Review & Article > รีวิว Audio GD 11.32



รีวิว audio gd 11.32

29 sep 2012
โดย วุฒิชัย เจริญบุรี
pockethif@gmail.com

เครื่องเสียงยี่ห้อ Audio-GD เป็นเครื่องเสียงที่ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มของนักเล่นเครื่องเสียงประเภทหูฟัง โดยเฉพาะในเว็บชื่อดังอย่าง Head-fi.org ที่มีการพูดถึงอุปกรณ์ของ Audio-Gd กันอย่างบ่อยครั้ง มีรีวิวอยู่เกือบแทบทุกรุ่นทุกตัว ถ้าหากเราค้นหาสินค้าของ Audio-gd สักรุ่นหนึ่ง บรรทัดแรกที่หาได้จาก search engine จะเป็นเว็บต้นทางของบริษัทซึ่งเป็นข้อมูลผลิตภัณฑ์ และในบรรทัดที่สองก็มักจะเป็นข้อมูลจากเว็บ head-f ที่เป็นเรื่องราวของอุปกรณ์รุ่นนั้นๆที่ถูกพูดคุยกัน เว็บ head-fi อาจจะเป็นเว็บเล็กๆในโลกของเครื่องเสียง แต่มันเป็นเว็บที่ใหญ่ที่สุดของคนเล่นหูฟัง เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับหูฟัง นักเล่นระดับจริงจัง นักอ่านระดับจริงจังจะสิงอยู่ในเว็บนี้ สิ่งที่พูดคุยในเว็บว่าดี หรือน่าสนใจจะได้รับความนิยมในเวลาต่อมาดังเช่น Audio-GD



ในเมืองไทยผมได้รับรู้เรื่องราวของผลิตภัณฑ์ Audio-GD จากทางเว็บ munkonggadget.com และผู้นำเข้ามาขายก็คือ Hiflover.com ข้อมูลเบื้องต้นที่รับรู้มาก็คือ เจ้าของบริษัทเป็นนักออกแบบวงจรไฟฟ้าที่ทำงานเครื่องเสียงมานาน เคยชนะการประกวดการออกแบบวงจรของ National ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์รายใหญ่ของโลกมาแล้ว เทคนิคการออกแบบเครื่องเสียงที่ดี หลักการที่น่าสนใจก็ได้รับการบรรจุไว้ในเครื่องเสียงของ Audio-gd กันเป็นกระบุง ถ้าจะให้ไล่เรียงไปทีละจุดเด่นก็น่าจะเป็นบทความตอนยาวได้เลย สำหรับรุ่นที่ทดสอบในครั้งนี้คือ NFB11.32 ซึ่งเป็น DAC + Headphone amp ตัวล่าสุดที่เพิ่งคลอดไม่นาน (กันยายน2555) จุดที่น่าสนใจก็มีไม่น้อย เราจะค่อยๆทำความรู้จักกันไปทีละจุดในเครื่องตัวนี้



DAC ที่ Audio-gd ผลิตออกมานั้นมีหัวใจหลักคือชิพแปลงสัญญาณเสียงที่มีชื่อเสียงเรียงนามว่าเป็นตัวที่เสียงดี ทั้ง PCM1704 ที่โด่งดังมานาน ตัว WM8741 ที่เป็นตัวดังในช่วงสิบปีนี้ และตัวล่าสุดไม่กี่ปีอย่าง ES9018 ที่อยู่ในค่ายไฮเอนด์ยุคใหม่ เรียกได้ว่านักเล่นชอบชิพ
เสียงตัวไหน Audio-gd มีรองรับทั้งหมด นอกจากจะมีชิพเสียงที่ครอบคลุมตลาดส่วนใหญ่แล้ว แนวคิดการออกแบบวงจรที่ว่าดีหลายๆอย่างก็มีเกือบทุกแบบตามใจคนซื้อเลย ใครชอบวงจรแบบบาลานซ์ก็มี ใครชอบวงจรแบบซิงเกิ้ลเอนด์ก็มี ใครชอบวงจรที่ใช้แบตเตอรี่เป็นไฟเลี้ยงก็มี ใครชอบวงจรขยายในรูปแบบของการขยายกระแสที่เขาว่ากันว่ามันเจ๋งกว่าขยายแรงดันก็ถูกนำมาใช้ ระบบการเชื่อมต่อเฉพาะกิจของปรีแอมป์และเพาเวอร์แอมป์ที่ทำให้ลดผลของสายสัญญาณก็มีถ้าอยากจะใช้ เรียกได้ว่าทักษะการออกแบบของค่ายนี้ไม่ด้อยไปกว่าค่ายไฮเอนด์หัวฝรั่ง ในบางเทคนิค เป็นเทคนิคที่แบบเดียวกับที่อยู่ในค่ายดังอย่าง Krell ซึ่งมีชื่อเรียกเฉพาะไปตามยี่ห้อ พอมาอยู่ใน Audio-gd เทคนิคเดียวกันก็ถูกเรียกอีกชื่อ นี่คือตัวอย่างที่ยกมาเล่าให้ฟังเพื่อให้เข้าใจถึงหลักการออกแบบของค่ายนี้



