Review & Article > รีวิว หูฟัง Sennheiser RS220


รีวิว หูฟังไร้สาย Sennheiser RS220
8 Sep 2012
โดย วุฒิชัย เจริญบุรี 
pockethifi@gmail.com



วันที่ได้พูดคุยทางอีเมลกับทีมงานมั่นคงแม็กกาซีนว่าจะเริ่มทดสอบผลิตภัณฑ์  ทางทีมงานก็เลือกให้ผมทำการรีวิวสินค้าตัวหนึ่งก็คือหูฟังของ Sennheiser รุ่น RS-220 ทีมงานแจ้งผมว่ามันเป็นหูฟังไร้สายรุ่นท๊อปตัวล่าสุดของยี่ห้อนี้  แค่นี้ผมก็ตื่นเต้นแล้ว  เพราะปกติผมไม่นิยมการฟังเพลงผ่านหูฟังสักเท่าไร  เนื่องจากการทำงานและการเดินทางต่างๆทำให้การฟังเพลงผ่านหูฟังเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสำหรับรูปแบบชีวิตของผม และยามว่างผมมักจะเปิดรายการวิทยุหรือฟังเพลงในรูปแบบแบล็กกราวน์มิวสิค หรือเปิดทิ้งเปิดขว้างเอาไว้ก่อน ฟังไปทำงานไป และสามารถรับสายหรือรับ  message จากโซเชียลเน็ตเวิร์คทางใดทางหนึ่งอยู่ตลอดเวลา



พูดถึง Sennheiser ผมจะนึกถึงหูฟังขนาดเล็กสำหรับเครื่องเสียงพกพา  อย่างหูฟังรุ่น MX400 และ MX500 เป็นรุ่นยอดนิยมสำหรับการซื้อมาเปลี่ยนให้กับ ipod ราวกับว่ามันเกิดมาเพื่อรอการมาของ ipod เลยเชียว  สักช่วงสิบกว่าปีที่แล้ว ผมลองซื้อหูฟังครอบหูสักตัวหนึ่ง  ในช่วงนั้นหูฟังตัวที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในนิตยสารเครื่องเสียงก็คือ Grado มีอยู่ประมาณสองสามรุ่นให้เลือกใช้ตามกำลังเงินของแต่ละคน  ผมได้ลองฟังแล้วก็รู้สึกพอใจ แต่ว่ายังไม่รู้สึกดีกับการที่จะต้องใช้เงินตั้งหลายพันเพื่อจะซื้อหูฟังมาไว้ในบ้าน แล้วไม่มีเครื่องเล่นดีๆให้เล่น เพราะตอนนั้นยังไม่มี ipod  อินทิเกรตแอมป์ที่ผมใช้ไม่มีช่องเสียบหูฟัง  CD Walkman ตัวละหมื่น  เครื่องเล่น  MD ตัวละเกือบสองหมื่น ค่าเทอมของผมสองพันกว่าบาทเอง (หน่วยกิจละ 100 บาท พระจอมเกล้าธนบุรี รหัสเข้า 37)  ไม่ต้องพูดถึง headphone ampเลย ตอนนั้นไม่มีเรื่องพวกนี้   หูฟังครอบหูที่จะหามาใช้งานเลยมักจะอยู่กับมิกเซอร์ และอุปกรณ์สตูดิโอมากกว่า  แต่สุดท้ายก็ได้มาตัวหนึ่งเป็น Sennheiser ซื้อในงานเครื่องเสียงที่โรงแรมแอมป์บาสเดอร์ 



Sennheiser เป็นใคร ทำไมถึงทำหูฟังได้แพร่หลายและมีความนิยมตลอดทุกระดับงบประมาณ ตั้งแต่ระดับเริ่มต้น ระดับกลาง และระดับสูง  คงขาดไปเพียงระดับสูงลิบที่ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลทางวิศวกรรม  ที่ผมใช้คำว่าวิศวกรรมก็เพราะว่า Sennheiser เป็นบริษัทจากประเทศเยอรมัน ประเทศที่มีพื้นฐานทางวิศวกรรมที่แข็งแรง  ผลิตภัณฑ์ที่ออกจากเยอรมันค่อนข้างไว้ใจได้ว่ามีหลักการที่แน่นอน มีเหตุที่ดี นำไปสู่ผลที่ดี  ถ้าเทียบกับอเมริกาแล้ว ผมมั่นใจผลิตภัณฑ์ของเยอรมันมากกว่า  แต่จริงๆมันก็มีหูฟังอยู่รุ่นหนึ่งที่แพงระยับ จับต้องแทบไม่ได้เลย ไม่เคยเห็นตัวจริงสักที อย่าง Electrostatic Orpheus with tube amp 



Sennheiser เริ่มต้นธุรกิจในปี คศ 1945ในช่วงหลังจบสงครามโลกครั้งที่สองไม่นาน  บริษัทเกิดจากการรวมตัวกันของผู้ก่อตั้งที่ชื่อ Fritz Sennheiser กับหุ้นส่วนที่เป็นวิศวกรในมหาวิทยาลัยอีก 7 คน  ด้วยเหตุที่ใช้ห้อง Lab เป็นสถานที่ทำงาน เลยใช้ชื่อบริษัทว่า Labor ซึ่งมาจากคำว่า Laboratorium  สินค้าตัวแรกสุดที่ทำก็คือ Volmeter  แล้วปีต่อมา คศ 1946 ก็ค่อยเริ่มทำไมโครโฟนและต่อมาในปี 1958 จึงค่อยเปลี่ยนชื่อมาเป็น Sennheiser electronic   ปี คศ 1968 เป็นปีแรกที่  Sennheiser ผลิตหูฟังออกสู่ตลาด ถือว่าเป็นหูฟังตัวแรกของโลกที่เน้นเรื่องคุณภาพเสียง ลักษณะเป็นหูฟังแบบเปิด ชื่อรุ่น HD414 ทำให้ sennheiser เป็นที่รู้จักในวงกว้าง  ตลาดเริ่มตื่นตัวกับการฟังเพลงผ่านหูฟังอย่างเอาจริงเอาจัง และสาธารณชนก็เร่ิมจดจำ Sennheiser ได้ว่าเป็นบริษัทผลิตหูฟังที่มีคุณภาพเสียงที่ดี  ชื่อเสียงเริ่มมากขึ้น บริษัทเติบโตมาก  และในปี คศ 1980 Sennheiser รับงานสายการบินเพื่อทำหูฟังไว้ฟังบนเครื่องบิน  และในปี 1982 ก็เริ่มทำไมโครโฟนไร้สายเป็นตัวแรกของโลก  ส่วนหูฟังไร้สายตัวแรกรุ่น RS-5 ก็ออกมาในปี คศ. 1995


พูดถึงหูฟังระบบไร้สาย ในโลกเรามีการทำหูฟังไร้สายกันด้วยเทคนิคหลายอย่าง  รุ่นระดับล่างๆหน่อยก็จะเป็นการส่งสัญญาณอินฟาเรด  แบบนี้ตัวรับและตัวส่งจะต้องสามารถมองเห็นกันตรงๆ ไม่มีอะไรมาบัง เหมือนรีโมทโทรทัศน์นั่นเอง  คุณภาพเสียงก็อยู่ในระดับพอได้ยิน  ให้ใช้ชั่วคราวพอไหว แต่ถ้าใช้นานๆใช้ประจำก็ไม่ไหว  มีสัญญาณรบกวนเยอะมาก รับเสียงไม่มั่นคง เดี๋ยวก็หลุดเดี๋ยวก็หาย 

