ที่ยังคงได้รับความนิยมในกิจการด้านศาสนายังคงเป็น Organ

 
ซอ Viol
 
Clavichord
 
Harpsichord

3. ยุค Baroque ค.ศ. 1600 - 1750

    คำว่า Baroque ถูกนำมาใช้โดย Jacob Burckhandt ใช้เรียกสถาปัตยกรรม และจิตรกรรม ซึ่งเป็นงานศิลปะ ที่เต็มไปด้วยการตกแต่งรายละเอียดและให้ความรู้สึกที่อ่อนไหว

    ในยุคนี้ ความหรูหรา มีบทบาทมากขึ้น อันเนื่องจากการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งการค้นพบกฏแรงโน้มถ่วงของ Newton พร้อมๆ กับ การแสวงหาอาณานิคม และการติดต่อกับแถบตะวันออกไกล (แถบอินเดีย, จีน และ อุษาคเนย์) ความเป็นอยู่ของผู้คนดีขึ้น ซึ่งส่งผลให้ความฟุ้งเฟ้อ และความร่ำรวย ก็มากขึ้น การแสวงหาความสำราญ ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ดนตรีในยุคนี้ เริ่มต้นด้วยการกำเนิดของ อุปรากร (opera) ในปี 1600 แนวเพลงเริ่มเปลี่ยนเป็นแนวเพลงเพื่อความบันเทิงมากขึ้น แต่ก็ยังอยู่บนพื้นฐานของเพลงสวด และความสำคัญของเพลงก็ยังอยู่ที่เนื้อร้องมากกว่าทำนอง ถึงแม้ว่าในยุคนี้เครื่องดนตรีจะมีจำนวนมากขึ้น และมีชนิดและรูปแบบที่แตกต่างกันไป นักดนตรีส่วนมากได้รับการอุปถัมภ์จากโบสถ์ ราชสำนัก หรือผู้มีอันจะกิน

  ซึ่งส่งผลให้บทเพลงในยุคนี้มาจากความต้องการของผู้อุปถัมภ์มากกว่าแรงบันดาลใจของนักแต่งเพลง ไม่ว่าจะเป็นเพลงในศาสนพิธี, งานเฉลิมฉลองหรืองานโชว์ต่างๆ ในส่วนงานบรรเลงดนตรีต่อสาธารณชนที่เป็นชาวบ้านธรรมดาๆ นั้น ยังไม่มี แต่มีโรงอุปรากรเชิงพาณิชย์เกิดขึ้นครั้งแรกที่เมือง Venice ในปี 1637 (คาดว่าน่าจะคล้ายกับโรงหนังหรือโรงละครในยุคปัจจุบัน แต่ค่าบริการแพงมาก จึงไม่เป็นที่นิยมเท่าใด) นักดนตรีที่มีชื่อเสียงในยุคนี้ เช่น Antonio Vivaldi, Johann Sebastian Bach, George Frederick Handel โดยดนตรีคลาสสิคในยุคนี้ ถือว่าเป็นดนตรีคลาสสิคในยุคต้นๆ ซึ่งดนตรียังมีกลิ่นอายของดนตรีที่ใช้เพื่อกิจการด้านศาสนาอยู่ และแนวเพลงในส่วนมากยังเน้นไปที่ เพลงในศาสนพิธี

    ดนตรีในตอนต้นของยุค Baroque นักแต่งเพลงนิยมใช้การแต่งเพลงแบบ Monody style (แนวเพลงที่เป็นการร้องทำนองเดียวและมีการร้องเสียงต่ำคลอประกอบ) แต่แนวเพลงที่เป็นหลายทำนอง (Polyphonic) ก็ยังคงเป็นที่นิยมเช่นเดิม ซึ่งเห็นและฟังได้จากเพลงแนว Fugue และ Toccata ต่อมาในช่วงกลางๆ - ปลายๆ ยุค Baroque นักประพันธ์นิยมใช้ Contrapuntal style ในการแต่งเพลง ซึ่งการแต่งเพลงในลักษณะนี้ หมายถึงการสลับทำนองจากสูงไปต่ำและต่ำไปสูง (โดยการประพันธ์เพลงในลักษณะนี้ได้เริ่มต้นจากยุค Renaissance แต่ไม่เป็นที่นิยม) และยังมีการประพันธ์เพลงในรูปแบบ Basso Continuo ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Polyphony style แต่มีการให้เสียงต่ำเล่นคลอตลอดเวลา โดยใช้ Harpsichord ก็เป็นที่นิยมเช่นกัน

    นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาแนวดนตรีที่มีความตัดกัน (Contrasting) ในด้านจังหวะช้า-เร็ว, ดัง-เบา, การบรรเลงเดี่ยว-บรรเลงร่วมกัน ซึ่งจะพบในบทเพลงประเภท Concerto, Concerto Grosso, Sinfonia (เครื่องดนตรีเล่นบรรเลงรวมกันในวง Orchestra) และ Cantata (เพลงศาสนา)

    การพัฒนาของดนตรีในยุคนี้มีความหลากหลายสูงมาก ในยุคนี้ยังมีการเปิดโอกาสให้บรรเลงเดี่ยวแบบสดๆ หรือที่เรียกว่า Improvisation และการตกแต่งท่วงทำนองเพิ่มเติม หรือ Ornamentation อีกทั้งยังมีการกำหนดอัตราความเร็วของจังหวะไว้อย่างแน่นอน เช่น Allegro (เร็ว), Moderato (ปานกลาง), Andante (ความเร็วปกติ), Largo (ช้า) และมีการใช้ Major และ Minor scale

    ละครเพลงร้องหรือ Opera เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1637 ที่อิตาลี โดยส่งผลให้เพลง Overture (เพลงบทนำเข้าสู่การแสดง Opera ซึ่งบรรเลงโดยวง Orchestra ในภาษาไทยเรียกว่าเพลงโหมโรง) เป็นที่นิยมอย่างมาก ต่อมาเพลง Overture ก็นิยมนำไปใช้กับการแสดง Ballet ด้วย (เป็นเพลงโหมโรงก่อนการแสดง)


(จบตอนสอง)


ติดตามอ่านคอลัมน์ "ชวนฟังเพลงคลาสสิค" ตอน 3 เร็วๆนี้ครับ
โดย: นราวุธ ทองมะโรงสี
SHARE:

Related Review & Article