NFB11.32 มีรุ่นพี่คือรุ่น NFB11 ซึ่งเป็นตัวที่เคยผลิตออกมาในช่วงปลายปีคศ2010 ซึ่งเป็น Dac+Headphone amp ที่มีความสามารถรองรับสัญญาณระดับ 24bit 96K จุดเด่นที่สำคัญของรุ่นพี่ก็คือใช้ชิพเสียง ES9018 ทำงานร่วมกับภาครับสัญญาณดิจิทัลยูเอสบี หรือ usb interface รุ่น TE7022 และต่อมาได้มีการปรับปรุง NFB11 ให้รองรับการทำงานระดับ 24/192 ซึ่งตัวชิพที่ทำหน้าที่ DAC อย่าง ES9018 ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร เพียงแค่เปลี่ยนภาครับ USB ให้ทำงานกับสัญญาณ 24/192 ได้ก็พอ นั่นเป็นเหตุผลที่ปลดระวาง TE7022 มาสู่การใช้งาน ชิพที่ชื่อว่า USB32 เหตุที่ต้องอัพเกรดเปลี่ยนภาครับก็เพราะว่าชิพเสียงอย่าง ES9018 เป็นชิพที่มีคุณภาพสูงมาก ทำงานด้วยความเร็วสูงมาก การจะเรียกคุณภาพสูงสุดออกมาให้ได้ก็ต้องใช้ภาครับสัญญาณที่ทำงานได้เร็วไม่แพ้กัน ทาง Audio-gd ค้นพบว่า ES9018 เมื่อทำงานกับสัญญาณระดับ 192k จะไม่ Stable เลยถ้าใช้ภาครับคุณภาพต่ำที่มี jitter สูงกว่าค่ามาตรฐานของ Es9018 เอง ภาครับตัวใหม่อย่าง USB32 เป็นภาครับที่สามารถทำความเร็วระดับสูงสุดเท่าที่มีอยู่ในท้องตลาดของปีคศ 2012 มันสามารถทำงานขึ้นไปถึงระดับ 32bit/384k ในขณะที่ jitter ต่ำมาก การนำมาใช้ในระดับ 24bit 192k จึงเป็นเรื่องไม่ยากเย็นสำหรับคู่หูคู่ใหม่ของวงการออกแบบเครื่องเสียง



ในวงการ DIY หากนักเล่นจะทำ DAC เองสักตัว จะเริ่มจากการเลือกชิพเสียงที่ราคาย่อมเยา แล้วก็หาข้อมูลว่าจะเอาภาครับตัวไหนมาจัดเรียงสัญญาณส่งเข้าตัวชิพเสียงของเรา ชุดคิตระดับเริ่มต้นก็จะเป็นชิพเสียงสักตัวกับภาครับอย่าง CS8416 ซึ่งก็เป็นวงจรที่ทำงานได้ดีไม่ได้มีข้อผิดพลาดอะไร แต่คุณภาพของ clock ที่วิ่งอยู่ในชิพ CS8416 ยังต่ำเกินไป เพราะมี jitter อยู่ในระดับประมาณ 200PS ถ้าดูรายละเอียดของงาน DIY ต่างๆเราจะพบสิ่งเหล่านี้คือ TDA 1541 หรือ PCM17xx จับคู่กับ cs8416 อันเป็นชุดระดับเริ่มต้น รับสัญญาณ S/PDIF coaxial ต่อมาพอคอมพิวเตอร์และการฟังเพลงจากไฟล์เริ่มแพร่หลาย นักเล่นหันมาฟังเพลงผ่านคอมพิวเตอร์มากขึ้น ภาครับเดิมก็ต้องเปลี่ยนให้เป็นรุ่นที่รับ USB จากคอมพิวเตอร์ได้ ตัว CS8416 ก็กลายมาเป็น PCM2704 ซึ่งทำหน้าที่รับสัญญาณ USB แทน ถ้าเราดูตลาด USB soundcard เราก็จะเห็นชิพ PCM2704ในภาครับของอุปกรณ์เหล่านั้น



คุณภาพของ ES9018 ได้รับการยอมรับว่าสูงมาก ถูกเลือกใช้อยู่ในผลิตภัณฑ์ระดับไฮเอนด์อย่าง Weiss ซึ่งนักเล่นยอมรับว่าน่าจะเป็น DAC ที่ดีที่สุดในโลกตัวหนึ่งในยุคนี้ หลักการทำงานภายใน ES9018 จะมีวงจร PLL ( phase lock loop ) ความเร็ว 1Ghz ทำหน้าที่ลด jitter ของระบบ เจ้าวงจร PLL นี้เป็นผลงานของบริษัท ADI ที่ได้รับการยอมรับว่าดีที่สุดในโลก ถ้า ES9018 ได้รับสัญญาณที่ป้อนเข้ามามีคุณภาพสูง มี jitter ระดับต่ำ มันก็ทำงานได้ดีเยี่ยม แต่ถ้าเมื่อใดที่สัญญาณป้อนเข้ามาคุณภาพต่ำ หมายถึงมี jitter ที่สูงเกินไป ES9018อาจทำงานผิดพลาดไปเลย นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องพิจารณาใช้งานภาครับ USB ที่คุณภาพสูงคือ เร็วทัน และ jitter ต่ำเป็นหลัก



USB32+ES9018 เป็นคู่หูคู่ใหม่ของ Audio-gd แต่เพียงแค่การจับคู่ของดีๆเข้าด้วยกันนั้น Audio-gd บอกว่ายังน้อยไป ยังต้องทำการบ้านมากกว่านี้อีก นั่นก็คือ ภายในภาครับ USB ทุกยี่ห้อทุกรุ่นจะมีฟังค์ชั่นการทำงานหลายอย่าง ซึ่งนอกจากการทำตัวเป็นตัวปล่อยสัญญาณแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นตัวรับสัญญาณด้วย จะเห็นได้จาก USB Soundcard ทั่วไปจะสามารถทำงานได้ทั้งส่งเสียง และบันทึกเสียงได้ การบันทึกก็คือต้องมีวงจรขาเข้า และวงจรแปลงสัญญาณ ADC หรือ Analog to Digital Converter ซึ่งสองอย่างนี้เป็นสิ่งที่ Audio-gd มองว่าเป็นส่วนเกิน สิ่งที่ Audio-gd ทำก็คือ สั่งผลิต USB32 รุ่นพิเศษที่ตัดวงจรสองตัวนี้ออกไปเลย ทำให้ USB soundcard ของ Audio gd ไม่มีการรับ input เพื่อทำให้การทำงานภายในมีคุณภาพสูงยิ่งกว่าเดิม



