Review & Article > ชวนฟังเพลงคลาสสิค ตอน 3


ชวนฟังเพลงคลาสสิค ตอน 3
โดย นราวุธิ ธรรมรงค์ศรี (Collagen)


วิวัฒนาการของเครื่องดนตรีในยุค Baroque
    ในส่วนของเครื่องดนตรีในยุคนี้ ได้มีการสร้างเครื่องสายแบบใช้คันชักที่สำคัญคือเครื่องสายตระกูล Violin (ได้แก่ Violin, Viola, Cello, Double bass) ซึ่งมาจากการพัฒนาของซอ Rebec และซอ Viol โดยช่างทำเครื่องสายประเภทนี้ที่มีชื่อเสียงได้แก่
1. Stradivarius
2. Guarnerius
3. Stainer
    โดยเครื่องดนตรีตระกูล Violin ซึ่งประกอบด้วย Violin, Viola, Cello และ Double Bass ยี่ห้อ Stradivarius ซึ่งเจ้าของมีชื่อว่า Antonio Stradivari ผู้นี้ได้ศึกษาวิชาการดนตรีจาก Niccolo Amati ที่เมือง Cremona พร้อมๆ กับ Andrea Guarneri ซึ่งผู้นี้เป็นปู่ของ Giuseppe Guarnerin เจ้าของแบรนด์ Guarnerius แต่อย่างไรก็ตามชื่อของ Antionio Stradivari ก็ยังคงได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ผลิต Violin ที่สุดยอดที่สุด
    นักดนตรีระดับโลก อย่างเช่น Nicolo Paganini ก็ได้ใช้เครื่องดนตรียี่ห้อนี้ในการบรรเลง ซึ่งรับประกันถึงคุณภาพได้ว่า เครื่องดนตรีที่ผลิตโดย Stradivari มีคุณภาพดีและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง และได้สถิติไว้ว่าเป็น 1 ในเครื่องดนตรีที่แพงที่สุดในโลก
    - เครื่องดนตรีประเภทเครื่องลมไม้ (Woodwind Instrument) ได้มีการพัฒนามากขึ้น โดยเฉพาะ Oboe, Bassoon และ Flute (ต่อมากลายเป็นเครื่องลมทองเหลือง หรือ Brass-wind Instrument)
    - สุดยอดเครื่องดนตรีอีกชนิดก็ได้ประดิษฐ์ในยุคนี้เช่นกันครับ โดยชาวอิตาลีที่ชื่อว่า Bartolomeo Cristofori ได้ประดิษฐ์ Piano-Forte ในช่วงปลายยุคบาโรค ซึ่งเครื่องดนตรีนี้มีชื่อมาจากคำว่า Piano (แปลว่า เบา) และ Forte (แปลว่า ดัง) ซึ่งใช้หลักการ ของเครื่องดนตรีนี้ใช้หลักการเคาะ (หรือตี) สาย ในขณะที่ Harpsichord ในหลักการดีดสาย) ซึ่งเครื่องดนตรีนี้ได้วิวัฒนาการต่อมาเป็น Piano

  ไวโอลิน Stradivarius

 ไวโอลิน Guarnerius

 ไวโอลิน Stainer


Oboe

 Bassoon


4. ยุค Classic ค.ศ. 1750 - 1820
    ในยุคนี้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลายอย่าง เช่นการประกาศอิสรภาพของประเทศสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ.1776 การปฏิวัติฝรั่งเศสในการโค่นล้มระบอบกษัตริย์ในปี ค.ศ.1789 (แต่การปฏิวัติในทางศาสนาได้มีการเปลี่ยนแปลงมาก่อนหน้านี้แล้ว เช่น การเกิดขึ้นของคริสตศาสนานิกาย Protestant โดยการนำของ Martin Luther ในปี ค.ศ.1530, นิกาย Church of England ในปี ค.ศ.1534) ซึ่งการปฏิวัติในส่วนของอาณาจักรนี้ ส่งผลให้นักดนตรีที่ได้รับการสนับสนุนจากราชสำนักและบรรดาขุนนางต่างๆ ได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากไม่มีผู้สนับสนุน หรือให้ความสนับสนุนในส่วนนี้น้อยลง บรรดานักดนตรีเริ่มหาเลี้ยงชีพในเชิงธุรกิจมากขึ้น

จากที่มีการเล่นดนตรีตามพระราชวัง คฤหาสน์ ต่างๆ ก็มีการเล่นในโรงมหรสพมากขึ้น จากเพลงที่เล่นให้กับบรรดาเจ้านายขุนนาง ก็เปลี่ยนเป็นเพลงสำหรับชาวบ้านมากขึ้น และเปลี่ยนแนวเพลงจากบทสวดในโบสถ์ เป็นแนวเพลงเพื่อความบันเทิงมากขึ้นด้วย บทเพลงที่เขียนขึ้นในยุคนี้เน้นที่ความมีแบบแผน มีรูปแบบที่ชัดเจนและถูกต้อง มากกว่าที่จะแสดงความรู้สึกของศิลปิน อย่างไรก็ตามนักแต่งเพลงในยุคนี้มีความพยายามที่จะสร้างความสมบูรณ์แบบ บนความงานที่บริสุทธิ์ มีเหตุผลและมีโครงสร้างของเพลงที่ชัดเจน และแบบแผนการเขียนบทเพลงในรูปแบบต่างๆ เช่น Sonata, Concerto, Symphony หรือ Chamber Music มีความชัดเจนมากขึ้น ศูนย์กลางที่สำคัญของดนตรียุคนี้อยู่ที่ กรุงเวียนนา (Vienna) และเมือง Manheim โดยนักดนตรีที่สำคัญในยุคนี้ เช่น Franz Joseph Haydn, Wolfgang Amadeus Mozart