ระบบส่งเสียงไร้สายต่อมาก็พัฒนาขึ้นมาเป็นระบบ FM หรือคลื่นวิทยุอนาลอกปกติเหมือนเราฟังจากรายการวิทยุ  แบบนี้เป็นการเอาตัวส่งคลื่นวิทยุ FM มาใช้งาน แล้วตัวหูฟังก็ใช้วงจรรับคลื่นวิทยุ FM มารับ คุณภาพดีกว่าอินฟาเรด  เพราะไม่ต้องเล็งให้ตัวรับและส่งอยู่ตรงกัน  สามารถขยับตัวไปมาได้ เดินไปเดินมาได้บ้าง  แต่ก็ยังมีปัญญาสัญญาณรบกวน อาการเสียงแทรก คลื่นแทรก และมักจะได้ยินเสียงซ่าอยู่ตลอด  ยากจะได้คุณภาพที่ดี  ไม่เหมาะกับการฟังเพลง

ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาระบบเสียงไร้สายที่ได้รับความนิยมมากขึ้นและในปัจจุบันก็ยังได้รับความนิยมอยู่ก็คือระบบเสียงผ่านสัญญาณบลูทูธ  ซึ่งแต่เดิมบลูทูธถูกพัฒนาขึ้นมาให้เป็นระบบการส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์สองชิ้น  ภายหลังมีการพัฒนาเรื่องความเสถียรและความเร็วให้มากขึ้นจึงสามารถใช้นำมาส่งสัญญาณเสียงได้  เดิมบลูทูธมีคุณภาพเสียงระดับโมโนเอาไว้คุยโทรศัพท์ แล้วก็พัฒนาให้เป็นเสียงสเตอริโอ พัฒนาให้ตอบสนองความถี่สัญญาณเสียงได้ดีขึ้นจนเอามาฟังเพลงได้  แต่บลูทูธก็มีข้อจำกัดหลายอย่างทำให้ไม่เหมาะกับระบบไฮไฟอย่างแท้จริง  นั่นก็คือยังมีการรบกวนอยู่ ไม่สามารถป้องกันเสียงแทรกได้  ระบบความปลอดภัยจากการดักจับสัญญาณค่อนข้างต่ำ หรือพูดง่ายๆก็คือโดนกวนง่าย โดยขโมยข้อมูลง่าย  แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือระบบเสียงที่วิ่งผ่านบลูทูธจะมีอัตราการส่งข้อมูลไม่เกิน 768 kBit/s หมายความว่าเราเอาไปฟังเพลงกับแหล่งโปรแกรมใดๆหรือไฟล์แบบใดก็ตามที่มีรายละเอียดและบิตเรตสูงกว่าความสามารถของมาตรฐานบลูทูธ 2.0 ไฟล์นั้นจะถูกลดทอน หรือ re-sampling ลงไปให้เหลือเพียงไม่เกิน 768 kBit การฟังเพลงระดับ CD- audio  ต้องการบิตเรตสูงถึง 1.4Mbit/s ซึ่งเกินความสามารถของบลูทูธไปเยอะ ทำให้บลูทูธไม่สามารถตอบสนองกับตลาดไฮไฟได้อย่างจริงจัง และในทางปฏิบัติ อุปกรณ์หรือมือถือบางรุ่นยังทำงานรับส่งไม่เต็มความเร็ว คืออาจจะถูกออกแบบให้ทำงานเพียง 2xx kBit/s ด้วยซ้ำไป  นั่นเป็นที่มาว่าหูฟังระดับไฮเอนด์จะไม่ใช้ระบบบลูทูธ  และทำให้เราเข้าใจได้ว่า การฟังเพลง Mp3 ผ่านหูฟังบลูทูธมักจะไม่ค่อยรู้สึกว่ามีอะไรสูญหายไป  เพราะอัตราการส่งข้อมูลของบลูทูธมันยังทำงานได้ทันกับบิตเรตของ MP3 ดังนั้นใครคิดจะอยู่กับ MP3 ก็สามารถใช้หูฟังระบบบลูทูธได้ เพราะราคาค่าตัวประหยัดกว่ากันมาก  แต่ใครต้องการ  Lossless แท้ๆ คงต้องหาระบบไร้สายที่ดีกว่านี้

Sennheiser มีหูฟังระดับไฮเอนด์อยู่หลายตัว มีระดับกึ่งจริงจังอยู่อีกเป็นกระบุง การเลือกระบบไร้สายมาใช้กับการส่งสัญญาณเสียงจึงต้องพิถีพิถันมากกว่าปกติ  ระบบที่ได้รับความไว้วางใจเลือกใช้เมื่อช่วงสามปีที่แล้วก็คือระบบ Kleer ซึ่งเอามาใช้กับหูฟังรุ่นท๊อปสูงสุด ณ เวลานั้น (ท๊อปในกลุ่มไร้สาย แต่ไม่ได้ท๊อปสุดของบริษัท)  อย่าง RS-180  ระบบ Kleer เป็นการส่งสัญญาณไร้สายผ่านคลื่นความถี่ 2.4GHz ซึ่งเป็นย่านความถี่เดียวกับระบบแลนไร้สายที่เราคุ้นเคยกันดี  หลักการจะคล้ายๆกับการส่ง FM แต่เป็นการทำงานกับสัญญาณดิจิทัล  ก็คือข้อมูลดิจิทัลจะถูกมอตดูเลตไปกับคลื่นพาหะคลื่นหนึ่ง แล้วส่งออกอากาศไปโดยมีแบนวิดธ์ประมาณ 1 Mhz  แล้วฝั่งตัวรับก็จะรับสัญญาณจากอากาศแล้วดีมอตดูเลตออกมาเป็นสัญญาณดิจิทัลดังเดิม  แต่ Kleer จะทำงานมากกว่าหลักการนี้อีกนิดหน่อยคือ จะเปลี่ยนความถี่คลื่นพาหะไปเรื่อยๆ เทคนิคนี้จะทำให้ป้องกันสัญญาณรบกวน และการ jam หรือการแทรกสอดของผู้ไม่ประสงค์ดี  เรียกว่ามีความปลอดภัยของข้อมูลมากขึ้น  ความถี่คลื่นพาที่เปลี่ยนไปจะเปลี่ยนไปเรื่องๆวินาทีละหลายร้อยครั้ง ตัวรับและตัวส่งที่จับคู่กันจะต้องมีการ Pair กันก่อน เพื่อกำหนดรูปแบบการเปลี่ยนความถี่ของคลื่นพาให้ตรงกัน เวลาเปลี่ยนคลื่นจะได้เปลี่ยนพร้อมกัน  เทคนิคนี้มีชื่อเรียกว่า Frequency Hopping    ระบบ Kleer  กำหนดให้สามารถใช้งานตัวรับได้ถึง 4 ตัวต่อตัวส่ง 1 ตัว   แต่ว่า สิ่งที่ทำให้เทคนิคนี้ยังไม่ดีที่สุดก็เพราะมีข้อด้อยอยู่สองอย่างที่เด่นชัดคือ   1 อัตราการส่งสัญญาณที่ทำได้ยังต่ำเกินไป เนื่องจากจำเป็นต้องมีการบีบอัดสัญญาณอยู่เพื่อรองรับกับแบนวิดธ์ที่ถูกแบ่งเป็นช่วงๆ และ 2 มีดีเลย์ให้รู้สึกได้  เนื่องจากการบีบอัดและการคลายข้อมูลในปลายทางแม้จะเป็นแบบ  Lossless แต่มันก็ต้องอาศัยเวลาในการประมวลผล หมายความว่าเสียงมันจะดีเลย์ไปเล็กน้อย  ซึ่งหากเอาไปฟังเพลงอย่างเดียวก็ไม่รู้สึกอะไร แต่ถ้าเอาไปดูหนัง หรือยิ่งเอาไปเล่นเกมส์ มันจะทำให้ภาพและเสียงไม่ตรงกันแบบรู้สึกได้  และนั้นทำให้สุดท้าย ก็ต้องหาเทคนิคใหม่ที่ดีกว่าเดิมมาใช้