NFB11.32 ตัวนี้คือ NFB11 แบบอัพเกรดภาค USB เป็นหลัก ดังนั้นหากใช้งาน NFB11.32 ในช่องรับสัญญาณ Coaxial และ Optical คุณภาพมันจะเหมือนตัวเก่าทุกประการ การใช้งาน NFB11.32 กับไฟล์เพลง hi-res ให้คุ้มค่าจึงแนะนำให้ใช้โหมด USB input เท่านั้นถึงจะได้รับสิ่งที่พยายามปรับปรุงออกมา การประมวลผลของชิพภาครับ USB32 จะทำงานไม่เป็นภาระกับเครื่องคอมพิวเตอร์แต่อย่างใด เพราะทางผู้ผลิตได้ทดสอบการทำงาน NFB11.32 กับเน็ตบุ๊คบางรุ่นที่ใช้ CPU อย่าง atom D510 ซึ่งถือว่าสมรรถนะของซีพียูต่ำจนไม่สามารถดูหนังความละเอียด 720p ได้ แต่มันก็ยังคงทำงานกับ NFB11.32 ได้อย่างราบลื่นมากหากเดินไปซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่สักเครื่องหนึ่งในตอนนี้ ทุกเครื่องจะเล่นไฟล์หนัง 720p ได้อย่างแน่นอน ดังนั้นมั่นใจได้ว่า NFB11.32 จะทำงานได้เต็มสเป็คระดับ 24/192 กับคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจริงๆ ไม่ต้องกังวลลักษณะทั่วไป



ตัวเครื่องออกแบบเป็นรูปทรงขนาดประมาณ External Harddisk 1 ชิ้น ด้านหน้าจากซ้ายไปขวาประกอบไปด้วย ช่องเสียบหูฟังขนาด 6.3มม. ถัดมาเป็น selector สำหรับเลือกลักษณะสัญญาณขาออก ถ้าตั้งไว้ที่ HP จะมีสัญญาณออกที่ช่องเสียบหูฟังเท่านั้น และสามารถใช้วอลลุ่มปรับระดับเสียงได้ ถ้าเลือกไว้ที่ Variable จะเป็นการปล่อยสัญญาณขาออกไปที่ชั้ว RCA ด้านหลังเอาไว้ใช้กับเครื่องขยายเสียงอื่นๆ NFB11.32 จะทำตัวเสมือนเป็นปรีแอมป์ในตัว สามารถรับระดับเสียงได้จากวอลลุ่ม ถ้าเลือกไว้ที่ Fixed จะเป็นการปล่อยสัญญาณขาออกไปที่ RCA ด้านหลัง สัญญาณจะมีระดับคงที่ รูปแบบนี้จะทำตัวเหมือนเป็น DAC แต่อย่างเดียว ไม่สามารถใช้วอลลุ่มบนตัวมันปรับระดับเสียงได้ Selector ถัดมาเป็นตัวเลือกระดับการขยายสัญณาณหรือตัวปรับ Gain ค่า L คือขยายน้อย H คือขยายเยอะ การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับการใช้งาน ถ้าเอาไปใช้กับเพาเวอร์แอมป์ที่มีอัตราขยายสูงอยู่แล้ว เราอาจะเลือกค่า Gain ตรงนี้เป็นค่า L เพื่อป้องกันสัญญาณคลิป
จนเกิดเป็นเสียงพล่าแตก



ลูกบิดถัดมาเป็นสีเงิน กลึงขอบมนน่าจับ เอาไว้เป็นตัวปรับระดับเสียง น้ำหนักค่อนข้างฝืดกำลังดี วอลลุ่มตัวนี้เป็นของ ALPS รุ่น ALPS27 ซึ่งยี่ห้อนี้มีชื่อเสียงที่สุดแล้วในการผลิตตัววอลลุ่ม ต่อมาด้านขวาสุดเป็น selector 3 ตำแหน่ง ปรับเลือกสัญญาณขาเข้าเลือกได้ว่าจะเป็น USB หรือ Coaxial หรือ optical



ที่ด้านหลังเริ่มจากด้านซ้ายเป็นขั้วสัญญาณขาออก RCA แบบสเตอริโอชุบทอง ถัดมาเป็นช่องรับสัญญาณขาเข้าดิจิทัลแบบ Optical ถัดมาเป็นช่องรับสัญญาณดิจิทัลแบบ coaxial บนขั้ว RCA ชุบทอง และ ช่องต่อสัญญาณ USB ด้านขวาถัดมาเป็นช่องเสียบไฟ AC สามารถเลือกสายไฟ AC ที่เราชอบมาเปลี่ยนใช้งานได้ และขวาสุดเป็นสวิตซ์เปิดปิดเครื่อง



ตัวถังเครื่องเป็นอลูมิเนียมชุบสีดำ สามารถเปิดฝาด้านบนเพื่อดูภายในได้โดยการไขน็อต 6 ตัว เมื่อเปิดฝาด้านบนออกจะเห็นอุปกรณ์ต่างๆจัดวางอย่างหนาแน่นและเป็นระเบียบ ใครที่ชอบงานอลังการน่าจะถูกใจสิ่งที่ได้เห็นภายในนี้ ด้านท้ายเครื่องเป็นหม้อแปลงทอรอยด์ห่อด้วยชิลสีฟ้า ทำหน้าที่จ่ายไฟให้กับทุกวงจรในเครื่อง มีวงจรรักษาแรงดันไฟแยกสำหรับภาคอนาลอกและดิจิทัลเพื่อป้องกันการกวนกันเอง คาปาซิเตอร์ที่ใช้ในภาคจ่ายไฟเป็นของ nover ตัวต้านทานส่วนใหญ่ในวงจรดิจิทัลเป็นชนิดเซอเฟสเม้าความผิดพลาด 1% หัวใจหลักของ NFB11.32 คือชิพ DAC รุ่น ES9018 ตัวกำเนิดสัญญาณนาฬิกาใช้ของ CTS ความถี่ 80MHz