    ในช่วงเวลานี้ มีเพลงในแนว Symphony Orchestra เกิดขึ้น โดยเป็นเพลงที่บรรเลงโดยวงดนตรีขนาดใหญ่ ที่ประกอบด้วยเครื่องดนตรี 4 กลุ่ม ได้แก่ เครื่องสาย (String), เครื่องเคาะจังหวะ (Percussion), เครื่องลมไม้ (Woodwind) และเครื่องลมทองเหลือง (Brass-wind) ซึ่งแนวเพลงนี้ได้ถือว่าเป็นแม่แบบของเพลงในดนตรีคลาสสิคในยุคต่อๆ มา นอกจากนี้ ยังมีเพลงในแนว Serenade หรือ Divertimento ซึ่งเป็นเพลงแนวสบายๆ ใช้วงขนาดเล็กในการบรรเลง และเหมาะกับการบรรเลงในช่วง เย็นๆ - ค่ำๆ ก็เกิดขึ้นในยุคนนี้เช่นเดียวกัน

    แนวดนตรีของยุค Classic แสดงออกถึง “ความเป็นดนตรีบริสุทธิ์ (Pure music or absolute music) ซึ่งมีเจตนาแสดงเทคนิคการบรรเลงที่ไพเราะ การสอดประสาน เน้นเสียงเพลงตามหลักทฤษฎี การรับ-ส่งจังหวะของเพลง ทั้งนี้เพื่อคุณค่าของดนตรี หรือในแนว ศิลปะเพื่อศิลปะ (Art for art) แต่อย่างไรก็ตาม การประสานเสียงในเพลงมีความซับซ้อนน้อยกว่าเพลงในยุค Baroque  

    ความนิยมในเพลงแนว Solo Concerto ยังมีมากในสมัยนั้น ซึ่งแนวเพลง Solo Concerto จะเป็นการบรรเลงเดี่ยว กับวง Orchestra โดยเพลงจะมี 3 ท่อน และจะเป็นการบรรเลงสลับกับระหว่างการบรรเลงเดี่ยว และวง Orchestra แต่เพลงในรูปแบบของ Basso Continuo และ Improvisation ไม่ได้รับความนิยมในยุค Classic เนื่องจากเป็นเพลงที่ค่อยจะมีแบบแผน และไม่ได้สะท้อนถึงความงดงามในบทเพลงเท่าที่ควร อีกทั้งยังมีองค์ประกอบของเสียงมากเกินไป โดยเฉพาะเพลงแบบ Basso Continuo ซึ่งเพลงในยุคนี้ จะไม่มีเสียงต่ำบรรเลงคลอตลอดเพลง

รูปแบบการวางเครื่องดนตรีของวง Symphony Orchestra


 

วง Symphony Orchestra


5. ยุค Romantic ค.ศ. 1820 - 1900
    ในยุคนี้อิทธิพลทางการเมืองยังมีมากเฉกเช่นเดียวกับยุค Classic การแสวงหาความเป็นประชาธิปไตยและอาณานิคมมีมากขึ้น สิทธิเสรีภาพกระจายถึงบุคคลทุกคน ชนชั้นกลางในยุโรปมีส่วนร่วมทางเสรีภาพและภราดรภาพ นักคิด นักเขียน จิตรกร นักปรัชญา และนักดนตรีมีการแสดงความคิดและแรงบันดาลใจในผลงานอย่างเต็มที่ โดยไม่คำนึงถึงกฏเกณฑ์ต่างๆที่ได้วางไว้ อีกทั้งพัฒนาการของเครื่องดนตรี มีเพิ่มมากขึ้น ทำให้นักดนตรีสามารถสร้างสรรจินตนาการของตนได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นในบทเพลงที่มีการเปลี่ยนอารมณ์ ความดังเบา หรือการเปลี่ยนจังหวะอย่างรวดเร็ว มีการใช้วงดนตรีที่มีขนาดใหญ่กว่ายุคที่ผ่านๆ มา ทำให้จำเป็นต้องมีผู้นำวงที่ชัดเจน จึงจำเป็นต้องมีต้องมี วาทยกร (Conductor) ขึ้นสำหรับวงดนตรี (นอกจากเรื่องดนตรีแล้วในเรื่องศิลปะในยุคนี้ มีแนวการวาดที่สร้างสรรแรงบันดาลใจจากจิตรกร ในภาพที่เป็นแนว Impression, Surrealism, Abstract)