ระบบส่งสัญญาณเสียงไร้สายตัวใหม่ล่าสุดที่ Sennheiser เลือกใช้กับ RS-220 อันเป็นหูฟังไร้สายตัวท๊อปของปีคศ. 2012 นี้ก็คือระบบ DSSS หรือ Direct Sequence Spread Spectrum ซึ่งเป็นระบบที่ทำงานกับสัญญาณข้อมูลดิจิทัลเป็นหลักและไม่มีการบีบอัดข้อมูลใดๆ การส่งเป็นแบบ asyncronous  อาศัยคลื่นความถี่ 2.4GHZ  เช่นกัน  ข้อมูลดิจิทัลที่ส่งเข้าตัวส่งจะถูกมอตดูเลตกับสัญญาณรบกวนรูปแบบหนึ่งที่สร้างขึ้น สัญญาณรบกวนตัวนี้เราเรียกว่า chip code ในทางเทคนิคอาจจะเรียกว่า psudo random noise  อธิบายง่ายๆก็คือ 1 บิตข้อมูลจะไปผสมกับบิตสัญญาณรบกวนที่สร้างขึ้นมาหลายสิบบิต  แล้วทำการส่งสัญญาณที่ผสมกันออกไป  ฝั่งตัวรับก็จะรับทั้งหมดแล้วทำการดีมอตดูเลตสัญญาณข้อมูลออกจากสัญญาณรบกวน  ซึ่งสัญญาณรบกวนเป็นแบบใด ตัวส่งกับตัวรับจะรู้กันเอง ดังนั้นมันจึงเป็นการส่งสัญญาณที่ปลอดภัยมาก เพราะมีการ encode และ decode ในการรับส่งนั่นเอง  ซึ่งการ encode และ decode ในรูปแบบนี้จะไม่ได้เสียเวลาเหมือนกับการบีบอัด เพราะมันทำงานได้แบบ realtime วิธีที่ encode ก็คือการเอา ข้อมูลมาทำการ Xor กับ random noise  และตอน decode ก็แค่ใช้คำสั่ง  Xor อีกรอบนั่นเอง  จุดเด่นอีกประการหนึ่งก็คือ หาก DSSS ถูกรบกวน และที่ปลายทางมีการรับข้อมูลที่ผิดเพี้ยนไป ยังคงสามารถกู้ข้อมูลที่ถูกต้องกลับมาได้ด้วยการเปรียบเทียบทางคณิตศาสตร์  หนึ่งบิทของข้อมูลต้นฉบับจะมอดดูเลตกับข้อมูลสัญญาณ random noise หลายสิบบิต ดังนั้น บิตที่รับปลายทางหากเพี้ยนไปสักหนึ่งหรือสองบิต มันยังเหลืออีกเป็นสิบบิตที่จะแกะเอาสัญญาณต้นฉบับออกมาได้  ดังนั้นความผิดพลาดของข้อมูลที่ฝั่งตัวรับจะเรียกว่าไม่ผิดพลาดเลยก็ว่าได้  การเปลี่ยนเทคนิคใหม่นี้ช่วยทำให้ระบบไร้สายของ sennheiser ก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง

ข้อมูลทั่วไปของ RS220





ชุดของ RS220 ในกล่องมีอุปกรณ์หลักๆคือตัวรับและตัวส่ง  ตัวรับเป็นหูฟังแบบครอบหู  ส่วนบริเวณตัวครอบจะบุฟองน้ำหุ้มด้วยหนังอย่างดี ให้ความนุ่มนวลเวลาใช้งาน  ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ขนาด AAA แรงดัน 1.2V จำนวน 2 ก้อน แยกใส่ถ่านไว้ฝั่งซ้ายและขวาด้านละก้อนเพื่อกระจายน้ำหนัก   ซึ่งแบตเตอรี่ที่แถมมากับตัวเครื่องเป็นแบบชาร์จไฟได้  ความจุ 900 มิลลิแอมป์  แต่ตัวที่ได้รับมาทดสอบกลับใส่แบตขนาด 800 ma มาให้  RS220 สามารถทำงานได้ต่อเนื่อง 6-8 ชั่วโมง ซึ่งน่าจะเพียงพอต่อการใช้งานเพื่อฟังเพลงและดูหนังให้จบเรื่อง ไดรเวอร์ของหูฟังที่นำมาใช้กับ RS220 เป็นรุ่นเดียวกับ HD600 ซึ่งเป็นตัวที่ขายดีและคุณภาพดีมากตัวหนึ่งของ Senheiser คุณภาพเสียงสามารถเทียบเคียงกันได้ 





ตัวหูฟังออกแบบเป็น open air นั่นก็หมายความว่าจะมีเสียงเล็ดลอดออกมาในระหว่างที่ใช้งาน  ปุ่มควบคุมต่างๆที่อยู่บนหูฟังจะมีดังนี้  ที่หูด้านซ้ายจะเป็นปุ่มเปิดปิดเครื่อง และปุ่มเลือกแหล่งโปรแกรม  หูฟังด้านขวาเป็นจะเป็นปุ่มปรับระดับความดังของเสียง และปุ่มปรับบาลานซ์ซ้ายขวา 