ลักษณะวงจรจุดเด่นที่ใช้ในเครื่องนี้ก็มีหลายหลักการ เริ่มจากระบบ ACSS อันเป็นเอกลักษณ์ประจำค่าย Audio-gd ไปแล้วก็คือการขยายสัญญาณในรูปแบบวงจรขยายกระแส ซึ่งมีจุดเด่นกว่าการขยายแรงดันตรงที่ว่าสามารถทำอัตราตอบสนองความถี่ไปได้ไกลกว่าการขยายแรงดันเมื่อใช้อุปกรณ์เกรดเดียวกัน ในทางเทคนิคเขาจะใช้คำว่ามี GBW หรือ ค่า Gain Bandwidth Product ที่มากกว่า และมีความไวของค่า slew rate ที่สูงกว่า ซึ่งค่า slew rate ในอุดมคติก็คือยิ่งมากยิ่งดี การออกแบบการทำงานในฝั่งกระแสให้มากที่สุดก่อนที่จะส่งผลสุดท้ายไปยังขาออกนั้นเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ในปรีแอมป์ของมาร์คเลวินสัน ซึ่ง Audio-gd ก็ให้ความสำคัญกับแนวทางนี้เช่นกัน อีกเรื่องน่าสนใจของวงจร ACSS ก็คือ มันดันไปเหมาะเหม็งกับการทำงานของ ES9018 อย่างพอดิบพอดี เพราะ ES9018 สามารถตั้งค่าการทำงานเพื่อให้เลือกปล่อยสัญญาณขาออกในรูปแบบของแรงดันหรือกระแสก็ได้ ซึ่ง Audio-gd เน้นการทำงานฝั่งกระแสก็ได้อานิสงค์นี้ไปเต็มๆ

ข้อมูลผลิตภัณฑ์ NFB11.32
อัตราสัญญาณต่อสัญญาณรบกวน S/N Ratio 118db
ระดับแรงดันขาออก
ช่องหูฟัง 10V RMS
ช่อง RCA Variable สูงสุด 5V
ช่อง RCA fxed 2.5V RMS
กำลังวัตต์ช่องหูฟัง
3500 มิลลิวัตต์ ที่ 25 โอห์ม
1800 มิลลิวัตต์ ที่ 50 โอห์ม
900 มิลลิวัตต์ที่ 100 โอห์ม
300 มิลลิวัตต์ที่ 300 โอห์ม
150 มิลลิวัตต์ที่ 600 โอห์ม
ความต้านทานขาออกช่องหูฟัง 2 โอห์ม
ความต้านทานขาออกช่อง RCA 2 โอห์ม
ความไวสัญญาณขาเข้า
0.5 Vp-p(75 Ohms, Coaxial)
19 dBm (Optical)
USB1.1 / 2.0 (High Speed / Full Speed)
รองรับระบบปฏิบัติการ
Windows : 44.1kHz to 192kHz music fles
OSX : 44.1kHz to 384KHz music fles
Linux : 44.1kHz to 192kHz music fles
รองรับอัตราสุ่มสัญญาณ
USB model: 44.1kHz, 48kHz, 88.2kHz, 96kHz, 176.4kHz , 192kHz
Coaxial model: 44.1kHz, 48kHz, 88.2kHz, 96kHz, 176.4kHz ,192kHz
Optical model: 44.1kHz, 48kHz, 88.2kHz, 96kHz (176.4KHz and 192KHz available if the source support)
การตอบสนองความถี่
20Hz - 20KHz (-0.2DB)
3Hz - 350KHz (Analog part)
แหล่งพลังงานที่ใช้
1 Version 100-120V AC 50/60 Hz
2 Version 220-240V AC 50/60 Hz
อัตราการสิ้นเปลืองพลังงาน 12W
น้ำหนัก 2KG
สัดส่วน W163 X L210 X H42(MM, Fully aluminium )
สิ่งที่ติดมาในกล่อง สายไฟ AC 1 เส้น สาย USB 1 เส้น

ทดลองฟัง
ผมต่อ NFB11.32 เข้ากับคอมพิวเตอร์ mac mini 2.4Ghz เป็นอุปกรณ์หลักของการเล่นเพลง ผ่านสายสัญญาณ USB เส้นที่ใช้งานประจำกับ scanner ตัวหนึ่งในห้องทำงาน ไม่ได้ใช้สายแถมมาในกล่อง โปรแกรมที่ใช้เปิดเพลงคือ iTune เวอร์ชั่น 10.6.3 OSX รุ่น 10.6.8 Ram5Gb สายไฟ AC ของ NFB11.32 ใช้ของแถมมาในกล่อง สัญญาณขาออก RCA ใช้สาย DIY ต่อไปยังอินทิเกรตแอมป์ VCL The legend สลับกับอินทิเกรตแอมปหลอด Antique Sound Lab SE3.5 หลอด EL84 กำลังขับ 3 วัตต์ ลำโพง Alesis monitor two ความไว 91dB เป็นลำโพงสามทางวูฟเฟอร์ 10 นิ้ว บางเวลาก็ใช้ Alesis monitor one ที่เป็นลำโพงสองทาง วูฟเฟอร์ 5 นิ้ว สายลำโพง belden จำรุ่นไม่ได้เพราะใช้มานานจนลืม ไม่ใช้ตัวกรองไฟ ไม่ใช้ ups