ในยุคนี้มีนักดนตรีที่มีชื่อเสียงมากมาย โดยเริ่มจาก Ludwig van Beethoven, Franz Schubert, Nicolo Paganini, Carl Maria von Weber, Hector Berlioz, Robert Schumann, Franz Liszt, Felix Mendelssohn, Peter Ilych Tchaikovsky, Richard Wagner เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามในยุคนี้ มีดนตรีอีกแนวเกิดขึ้นควบคู่กันไป คือแนวดนตรีชาตินิยม (Nationalism) แนวเพลงเป็นเพลงที่แสดงออกถึงความรักชาติและภูมิใจในประเทศของตน โดยมีการนำเพลงพื้นบ้าน สำเนียงดนตรีของชนเผ่าพื้นเมืองเข้ามาผสมผสาน โดยเพลงแนวนี้จะแต่งโดยนักแต่งเพลงแถบรัสเซียและยุโรปตะวันออก เช่น Alexandr Borodin, Mili Balakirev, Modest Petrovich Mussorgsky, Nokolai Andrevich Rimsky-Korsakov ซึ่งนักแต่งเพลงกลุ่มนี้ถือเป็นผู้จุดประกายในแนวดนตรีชาตินิยม และแพร่หลายไปยังกลุ่มอื่น เช่น Bedrich Smetana, Antonin Dvorak, Jean Sibelius, Edvard Grieg, Leos Janacek, Cesar Franck เป็นต้น

6. ยุคศตวรรษที่ 20
    ในยุคนี้ มีแยวดนตรีที่เกิดขึ้นอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Pop, Rock, Soul, Blue, Jazz, R&B, Rap, Hop-Hip แต่ในส่วนนี้จะขอกล่าวถึงดนตรีคลาสสิค โดยแนวดนตรีคลาสสิคของยุคนนี้ ยังคงได้รับอิทธิพลมาจากแนวเพลงชาตินิยม (ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20) แต่โดยทั่วไป นักดนตรีหลายๆ คน แสวงหาหนทางที่จะหลุดพ้นทางแบบอย่างและธรรมเนียมในสมัยเก่า กล่าวคือหลุดจากการร้องประสานเสียง รูปแบบทำนอง ซึ่งส่งผลให้แนวดนตรีมีรูปแบบที่ต่างกับดนตรีในยุคก่อนอย่างมาก เช่น การกำหนดจังหวะให้เพลงมีหลายจังหวะผสมกัน การใช้คู่เสียงแปลกๆที่ฟังแล้ว ขัดๆ อารมณ์ผู้ฟัง การแต่งเพลงที่ไม่มีการลื่นไหลของโน้ตดนตรี การใช้การประสานเสียงจากทำนองที่เกิดจากบันไดเสียงที่แตกต่างกัน เป็นต้น ซึ่งแนวทางดังกล่าว ก่อให้เกิดรูปแบบดนตรีที่เรียกว่า Atonal Music คือดนตรีที่ไม่มีโน้ตสำคัญ ไม่มีโน้ตตัวใดที่มีอิทธิพลเหนือตัวอื่น

ซึ่งคิดขึ้นโดย Arnold Schonberg และต่อมาได้พัฒนาเป็น Twelve note method ซึ่งเป็นแนวคิดทางดนตรีอันยิ่งใหญ่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (แนวเพลงในยุคที่ผ่านๆ มา จะสังเกตได้ว่า จะเป็นเพลงและต่อด้วยชื่อบันไดเสียง เช่น Piano Concerto in E Major, Canon in D Major แต่ถ้าเป็น Atonal Music จะไม่มี) แต่ก็มีนักแต่งเพลงบางท่านที่ หวนกลับไปหารูปแบบของยุคคลาสสิก แต่ก็มีการปรับปรุงเครื่องมือหรือการประสานเสียงใหม่ นักแต่งเพลงกลุ่มนี้เรียกว่ากลุ่ม Neoclassic เช่น Igor Stravinsky, Sergei Prokofiev เป็นต้น และยังมีกลุ่มที่เขียนเพลงในแนวทางตามยุค Romantic เช่น Gabriel Urbail Faure, Dmitri Shostakovich เป็นต้น และพวกที่แต่งเพลงตามสมัยนิยม ในแนวเพลง Pop, Rock, ฯลฯ

โดยสรุปแล้วเพลงคลาสสิกที่เป็นที่นิยมกันมากๆ ก็จะมาจากยุค Romantic (ถ้าไม่นับผลงานของ Mozart) ทีให้อารมณ์ทางดนตรีได้มากพอสมควร และเพลงเกิดจากแรงบันดาลใจของศิลปินอย่างแท้จริง ทำให้เพลงมีความหมายและคงามงดงานในสิ่งที่ต้องการจะสื่อให้กับผู้ฟังครับ


(จบตอนสาม)


ติดตามอ่านคอลัมน์ "ชวนฟังเพลงคลาสสิค" ตอน 4 เร็วๆนี้ครับ

โดย: นราวุธ ทองมะโรงสี
SHARE:

Related Review & Article