อุปกรณ์หลักอีกชิ้นหนึ่งคือตัวส่งสัญญาณซึ่งถูกออกแบบมาให้เป็นแท่นวางและสามารถชาร์จไฟได้ในตัว ตำแหน่งชาร์จไฟจะอยู่บริเวณปีกสองข้างที่สัมผัสกับหูฟัง  เมื่อเราใช้งานหูฟังเสร็จเราก็แค่เอาไปวางที่แท่นในตำแหน่งที่กำหนดมันก็จะทำการชาร์จไฟให้อัตโนมัติ  แท่นชาร์จหรือแท่นวางนี้จะมีส่วนฐานที่ทำหน้าที่ต่อเชื่อมกับสายสัญญาณต่างๆมากมาย  ช่องรับด้านหลังแท่นวางเรียงจากซ้ายไปขวาจะประกอบไปด้วย ช่องเสียบไฟเลี้ยงกระแสตรง 9 V ถัดมาเป็นช่องเสียบแบบ RCA analog แบบสเตอริโอ 2 คู่  คู่แรกเป็นสัญญาณขาเข้า  คู่ที่สองเป็นสัญญาณขาออก  ถัดมาเป็นช่องรับสัญญาณดิจิทัลขาเข้า ซึ่งรับได้ทั้ง coaxial และ Toslink อย่างละ 1 ช่อง  ถัดมาเป็นช่องสัญญาณดิจิทัลขาออก coaxial  และ Toslink อย่างละ 1 ช่องเช่นเดียวกับขาเข้า  ถัดมาด้านล่างเล็กน้อยเป็นปุ่มหมุนเพื่อปรับระดับเสียง เอาไว้เร่งหรือเบาสัญญาณเสียงที่จะส่งออกไปยังตัวรับสัญญาณ  และขวาสุดเป็นปุ่ม Pair เพื่อจับคู่กับหูฟัง  ซึ่งหูฟังและแท่นที่ส่งออกมาขายจะถูกจับคู่กันมาแล้ว  แกะกล่องก็สามารถใช้งานได้เลย  แต่ถ้ามีการเพิ่มตัวรับเพิ่มเติมก็ต้องเอามา Pair เสียก่อน  วิธีการ Pair ให้ดูในคู่มือ


ข้อมูลทางเทคนิคของ  RS220
ไดรเวอร์ใช้รุ่นเดียวกับ HD600 และ HD650
ออกแบบหูฟังเป็นแบบ dynamic open air
ระบบส่งสัญญาณไร้การบีบอัดข้อมูล
ระบบการส่งสัญญาณแบบ DSSS  ไร้ข้อผิดพลาด
รับสัญญาณดิจิทัลได้ 2 แบบ คือ coaxial และ Toslink
รับสัญญาณอนาลอกได้
ระยะการส่งสัญญาณทำได้ไกล 300ฟุต โดยไม่มีสิ่งกีดขวาง  และ 100ฟุตในอาคาร
ดีเลย์ต่ำมากในระดับ 20 มิลลิวินาที
ความถี่กระจายสัญญาณ 2.4GHz
หูฟังตอบสนองความถี่ 16-22000 Hz
ความต้านทานหูฟัง 150 โอห์ม
ความดังสูงสุด 106dB
แท่นชาร์จใช้ไฟเลี้ยง 9 โวลท์ 1 แอมป์
น้ำหนักตัวส่ง 484 กรัม 
น้ำหนักตัวรับ 329 กรัมรวมแบตเตอรี่
ความเพี้ยน THD น้อยกว่า 0.1%
อัตราส่่วนสัญญาณต่อสัญญาณรบกวน SN 90dB
รองรับสัญญาณดิจิทัล PCM 16bit 44.1K



คุณภาพเสียง
ผมนำ RS220 ไปต่อใช้งานหลายรูปแบบ เริ่มจากต่อสัญญาณอนาลอกก่อน แหล่งโปรแกรมใช้เร่ิมจาก ipod touch gen2 สลับกับ  ipod video60g  เพลงที่ใช้ทดสอบจะ rip จากแผ่นต้นฉบับแบบ apple lossless เป็นไฟล์แบบ m4a  ต่อสายสัญญาณ audio quest รุ่น MINI-A  เป็นสาย mini to RCA ทางช่อง headphone และทาง Dock  จะใช้สาย monster RCA ซึ่งสายทั้งสองเส้นทีมงานเตรียมเอาไว้ให้  ตอนเปิดเครื่องเราต้องกดเปิดที่แท่นชาร์จ1ครั้ง แล้วก็กดเปิดที่หูฟังอีก 1 ครั้งแยกกัน  ไม่ต้องทำการ PAIR ใดๆเพราะ RS220 ทำการ PAIR มาจากโรงงานแล้วสามารถเปิดใช้งานได้เลย  บุคคลิกของหูฟังแบบครอบหูจะให้ความถี่เต็มย่าน ลักษณะจะออกไปทางนุ่มนวลเป็นจุดเด่น แนวเสียงสะอาดใส มีน้ำหนักจะแจ้งแต่ไม่ตะเบ็ง  เสียงเบสลงลึกทิ้งตัวได้ดีกว่าหูฟัง earbud ทั่วไปมาก เสียงกลางเด่นชัด เสียงร้องมีฐานเสียงของย่านเบสที่กลมใหญ่มาหนุนให้ฟังดูอิสระ มีพลังเยอะ คล้ายกับนักร้องสามารถออกลีลาโยกตัว สะบัดแขนไปมาได้ระหว่างร้องเป็นอิสระมาก ไม่เหมือนกับเสียงจาก eadbud ที่พยายามจะให้เสียงที่ใหญ่ แต่ก็ใหญ่ไม่จริง  เหมือนนักร้องถูกมัดมือไว้  ความใหญ่ของเสียงร้องจาก earbud จะสู้แบบครอบหูไม่ได้ 



คุณภาพเสียงทางช่อง headphone จะสู้เสียงจากทาง Dock ไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของอุปกรณ์เล่นเพลงแทบทุกตัว เพราะการแปลงไฟล์เพลงจากดิจิทัลเป็นอนาลอกจะทำเสร็จแล้วปล่อยสัญญาณไปที่ Dock ขณะเดียวกันก็ปล่อยสัญญาณไปสู่ภาคขยาย headphone อีกครั้ง เสียงจาก headphone จึงไม่สดเท่ากับทาง Dock ใครเล่นอุปกรณ์ที่สามารถต่อทาง Dock ได้ควรลงทุนกับการเชื่อมต่อผ่าน Dock เท่านั้น  และเสียงจาก Dock ของ  ipod touch จะมีคุณภาพที่ดีจนใกล้เคียงกับการเชื่อมต่อด้วยสายดิจิทัล ถ้าฟังเพลงในระดับเบาๆจะไม่รู้สึกแตกต่างนัก  แต่ถ้าเปิดดังมากขึ้นจะเริ่มมีความต่างจนรู้สึกได้

เสียงสูงให้ความใส เสียงฉาบดังชัดและมีตำแหน่งมั่นคงมาก รับรู้ถึงเสียงกระทบกันระหว่างของแข็งสองชิ้น เสียงเคาะมันต้องแข็งและกังวาล เสียงดังขึ้นและจางหายไปโดยไม่วูบวาบ  เวลาฟังของที่อยู่ในระดับไฮเอนด์ เสียงฉาบจะเป็นจุดสังเกตได้ง่าย ประเภทที่จางหายเร็ว หรือห้วนๆไม่ค่อยลากหางเสียงมักจะอยู่กับชุดคุณภาพต่ำ กับ  RS220 มัน ดังแล้วค่อยๆจางหายไป ติดตามได้ต่อเนื่อง  ฟังเพลงแผ่น audiophile จนเบื่อก็ลองฟังรายการวิทยุ online บ้าง ช่วงนี้ผมกำลังสนุกกับการฟังรายการทาง app ที่ชื่อว่า  Tune in สถานีเพลง alternative 90s  ซึ่งเป็นเพลงแนวอัลเทอเนทีฟที่เคยโด่งดังในยุค 90  เพลงพวกนี้ผมฟังบ่อยตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตเป็นนักเรียน นักศึกษาและวัยเริ่มทำงาน  ดนตรีแนวนี้จะเด่นในจังหวะกลองและเบส   ความนุ่มที่ได้ยินผ่าน RS220 เป็นความนุ่มที่ยากจะหาจากหูฟังเล็กๆทั่วไป มันคล้ายกับลำโพงดอกสักสิบนิ้วตู้เปิดที่ผมมีอยู่คู่หนึ่ง  ซึ่งใช้งานอยู่ประจำ คู่กับแอมป์หลอดซิงเกิ้ลเอนด์  ความหวานของหลอดและความนุ่มของดอกลำโพงกรวยโพรลีโพรไพลีน เป็นอย่างไร RS220 ก็มาแนวนั้นราวกับเป็นญาติกัน