ตอนได้ของมาใหม่ๆก็ต่อทุกอย่างเข้าระบบ แล้วทำการเปิดฟังเพลงทิ้งไว้ 7 วัน 7 คืน นับชั่วโมงก็คงได้สัก 168 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย เปิดเพลงใช้สัญญาณผ่านช่อง USB input และเลือก selector output ไปที่ variable ส่วนของ Gain เลือกไว้ที่ Hi ซึ่งเป็นการตั้งค่าตามคำแนะนำของ Audio-gd ที่ให้ตั้งค่า Gain ไว้ที่ Hi เอาไว้ก่อน เพลงที่ใช้ทดสอบส่วนใหญ่จะเป็นแนวออดิโอไฟล์ Rip จากแผ่นซีดีเป็น Aif บ้าง เป็น m4a apple lossless บ้าง เพราะต้องการคุณภาพการบันทึกที่ดีเอาไว้ก่อนเพื่อดูว่า DAC ตัวนี้จะถ่ายทอดออกมาได้ดีเพียงไร การฟังจะตั้งค่าของ NFB11.32 ในส่วนของ midi setting ของ OSX เอาไว้ที่ 32bit/192k ไว้ตลอดการทดสอบ เพราะเป็นคำแนะนำจากเว็บอีกเช่นกัน


ในชั่วโมงแรกที่ได้มาหลังจากต่อสายสัญญาณต่างๆเอาไว้แล้ว ผมได้ลองทดลองฟังเปรียบเทียบระหว่าง DAC โบราณกับ NFB11.32 Dac โบราณคือ Califonia Audio lab รุ่น Gamma ต่อผ่านสาย optical ซึ่งต่อออกจาก mac mini ทางช่อง lineout 3.5 ซึ่งเป็นทั้งอนาลอกและoptical ในช่องเดียวกัน ส่วน NFB11.32 ตัวใหม่นี้ต่อผ่านสาย optical เส้นเดียวกัน ใช้วิธีถอดสลับไปมา เครื่องเสียงรุ่นเก่าอย่าง Gamma รองรับการทำงานในระดับ 16bit 44.1k ค่า midi setup ใน osx ก็เลยตั้งค่าให้เป็น 16bit 44.1k เช่นกัน แล้วก็ลองฟังเปรียบเทียบ ผ่านอินทิเกรตแอมป์ VCL The legend เป็นแอมป์ไทยในตำนานที่หมดลมหายใจไปแล้วสลับกับแอมป์หลอด ไปออกลำโพง Alesis monitor one

แรกสัมผัสเมื่อผ่านไปหนึ่งเพลง การเปรียบเทียบ DAC เก่าและใหม่ก็จบลง เพราะสิ่งที่ได้ยินก็คือ NFB11.32 ดีกว่า Gamma หลายแง่มุม ความสงัดระหว่างช่องไฟที่มากกว่า ระยะห่างของชิ้นดนตรีมากกว่า น้ำหนักเสียงที่หนักแน่นกว่า แรงกระแทกของเครื่องเคาะชัดเจนและหัวโน้ตคมชัดกว่า เบสทิ้งตัวได้ลึกกว่า ทุกอย่างดีกว่าหมดแต่ไม่มากจนทิ้งห่าง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกินความคาดหมายแต่อย่างใด ขณะที่ Gamma ตัวเก่งของผมแม้จะเบิร์นอินมาสิบปีแล้ว มันก็ไม่ได้ดีขึ้นไปกว่านี้ ไม่สามารถจะสู้ได้ แต่ไม่ใช่ว่ามันจะกลายเป็น DAC ที่เสียงน่าเกลียดแต่อย่างใด ด้วยระยะเวลาที่ถือกำเนิดต่างกัน 15 ปี มันกลับทำความแตกต่างได้ไม่เยอะเท่าไหร่

อาจจะเป็นเพราะความละเอียดระดับ 16bit 44.1k มันทำให้แยกแยะ DAC โบราณกับสมัยใหม่ได้ไม่มากนัก สิ่งที่ผมแยกแยะออกมาได้มันเกิดกับระบบลำโพงความไวปานกลางและแอมป์โซลิทสเตท แต่เมื่อฟังกับแอมป์หลอดซิงเกิ้ลเอนด์ กับลำโพงวูฟเฟอร์ใหญ่ๆ ความไวสูงขึ้นหน่อย เสียงร้องเสียงเบสที่มีฐานที่อิ่มกว่าทั้งจากแอมป์และจากลำโพงมันทำให้ความรู้สึกเรื่องน้ำเสียงย่านเสียงร้องกลับมาใกลเคียงกัน มีความต่างกันน้อยลง มันแสดงให้เราเข้าใจได้ว่า แอมป์หลอดซิงเกิ้ลเอนด์มันมีสีสันความฉ่ำหวานที่ย้อมบทเพลงให้มันน่าฟัง ความแตกต่างที่มีมากับ DAC แต่ละตัวก็จะน้อยลง คงเหลือเพียงแรงประทะและปลายเสียงแหลมต่างๆที่ DAC รุ่นใหม่ทำได้ดีกว่าอย่างเสมอต้นเสมอปลาย

เมื่อฟังจนแน่ใจแล้วก็ปลด DAC โบราณออก คงเหลือแต่เพียง NFB11.32 เอาไว้คู่กับแอมป์หลอดและลำโพงคู่ใหญ่ของผมเองแล้วก็เปิดทิ้งไว้ 7 วัน 7 คืน เปิดให้คอมพิวเตอร์เล่นเพลงวนซ้ำไปเรื่อยๆ ใช้การเชื่อมต่อทางสาย USB เป็นหลัก ตอนที่ผมไม่ได้ฟังจะปิดแอมป์หลอดและเอาหูฟังมาต่อทิ้งไว้ที่ช่อง headphone แล้วปรับ selector ให้เสียงไปออกที่หูฟังแต่เพียงอย่างเดียวสิ่งที่ผมชอบและถูกใจตั้งแต่ชั่วโมงแรกๆเลยก็คือฟังค์ชั่นต่างๆที่มีอยู่ใน NFB11.32 เพราะการปรับตั้งต่างๆดูเหมือนจะเอาใจนักเล่นผู้ซุกซนได้เป็นอย่างดี การเลือก input ได้สามชนิด มันเหมาะกับคนที่อุปกรณ์แหล่งโปรแกรมที่หลากหลาย ทั้งคอมพิวเตอร์ เครื่องเล่น media player และ cd หรือ dvd player ต่างก็ได้รับประโยชน์กันถ้วนหน้า

อุปกรณ์ดิจิทัลสามอย่างสามารถเชื่อมต่อได้เป็นระบบเดียวมันสนุกจะตายไป ส่วนภาคขาออก การเลือกให้สัญญาณขาออกทาง RCA เป็นทั้งแบบ Fixed กับ แบบ Variableก็มีประโยชน์ทั้งคู่ ระบบใครมีปรีแอมป์หรืออินทิเกรตแอมป์ก็ตั้งค่าให้เป็น Fixed ไปได้เลย หรือระบบใครที่นิยมต่อตรงเข้าเพาเวอร์แอมป์ หรือลำโพงแบบ active การได้สัญญาณแบบ Variable หรือปรับความดังได้ก็ทำให้ได้รับความสะดวก สามารถคุมความดังเบาได้จาก DAC ที่เดียว และทั้งหมดนี้ ยังมีสวิตซ์เลือก Gain ให้อีกสองระดับ เรียกว่าจะเอาไปต่อระบบอย่างไร NFB11.32 น่าจะกลมกลืนเข้ากับระบบต่างๆได้ยืดหยุ่นที่สุด

อัลบั้มเพลงที่ใช้ทดสอบจะมีอยู่ดังนี้ อัลบั้ม Best Of Chesky Jazz And More Audiophile Tests Volume 2 กับเพลงเต็มๆทั้งสิบสองเพลง แถมด้วยไฟล์ทดสอบอีกเจ็ดสิบไฟล์ ซึ่งครอบคลุมลักษณะดนตรีเกือบทุกประเภท แผ่น OPUS 3 Test [Disc 5] เป็นแผ่นที่มีเพลงบางเพลงที่ผมชอบ เพราะมันให้เสียงร้องคลอกับกีต้าร์อคูสติกได้สมจริงมาก แผ่น The Hunter ของ Jenifer Warnes แผ่นนี้เป็นแผ่นสามัญประจำห้องอยู่แล้ว ยี่สิบปีผ่านมา ยังไม่มีแผ่นที่มาแทนที่แผ่นนี้เลย แผ่น Janis Ian ชุด Breaking silence แผ่น Best Audiophile Voices 1 นอกจากแผ่นกลุ่มออดิโอไฟล์แล้วก็จะมีเพลง Pop และ Rock ผสมกันอยู่หลายๆแผ่น

เพื่อใช้สำหรับการฟังเพลงจริงๆ มีเพลง MP3 ต่างๆที่มีอยู่ในคลังฮาร์ดดิสก์ก็หามาฟังสลับไปเรื่อยๆ รวมไปถึงไฟล์ MP3 ที่บันทึกเสียงเล่นเอง ให้เพื่อนเล่นกีต้าร์แล้วใช้ Zoom H1 เป็นตัวบันทึก และการฟังเพลงวิทยุ online ของต่างประเทศที่ไม่มีเสียงดีเจมาชวนเล่นเกมส์ไร้สาระ แตกต่างจากรายการขยะเรดิโอในประเทศไทยที่นับวันยิ่งฟังยิ่งน่ารำคาญ ลำโพงความไว 91dB กับแอมป์หลอดซิงเกิลเอนด์ ให้ความไพเราะของเสียงเพลงได้เป็นส่วนใหญ่ จะมีเพียงเพลงแดนซ์เบสอัพยา เพลงฮิบฮ็อบ กับ ซิฟโฟนี่เต็มวงเท่านั้นที่ไม่เหมาะกับแอมป์หลอด ยิ่งเป็นเพลงอคูสติกอย่างกีต้าร์ เปียโน ดับเบิ้ลเบส ไวโอลิน ยิ่งเคลิ้มไปกันใหญ่ NFB11.32 ปรับตั้งให้สัญญาณขาออกเป็นแบบ Variable ช่วยทำให้แอมป์หลอดของผมทำงานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

บางเพลงที่เสียงร้องเด่นๆกับดนตรีอคูสติกเบาๆคลอเคลียร์อยู่เป็นความเพลิดเพลินที่ทำให้ลืมไปเลยว่าเรากำลังฟัง DAC ไฮเทคอยู่ เสียงร้องที่เด่น ลอยแยกขาดจากเครื่องดนตรีมันพาให้สมาธิเราอยู่กับเสียงที่ได้ยินจนเกือบจบเพลง พอใกล้จบเพลงเราก็จะนึกถึงแผ่นโน้น แผ่นนี้ แทร็คนั้น แทร็คนี้น่าจะเอามาลอง แล้วก็ขุดมาลอง ไฟล์ที่ไม่เคยมีอยู่ในเครื่องก็จัดการ Rip กันเดี๋ยวนั้นเลย เพลงในรูปแบบ 16bit 44.1k ทั้งหลายเมื่อฟังผ่าน NFB11.32 แล้ว เมื่อเทียบกับการสั่งให้มันส่งสัญญาณเป็นระดับ 24bit 192k ผมกลับไม่รู้สึกว่ามันแตกต่าง เพียงค่าต่ำสุดสำหรับเพลง 16bit 44.1k ก็ไพเราะแล้ว ความแตกต่างของ 24bit 192k กับ 16 bit 44.1k ถ้าให้วัดระดับ ผมว่ามันต่างกันน้อยกว่าการเปลี่ยนสายสัญญาณ RCA เสียอีก ถ้าจะให้ NFB11.32 ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพคงต้องหาไฟล์ Hi-res มาลอง