สัญญาณ analog in ที่ส่งไปยังหูฟังสามารถปรับความดังเพิ่มลดได้เล็กน้อยผ่านตัวปรับ  level ด้านขวาของแท่นชาร์จ  การปรับระดับตรงนี้จะทำได้ประมาณ + - 6dB (เดา) เพราะตอนลดไปทางซ้ายสุดเสียงจะแค่เบาลงแต่ไม่เงียบสนิท  ตอนปรับไปทางขวาสุดเสียงจะดังขึ้น บางครั้งอาจจะเสียงแตกได้ถ้าสัญญาณต้นทางมาดังอยู่แล้ว  การปรับระดับนี้จะมีผลต่อเสียงที่ส่งไปยังหูฟังเท่านั้น ไม่มีผลต่อเสียงในช่อง analog out เลย  แถมช่องปรับ level ยังไม่สามารถปรับระดับเสียงของสัญญาณดิจิทัลทั้ง coaxial และ Toslink ได้ด้วย    ดังนั้นใครคิดจะใช้แท่นชาร์จแทนปรีแอมป์ก็เป็นอันตกไป



การต่อสัญญาณอนาลอกไปเข้าช่อง  analog in แล้วต่อสัญญาณขาออกจากช่อง analog out กลับมาเข้าอินทิเกรตแอมป์อีกตัวหนึ่งทำให้เรายังคงสามารถใช้งาน RS220  ได้พร้อมกับอินทิเกรตแอมป์ เพราะสัญญาณอนาลอกมันเชื่อมกันโดยตรง  คาดว่าจะเป็นการเชื่อมกันโดยฮาร์ดแวร์ขนานกันไว้เลย  เพราะแม้ผมจะปิดแท่นชาร์จไปแล้ว เสียงอนาลอกขาออกก็ยังคงอยู่แบบนั้นต่อไป  คือยังคงเปิด ipod ผ่านอินทิเกรตแอมป์ได้อยู่เช่นเดิม  และช่องรับดิจิทัลทั้งสองชนิดก็ไม่ได้ถูกแปลงสัญญาณเป็นอนาลอกเพื่อส่งออกทางช่อง analog out อีกด้วย  นึกว่าจะได้ของแถมเป็น DAC มาให้เล่น

ช่อง digital in เป็นช่องรับสัญญาณดิจิทัลมาตรฐาน PCM รองรับข้อมูล 16bit 44.1k และ 48K ข้อมูลในเว็บไซต์บางแห่งระบุว่าสามารถรับ 96K  ได้ แต่จะโดน down-sampling  ลงไปเป็น 44.1k  ส่วนจะรับได้ถึง 24 bit หรือไม่ผมไม่รู้จะทดสอบอย่างไร เพราะไม่มีเครื่องเล่นระดับ 24bit และไม่มีไฟล์เพลงระดับ 24bit ด้วย   ในช่อง digital out จะเป็นการบัฟเฟอร์สัญญาณ digital in เพื่อให้สามารถต่อสัญญาณดิจิทัลไปยังอุปกรณ์ตัวอื่นๆได้  การเป็นบัฟเฟอร์ก็หมายถึงต้องมีไฟเลี้ยง  ถ้าเราเปิดเครื่องไว้ ช่อง digital out จะรับสัญญาณจาก digital in โดยตรง  แต่ถ้าเราปิดเครื่อง digital out ก็ไม่มีสัญญาณใดๆ  และสัญญาณ analog in ก็ไม่ได้โดนแปลงเป็นดิจิทัลมาออกช่อง digital out  ด้วย

การทำงานของ RS220 จะส่งสัญญาณกระจายเสียงออกไปด้วยระบบดิจิทัลเท่านั้น  การต่อสาย analog in จะต้องมีการแปลงเป็นดิจิทัลก่อนด้วยวงจรภายใน แล้วค่อยกระจายสัญญาณออกไป  ดังนั้นใครที่ใช้แหล่งโปรแกรมอนาลอกอาจจะต้องพิจารณาดูว่าการใช้งาน RS220 จะเป็นการจำกัดคุณภาพของอนาลอกขั้นเทพของท่านรึเปล่า เพราะทุกสัญญาณอนาลอกที่ส่งเข้าไปจะต้องวิ่งผ่านขั้วแจ๊คที่ดูไม่หรูหรา  ผ่านตัวปรับ level ที่ดูไม่ค่อยโปร และผ่านวงจร ADC หรือ ตัวแปลงสัญญาณ analog to digital converter ที่ไม่รู้สัญชาติว่าเป็นชิพจากใคร ตระกูลไหน  แล้วค่อยส่งผ่านระบบไร้สายมายังหูฟัง  ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่ Sennheiser จะแนะนำให้ใช้งาน RS220 กับแหล่งโปรแกรมดิจิทัลเป็นหลัก 

คุณภาพของสัญญาณจากช่อง digital in จะโดดเด่นกว่า analog เห็นๆ  ทั้งความโปร่งใสที่มากกว่า เบสที่มีพลัง มีแรงประทะดีกว่า เสียงร้องที่สดกว่า  จะเรียกว่าดีกว่าทุกแง่มุมก็ได้  การฟังเปรียบเทียบระหว่างช่องสัญญาณทั้งคู่ไม่ได้เป็นเรื่องยาก เพราะมันต่างกันมากพอจะรับรู้ได้   ผมต่อสัญญาณ  digital in ทางช่อง Toslink โดยอาศัยต้นทางเป็นเครื่อง   mac mini รุ่นประมาณปีคศ. 2010 ซึ่งเป็นรุ่นแรกที่มีพอร์ตสัญญาณ HDMI มาด้วย  ปกติเครื่องคอมพิวเตอร์ของแม็คอินทอชจะมีช่อง headphone ที่ให้สัญญาณ digital out มาด้วยเสมอ  Rip แผ่น CD ด้วย  iTune ให้เป็นไฟล์ชนิด apple lossless แล้วก็ลองฟัง  น้ำเสียงสะอาด เสียงร้องชัด เบสหนึบ เครื่องเคาะใสกิ๊ง มันอยู่ในหูฟัง RS220 ครบถ้วน  ถือเป็นประสบการณ์การฟังที่ดีมาก  มันแพ้ลำโพงบ้านนิดเดียวตรงที่ มันเป็นเสียงที่วนอยู่รอบหัวเรา  ไมได้กางเป็นวงอยู่ตรงหน้าเหมือนเครื่องเสียงบ้านที่จัดวางลำโพงอย่างดี  แต่มันก็มีข้อดีจากหูฟังที่เราหาไม่ได้จากลำโพงบ้าน