ซึ่งผมไม่มีไฟล์เหล่านี้อยู่เลยเพราะไม่เคยซื้อเพลงออนไลน์กับเขาสักที ลองเอาเพลงของร้านมั่นคงมาฟัง เป็นไฟล์ความละเอียด 16bit 96k ฟังผ่าน NFB11.32 แล้วก็รู้สึกว่าชัดมาก มันชัดกว่าเพลงไทยทั่วไปขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ผมไม่รู้ว่าตอนบันทึกเสียงทำงานกันอย่างไร ที่เคยเห็นโพสท์ในเว็บบอร์ดก็ไม่ได้ติดตามอ่านละเอียด แต่ฟังแล้วเข้าใจว่าผู้บันทึกเสียงคงเน้นความชัด ปรับให้เสียงไม่คมบาดหู การบันทึกเสียงร้องและเสียงดนตรีจะใส่เอฟเฟ็คไว้พอสมควรให้ฟังแล้วนุ่มกังวาล เสียงกีต้าร์ถูกปรับแต่งจนรู้สึกนุ่ม การกระจายตัวของแต่ละชิ้นดนตรียังไม่ได้แผ่เต็มวงอย่างแผ่นออดิโอไฟล์อื่นๆทั่วไป มันเหมาะกับการฟังเพลงเพลินๆ แต่ผมกลับรู้สึกว่าอยากได้ความเป็น Hifdelity มากกว่านี้ ไหนๆจะบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ของวงการแล้วอยากให้มีไฟล์ที่ดิบและโชว์ความเป็นไฮเอนด์ไปเลยสักเพลงสองเพลง ถ้าเป็นไปได้อยากให้ทาง munkonggadget ปล่อยไฟล์ดิบที่บันทึกครั้งแรกออกมาให้ได้ลองฟังกันด้วย น่าจะเป็นประสบการณ์การฟังที่ดีสำหรับคนอ่านทุกท่าน

NFB11.32 ให้ระยะห่างของช่องไฟที่เยอะกว่า มันทำให้เรารู้สึกว่า มันโล่งเกินไป ตัวตนของแต่ละเสียงถูกเปรียบเทียบกับช่องไฟที่กว้างขึ้นมันทำให้รู้สึกว่าเสียงมันคล้ายๆกับเล็กลง อาจจะต้องปรับตัวสักพักให้ชิ้นกับแนวเสียงแบบนี้ เพราะระบบเดิม Dac โบราณที่ให้ระยะห่างระหว่างชิ้นดนตรีได้น้อยกว่า มันทำให้ชิ้นดนตรีดูเหมือนจะเด่นเต็มเวทีผมพบปัญหาอยู่ประการหนึ่ง คือการตั้งค่าให้ NFB11.32 ทำงานที่ระดับ 32bit 192k แล้วฟังเพลงทั่วไปที่มีความละเอียดระดับ 16bit 44.1k ยิ่งฟังก็ยิ่งเจอปัญหา นั่นก็คือมีเสียงเสียงสะดุดเป็นบางช่วง เวลาที่สะดุดไม่แน่นอน ไม่ซ้ำที่เดิม ยิ่งเพลงที่มีทำนองช้าๆ ลากโน้ตยาว หรือเสียงร้องลากยาวจะยิ่งฟังชัดเจนเลยว่ามีอาการเหมือนข้อมูลหายไปเสี้ยววินาที มันสะดุดจนรู้สึกได้ เป็นทั้งการฟังผ่านขั้ว RCA และผ่านช่อง Headphone ถ้าเป็นแผ่นเสียงคงจะเรียกว่าเสียงป๊อปของข้าวโพดคั่ว แต่กับดิจิทัลคงเรียกว่า digital artifact

ผมรีบเช็คไฟล์ทันที่ว่าเกิดจากการ rip ที่มีปัญหาหรือไม่ โดยการเอา ipod video60g มา Sync เพลงดังกล่าวเข้าไป แล้วเปิดฟังตรงๆจาก ipod หูฟังใช้อันเดียวกันคือ KSC35 เพลงที่ผมทดสอบอาการนี้ผมเลือกเพลง When I Dream แทร็คที่ห้าจากแผ่น Best Audiophile Voices 1 ลักษณะของเพลงนี้คือเป็นเพลงที่ใช้กีต้าร์คลาสิคเป็นเครื่องดนตรีหลัก เทมโปของเพลงนี้ประมาณ 80 ความเร็วของโน้ตกีต้าร์ที่ระดับนี้ เกาแบบปล่อยสายเสียงยาวๆ มันง่ายต่อการฟังอาการสะดุดที่ว่า ความยาวเพลงประมาณสี่นาทีผมนับอาการสะดุดที่ฟังออกได้ 10 ครั้ง อาการนี้ทำผมงงไปหลายวัน หาสาเหตุไม่เจอ จนกระทั่งนึกถึงสาย USB ที่นำมาใช้



สิ่งที่มีปัญหาอาการเสียงสะดุดนั้น ทีแรกคิดว่าเป็นอาการผิดพลาดจากการทำงานของระบบอิเล็กทรอนิกส์ภายใน แอบคิดในแง่ร้ายว่า Audio-gd จะทำเสียชื่อกับเครื่องรุ่นใหม่นี้เสียแล้ว แต่ก็เผื่อใจคิดว่ามันไม่น่าจะแย่ขนาดนี้ เลยเปลี่ยนผู้ต้องสงสัยไปเป็นอัตราการส่งสัญญาณที่สูงและเร็วเกินไปแล้วคงมีบางอย่างตอบสนองไม่ทัน พอลองเปลี่ยนค่าจาก 32bit 192k มาเป็น 16bit 44.1k ฟังเพลงเดิมอีกสองรอบก็พบว่าอาการสะดุดน้อยลงไปมาก จากทั้งเพลงสิบกว่าครั้งเป็นเพียงสองครั้งเท่านั้น แสดงว่าเดาถูกทาง เพราะผมสงสัยในสาย USB เส้นเก่าแก่ที่อยู่กับบ้านผมมานานหลายปี ผมเลยจัดการถอดสาย USB เส้นเดิมออก แล้วเอาสายแถมจากในกล่องมาใช้แทน อาการดังสะดุดที่ว่าหายไปทันที