เวลาเราฟังลำโพงบ้าน เหมือนเรานั่งดูใครสักคนหนึ่งเดินผ่านไปผ่านมา  เรารู้ว่าเขาทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เหมือนเราติดตามเขาได้ในระยะ 2-3 เมตร ไม่ใกล้ไปกว่านั้น ถ้าเป็นผู้หญิง คุณก็จะรู้ว่าเขาสวยไหม หุ่นดีไหม รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร  แต่ถ้าฟังผ่านหูฟังดีๆ  มันจะเหมือนเราได้เจอผู้หญิงคนนั้นบนโต๊ะอาหาร เรามองเขาได้ในระยะใกล้ๆ  เราจะเห็นว่าขนตาเขายาวหรือสั้น ปัดมัสคาร่ามารึเปล่า แก้มแดงไหม  มีลักยิ้มรึเปล่า  ยิ้มแล้วฟันเรียงตัวสวยเลยไหม  RS220 มันให้ความรู้สึกใกล้ได้ระดับนั้นเลย  เสียงร้อง เสียงดนตรีมันชัดไปหมด   การสั่นของลูกคอเพียงเล็กน้อยก็รับรู้ได้ จะติดตามส่วนไหนของทั้งเพลงก็ได้ไม่ตกหล่น  ตั้งแต่ได้ RS220 มาทดสอบ  ทำให้ผมได้กลับไปฟังเพลง audiophile อีกครั้ง  เพราะคุณภาพการบันทึกของเพลงaudiophile นี้เหมือนหญิงสาวหน้าตาดีที่ผ่านการคัดกรองมาแล้ว  การได้เข้าใกล้มากๆระดับมองเห็นรายละเอียดเหมือนกับเราได้นั่งคุยกับสาวคนนั้นอย่างเพลิดเพลิน  ดึงความสนใจเราได้นานนับชั่วโมง  ไม่ใช่พวกสวยห้าเมตร สิบเมตร หรือร้อยเมตร ที่เข้าไปใกล้ๆแล้วรู้สึกว่าโลกกว้างใหญ่มีอะไรให้ทำอีกเยอะ  แต่ก็ใช่ว่าจะเอา RS220  มาฟัง MP3 ทั่วไปแล้วจะไม่เพราะ  มันไม่ได้แย่ขนาดนั้น 

การฟังเพลง MP3  ในระดับ 64K  สำหรับวิทยุ online หรือ ระดับ 128k  จากไฟล์เพลงที่เคยก็อปปี้เก็บไว้สมัยสิบกว่าปีที่ผ่านมา ยังคงเอามาฟังได้เพลิดเพลินไม่น้อยลง  แต่ด้วยมาตรฐานการฟังที่สูงขึ้น คุณภาพอุปกรณ์ที่สูงขึ้น เราจะแยกแยะได้ว่าสิ่งที่เราฟังอยู่ มันระดับไหน  เป็นเพลงระดับ 128k   หรือเป็น lossless  หูฟังตัวนี้มันบอกเราได้หมด  ผมมีเพลงอยู่ 1 โฟลเดอร์ที่มันค่อยๆโตขึ้นเรื่อยๆในแต่ละปี  แต่ว่าระยะหลังผมไม่ได้เพิ่มเพลงเข้าไปแล้ว เพราะว่ามันจะเยอะเกินไป  ผมตั้งชื่อโฟลเดอร์นี้ว่า favorite01 มีเพลงที่ผมชอบอยู่ในนี้ ค่อยๆสะสมมาตั้งแต่ปี คศ. 1998 อันเป็นปีที่ผมเริ่มทำงานหลังเรียนจบ  เพลงเก่า เพลงใหม่ ถ้าถูกใจผมก๊อปปี้เก็บไว้ในนี้ตลอด  จนกระทั่งอัพเดทสุดท้ายประมาณปี คศ.2005 ผมก็เลิกก๊อปปี้เพลงใหม่ลงไป  นอกจากว่าถูกใจจริงๆ  โฟลเดอร์นี้จะมีเพลงรวมอยู่ประมาณร้อยกว่าเพลง เหตุที่จำกัดอยู่แค่นี้เพราะผมต้องการนำโฟลเดอร์นี้ไปฟังผ่าน  ipod shuffle ความจุ 512M ซึ่งผมรู้สึกว่าเป็นอุปกรณ์ที่เสียงดีที่สุดสำหรับการฟังตรงผ่านช่อง headphone 

พอขุดเพลงที่ชอบชุดนี้มาฟังผ่าน RS220 มันรับรู้ได้ว่า บิตเรทของเพลงน้อยไป เพราะหูฟังมันฟ้องได้หมดเลย เพลงมันคอนทราสต่ำ เสียงใสไม่เท่าแผ่น audiophile เบสลงไม่ลึกเหมือนเดิม  แต่ว่า เพลงดีเพลงเพราะซะอย่างมันยังคงเป็นเพลงที่เพราะที่ชอบอยู่ดี  เราก็เลยได้ฟังเพลงที่ชอบบนหูฟังคุณภาพดี  มันมีความสุขกว่าเดิม เหมือนเราได้พบเจอกับเพลงนั้นอีกครั้ง เหมือนได้เจอกันใหม่หลังจากไม่ได้เจอมานานแสนนาน

ผมใช้เวลาส่วนใหญ่กับ RS220 ด้วยเพลงที่ rip จากแผ่นต้นฉบับ และเปิดจากคอมพิวเตอร์  ฟังเพลงโน้น หยิบแผ่นนี้มาเปิด สลับไปมาหลายอัลบั้ม  สิ่งที่ค้นพบอีกอย่างหนึ่งก็คือ การเปิดเพลงจากแผ่นโดยตรง เสียงยังคงดีกว่า การ  rip เป็นไฟล์แล้วเปิดอีกทีหนึ่ง  ซึ่งมันเป็นอาการที่ผมไม่เข้าใจนัก  เพราะที่ผ่านมา  การฟังในระดับปกติ คือฟังผ่านลำโพงใหญ่ ผมรู้สึกว่าเสียงมันดีเท่ากัน  แต่พอฟังผ่านหูฟังผมถึงรับรู้ถึงความแตกต่างเล็กน้อยตรงนี้  มันไม่เท่ากันจริงๆ  นับว่าเป็นข้อดีของหูฟังที่มาพร้อมข้อเสียคือมันสร้างความข้องใจให้ผมนั่นเอง   ผมเข้าใจว่า การเปิดจากไฟล์จะมีความสมบูรณ์ของข้อมูลที่มากกว่าการอ่านจากแผ่นโดยตรง  แต่ท้ังนี้ทั้งนั้น  ไฟล์ที่ผมเปิดมันเป็นเพียง m4a apple lossless เท่านั้น  ไม่ได้เปิดจาก flac หรือ wav แบบที่เซียนท่านอื่นนิยมเล่นกัน  มีบางครั้งที่ผมเอาเครื่องเล่นซีดีวอล์คแมนของโซนี่มาเปิดเพลงแทนคอมพิวเตอร์  ใช้ช่องสัญญาณ Digital out จากวอล์คแมนมาเข้า RS220 คุณภาพเสียงที่ได้ก็สดใสน่าฟังไม่ต่างจากคอมพิวเตอร์  ทำให้ผมมั่นใจว่า DAC ที่ติดมาอยู่ใน RS220 เป็น DAC ที่มีคุณภาพพอตัว 

เพลงจากอัลบั้ม bakery love3 ร้องโดยธีร์ ไชยเดช เป็นชุดที่ออกมาสักสิบปีแล้ว คุณภาพการบันทึกดีมากเมื่อเทียบกับตลาดเพลงไทยทั่วไป  เสียงอคูสติกกีต้าร์ก้องกังวาน มีเนื้อหนัง  เพลงก้อนหินละเมอ ต้นฉบับเป็นของ soul after six ร้องใหม่เป็นแนว easy listening เสียงปิ๊คกีต้าสะบัดผ่านสายเป็นบุคคลิกที่ประทับใจมาก ดูเหมือนเป็นเพลงอคูสติก แต่มีการแต่งเสียงซะเคลิ้มเลย  อัลบั้มนี้เพลงแรกผมมักจะใช้เพื่อทดสอบลำโพงว่าเสียงน่าฟังไหม ถ้าฟังเพลงนี้แล้วรู้สึกดี ผมก็ซื้อแล้ว  เพราะวันก่อนก็เพิ่งไปได้ลำโพงมาตัวหนึ่งจากการเปิดแทร็คเดียวนี่แหละ

เอาไปฟัง Dream Theater บ้างดีกว่า เพลงชาติของวงนี้ผมเริ่มที่อัลบั้ม images and words เพลง pull me under  แค่ได้ยินอินโทรผมก็เร่งเสียขึ้นอีกนิด  บุคคลิกของหูฟังมันเรียกร้องชวนฟัง พอฟังไปนานๆ เอ๊ะ ชักดังไปหน่อย ต้องลดระดับลงมา  อัลบั้นนี้ผมว่าเพลงที่น่าสนใจอยู่เพลงสุดท้ายคือเพลง learning to live เป็นการบันทึกเสียงกลองกระเดื่องได้เพราะมากเพลงหนึ่งสำหรับเพลงร๊อค ยิ่งได้เล่นกับเครื่องดนตรีที่่ต่างคนต่างเก่ง แต่เสียงดนตรีไม่แย่งกันเด่น ผลัดกันโชว์แต่ละท่อน ทำให้อินนั่งกันยาวเลย  ปลื้มกับหูฟังตัวนี้จริงๆ

ในส่วนของหูฟัง  ความคมชัดของเสียงมันได้ประโยชน์เต็มๆมาจากระบบการจ่ายไฟจากแบตเตอรี่  ความสงัดของเสียงในช่วงที่เพลงเงียบ แล้วไล่เป็นเสียงต่างๆไปตามเพลง มันมีคอนทราสต์หรือความแตกต่างของระดับเสียงที่กว้างอยู่มาก  ผมถือว่าไดนามิคเร้นจ์ระดับนี้ออกแบบทำเองไม่ได้ง่ายๆ  ถ้าคุณใช้หูฟังมีสายทั่วไป แล้วต่อกับแอมป์สักตัวหนึ่งที่จะมีความสงัดระดับนี้ ผมนึกไม่ออกว่าต้องใช้แอมป์ค่าตัวเท่าไรถึงจะให้วงจรขยายคุณภาพระดับนี้ได้  อาจจะเป็นเพราะผมยังไม่ได้เล่นแอมป์หูฟังอย่างจริงจัง เลยไม่รู้ว่าแอมป์กลุ่มนี้พัฒนาไปถึงระดับไหนแล้ว  เพราะอย่างแอมป์ตัวเล็กๆที่ขายกันอยู่ระดับสามพันกว่าบาท ผมเอามาทดลองฟังในช่วงสั้นๆแล้วรู้สึกว่าช่วงสงัดมันทำหน้าที่ได้ไม่ถูกใจ  ใส่แอมป์เข้าไปแล้วเบสมันหนาขึ้นจนเสียงกลางขุ่นไปเสียได้  การอัพเกรดแอมป์ตัวเล็กๆราคาไม่แพงเหล่านี้ ถ้าคุณใช้หูฟังที่ไม่ต้องการกระแสเยอะ หรือหูฟังขับง่าย ผมแนะนำได้เลยว่า ให้ถอดออก แล้วเสียงจะดีขึ้นใสขึ้นทันที   อาการเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมระวังที่จะเลือกแอมป์มาเล่น  และเข้าใจคนออกแบบแอมป์ว่ามันเป็นงานยากระดับหนึ่ง  การออกแบบเครื่องเสียงไม่ได้ต้องการแค่เพียงส่งเสียงได้  แต่มันต้องไปถึงระดับที่เสียงดีกว่าเดิมมันถึงจะน่าใช้  ด้วยเหตุนี้ผมจึงชื่นชมคุณภาพแอมป์ที่อยู่ในหูฟัง RS220 มากพอตัว  

แต่ มันก็มีข้อด้อยให้พอรู้สึกได้กับ  RS220 นั่นก็คือไดนามิคเร้นจ์มันจำกัดไปหน่อยสำหรับการเปิดฟังดังมากๆ  ความดังในระดับที่อาจจะสร้างผลเสียต่อหูหาฟังต่อเนื่องเป็นเวลานาน  แต่การฟังเพลงของเราก็มีบางอารมณ์ที่ต้องการอัดให้ดังขึ้นอีกหน่อย ดังขึ้นอีกนิด ดังอีกหน่อยเถอะ  ตอนเพลงร็อคเราฟังที่ระดับเสียงดังได้มันส์มากๆ แต่พอไปฟังเพลงที่โชว์ไดนามิคเร้นจ์ ดันออกอาการพีค เหมือนกับว่าแรงดันไฟเลี้ยงที่จำกัดในหูฟังเป็นตัวจำกัดพลังงานที่จะปล่อยไป สู่ไดรเวอร์  เพลงร๊อคอย่าง enter sandman ของ Metalica  แม้ว่าจะดุดัน เร้าใจ สนุก เบสกับกลองเท่ห์มาก แต่ก็ไม่ได้เป็นเพลงที่ไดนามิคเร้นจ์กว้าง  แตกต่างไปจากเพลงออเครสตร้าอย่างสิ้นเชิง  ผมหยิบแผ่นม้าร้อง ( Round-up) มาเปิดทดสอบฟัง  ไม่ได้ฟังเสียงม้าร้องแทร็คส์แรกหรอกนะครับ แต่ฟังแทร็ค2-4  เป็นออเครสตร้าเต็มวง ผมไม่รู้จักเพลงนี้หรอกว่ามีที่มาอย่างไร แต่คิดว่าเพลงแนวออเครสตร้านี่แหละที่มีไดนามิคเร้นจ์กว้างมาก  ตอนที่เล่นกันเบาๆเราก็เปิดมันดังขึ้นมาหน่อย จะได้ฟังชัดๆ แต่พอมันโหมขึ้นมากันทั้งวง มีเสียงกลองทิมปานีอัดเข้ามาด้วย ผมรู้สึกว่ามันไม่ไหว การใช้ RS220 กับเพลงออเครตร้าโหดๆ ควรจะได้ลองปรับระดับเสียงดังสุดของเพลงให้หูฟังทำงานได้ไม่พีคเสียก่อน แล้วค่อยเริ่มฟังทั้งเพลง  มันอาจเป็นอาการที่เป็นข้อจำกัดของระบบไร้สายที่ใช้ไฟเลี้ยงเพียง 2.4 โวลท์เท่านั้น  หรือหูผมตึง ฟังดังเกินไป แต่พอจบเพลงออเครสตร้าแล้วกลับไปฟังเพลงป๊อปทั่วไป ผมต้องรีบลดระดับความดังที่หูฟังลงทันที  เพราะตอนเล่นกับออเครตร้าผมเร่งขึ้นไปเยอะมากเพื่อฟังเสียงในช่วงที่เล่น เบาๆ

ใครที่นิยมฟังเพลงเสียงดัง เล่นกับเพลงที่มีไดนามิคเร้นจ์โหดมากๆ มีช่วงเบาไปถึงช่วงดังสุดที่กว้างมาก โดยเฉพาะเพลงเต็มวงออเครสตร้า ผมว่าคุณอาจจะเหมาะกับหูฟังมีสายแล้วใช้แอมป์ดีๆสักตัวมากกว่า เพื่อให้มันไปได้สุดและไม่พีค  แล้วใครล่ะที่อาจจะไม่เหมาะกับ RS220 ถ้าให้นึกตอนนี้คงจะต้องเป็นคนที่สามารถบอกข้อมูลชื่อเพลงของวงออเครตร้าได้ สักเพลงหนึ่ง ท้ั้งชื่อเพลง ชื่อวงที่เล่น ชื่ออัลบั้ม ถ้าบอกได้ครบสามอย่างโดยพลัน ไม่ต้องค้นข้อมูล ผมว่าคุณเป็นคนเสพเพลงออเครตร้าระดับจริงจังแน่นอน

แบตเตอรี่สองก้อน ที่หูฟังมีให้ใช้ รวมแรงดันได้สูงสุดไม่เกิน 2.4 โวลท์ ผมสงสัยมาตลอดเลยว่าวงจรขยายภายในเขาใช้ระบบไหนกัน  ถ้าให้เดาก็คงเดาว่าเป็นดิจิทัลแอมป์สักแบบหนึ่ง  เพราะ  Sennheiser ระบุข้อดีของหูฟังรุ่นนี้ไว้ข้อหนึ่งคือ low power หรือใช้พลังงานน้อย  ความหมายก็คือประหยัดไฟ  ถ้าเป็นวงจรขยายแบบอนาลอกทั่วไป  ผมนึกไม่ออกว่าจะจัดวงจรขยายแบบไหนที่ใช้ไฟเลี้ยงไม่เกิน 2.4V แล้วให้คุณภาพเสียงในระดับคลาส AB หรือ คลาส A ถ้าใครรู้ว่ามีวงจรขยายระบบอนาลอกแบบไหนที่ทำงานได้ในย่านแรงดันต่ำช่วยส่ง ข่าวกลับมาให้ผมด้วย  จะได้นำไปลองทำ DIY ต่อไป



หู ฟังตัวนี้ผมลองเอาไปใช้งานตอนเลี้ยงลูก ผมว่ามันเหมาะสมดี  นอกจากความคล่องตัวที่ไม่มีสายมาเกะกะแล้ว  ยังสามารถได้ยินเสียงร้องของเด็กได้ด้วย  เพราะลักณะหูแบบ open air นอกจากจะมีเสียงเล็ดลอดออกมาแล้ว มันยังปล่อยเสียงภายนอกเข้ามาได้บ้าง  เสียงร้องเล็กน้อยจะไม่ได้ยิน แต่ถ้าร้องดังอยากกินนมเมื่อไหร่ ได้ยินแน่นอน  ข้อดีแบบบังเอิญข้อนี้อาจจะเป็นเรื่องส่วนตัว แต่มันใช้ตอนเลี้ยงลูกได้จริง  ลองให้ภรรยาใช้บ้าง  เขายังทักเลยว่าเสียงดี วันต่อมายังอุตส่าห์ถามหาอีกว่าขอหูฟังมาใช้อีกได้ไหม


RS220  เหมาะกับใครบ้าง
- เหมาะกับคนที่มีแหล่งโปรแกรมอนาลอกอยู่ และมีคอมพิวเตอร์ที่เป็นศูนย์รวมทั้งเพลงและหนัง คุณต้องการการเชื่อมต่อทั้งอนาลอกและดิจิทัล ไม่อยากขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง

- เหมาะกับคนที่สนใจอยากได้ HD600 แต่ไม่อยากงบบานปลายสำหรับ DAC และ AMP ที่ตามมา เพราะทั้ง DAC และ AMP ราคารวมกันอาจแพงกว่า HD600

- เหมาะกับคนที่ชอบหูฟัง และไม่แคร์กับสื่อ 24bit 96k หรือ Hi-res

- เหมาะกับคนที่ของเล่นเยอะ อยากจะต่อแหล่งโปรแกรมหลายๆชิ้นเข้ากับหูฟัง  RS220 ต่ออนาลอกได้ 1 และดิจิทัลได้อีก 2 รวมแล้ว 3 อย่างพอไหม


ข้อดี
เสียงดี คุณภาพระดับ audiophile ใช้งานได้ต่อเนื่องหลายชั่วโมง
ระบบชาร์จไฟทำได้ง่าย
เชื่อมต่อได้หลากหลายทั้งอนาลอกและดิจิทัล
ระบบไร้สายคุณภาพสูง เสียงชัด ไม่ขาดหาย ใช้งานได้ไกล
ประหยัดค่า Dac+Amp และสายสัญญาณอีกหลายเส้น
ประหยัดค่าแท่นวาง เพราะมีมาครบแล้ว

ข้อด้อย
หนัก สำหรับคนที่ไม่เคยใช้หูฟังแบบครอบหัว
ผมเสียทรง
เล่นเพลงออเครสตร้าบางเพลงแล้วแล้วอาจพีคแรงเกิน ถ้าชอบเปิดดังๆ


สรุป
Sennheiser RS220 เป็นหูฟังไร้สายที่มาพร้อมกับการเชื่อมต่อที่หลากหลาย  ใช้เทคนิคการส่งสัญญาณไร้สาย DSSS ที่ทันสมัยและมีคุณภาพดีกว่าทุกเทคนิคในอดีตที่ผ่านมา มันเป็นการพัฒนาไปข้างหน้าอีกก้าวหนึ่ง  เทคนิค DSSS เป็นบันไดที่จะทำให้การส่งสัญญาณเสียงไร้สายระดับ HD เป็นจริงได้ เพราะอัตราการส่งข้อมูลมันสูงพอที่จะทำได้แล้ว รอเพียงแค่อุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ทุกชิ้นส่วนพัฒนามาให้ทันพร้อมกันเท่า นั้น  ไดรเวอร์ที่ใช้รุ่นเดียวกับ HD600 เป็นการการันตีคุณภาพและแนวทางของเสียงไว้ว่าเป็นออดิโอไฟล์เหมือนเดิม แต่ทำให้เสียงดีขึ้นและน่าใช้มากขึ้น  RS220 = HD600 + DAC + amp  คิดในแง่ของตัวเงินที่ต้องจ่ายแล้ว RS220  กลายเป็นของประหยัดไปทันทีเลย  เพราะการเลือก DAC คุณภาพดี และ AMP  คุณภาพดี คุณอาจจะต้องจ่ายเงินยิ่งกว่าค่าตัวของ HD600 เสียอีก
โดย: วุฒิชัย เจริญบุรี
SHARE:

Related Review & Article