นี่เป็นครั้งแรกที่ทำให้ผมเรียนรู้ว่าสาย USB มีผลต่อการฟังเพลงจริงๆ มันมีผลในแง่ของความผิดพลาดเลยด้วยซ้ำไป เรื่องราคาสาย USB คงเป็นประเด็นให้พูดคุยกันไปอีกนาน เพราะถ้ามันมีผลแสดงว่ามันมีเกรด พอมีเกรดก็มีหลายราคา เสียเงินอีกแน่ๆ คุณภาพของช่องหูฟังจาก NFB11.32 มีพละกำลังเหลือเฟือ อาจจะบังเอิญที่ผมมีแต่หูฟังที่ขับง่าย เลยอาจจะไม่ได้เห็นประโยชน์อย่างเต็มที่กับช่องหูฟังที่มีให้มา เพราะมันไม่ได้เจองานยาก เสียงที่ใสและชัดจากช่องหูฟัง สำหรับผมมันชัดและเกลี้ยงเกลาจนรู้สึกว่าสะอาดไปรึเปล่า เวลาฟังในระดับที่ไม่ดังมากรู้สึกว่าเสียงร้องจะน้อยไปเล็กน้อย แต่มันก็ได้ความกลมกลืนตั้งแต่เบสไล่ไปกลางและไล่ไปสูงที่ต่อเนื่องมากขึ้น ความกลมกล่อมของเสียงกลางมันลดลงไปกว่าการฟังเพลงเดียวกันผ่าน ipod video

บนหูฟังเดียวกันคือ KSC35 เสียงเล็กๆน้อยๆของ NFB11.32 จะให้ได้ดีกว่า แต่เสียงกลางผมยังพอใจกับ iPod มากกว่า เรียกได้ว่าถ้า
หากเราเป็นนักฟังที่ชอบเพลงร้องเด่นๆแนวโน้มจะชอบ ipod video มากกว่า แต่ถ้าฟังเพลงแนวเต็มวง มีกลองเบสและเสียงเครื่องเคาะแหลมๆใสๆปลายแหลมที่กระจายเต็มเพลงน่าจะชอบ NFB11.32 มากกว่า หูฟังอื่นๆในบ้านมีกี่ตัวผมเอามาลองเสียบหมดเลย แต่ก็ไม่ได้ค้นพบอะไรใหม่ เพราะหูฟังที่มีอยู่ไม่มีตัวไหนขับยาก ซึ่งถ้าเปลี่ยนไปใช้หูฟังที่ขับยากกว่านี้ก็อาจจะให้ผลลัพธ์ที่ต่างกันออกไป สุดท้ายผมเปลี่ยนมาใช้การตั้งค่าเป็น 16bit 44.1k เพื่อฟังเพลงที่ rip จากแผ่น ฟังผ่านแอมป์หลอดและลำโพงคู่ใหญ่ โทนเสียงโดยรวมของ NFB11.32 จะเป็นบุคคลิกคมชัด ใส ออกแนวกระฉับกระเฉง เสียงโทนสูงจะรู้สึกว่าเป็นจุดเด่นมากกว่าเสียงกลาง

เบสคมลงได้ลึกและชัด หัวโน้ตเบสไล่ไปถึงหางที่เสียงมันสิ้นสุดลงจะมีตัวตนที่ชัดเจน ผมคิดว่าการฟังเพลง Hi-res ด้วยอุปกรณ์ Hi-res ควรจะใช้แอมป์โซลิทสเตท กับลำโพงที่ตอบสนองได้ไวน่าจะเป็นประเด็นสำคัญที่จะดึงศักยภาพของทั้งระบบออกมา เพราะค่า S/N ของ NFB11.32 มีค่าสูงถึง 118dB นั่นหมายความว่า สเป๊คมันล้ำกว่าแอมป์หลอดไปเยอะมาก การเอา NFB11.32 มาฟังด้วยแอมป์หลอดจะไม่ได้อรรถรสแท้จริงของ 24bit 192k แต่ว่า ผมชอบแอมป์หลอดกับลำโพงคู่นี้นี่นาทำไงได้ จากการใช้งาน NFB11.32 อยู่หลายวัน จุดเด่นที่การเชื่อมต่อแบบ USB และสามารถส่งสัญญาณสูงถึง 24bit 192k  และยังมีช่องต่อ optical อีก ซึ่งเมื่อเทียบกับ USB ผมก็ยังชอบเสียงที่ผ่านทาง optical อีกด้วย



ข้อดี
- ชิพเสียงคุณภาพดี น้ำเสียงไพเราะน่าฟัง ให้แรงประทะที่ชัดและมีน้ำหนัก optical ให้น้ำหนักได้หนักแน่นกว่า USB (coaxial ไม่ได้ลอง)
- การเชื่อมต่อหลากหลาย มีช่องต่อแบบ vairable เพื่อใช้กับลำโพง active ได้เลย
- มีช่อง Headphone ที่มีกำลังขับสูงเพียงพอ ออกแบบมาให้รองรับหูฟังความต้านทานต่ำ 25โอห์ม ไปถึงสูงระดับ 600โอห์ม

ข้อเสีย
- ไม่มีคู่มือในกล่อง ไม่มีคำอธิบายใดๆ ต้องหาเองตามอินเทอเน็ต
- สาย USB ที่แถมมาเหมือนอยากให้ไปซื้อใหม่เพื่ออัพเกรด แต่มันก็ดีกว่าสายเก่าๆที่บ้านผมบางเส้น
- มี สายประหลาด และ Jumper อีกหลายชิ้นอยู่ในห่อสาย USB ไม่รู้ว่าเอาไว้ทำอะไร เพราะไม่มีคู่มือ
- การเชื่อมต่อ USB ไวต่อความผิดพลาดต่างๆ อย่างเช่นสาย USB คุณภาพต่ำจะทำให้มีอาการเสียงสะดุด

สรุป
NFB11.32 เป็น DAC และ Headphone amp ที่ให้น้ำเสียงที่ชัด ใส มีแรงประทะที่ดี มีความสงัดที่ใช้ได้เลย ใช้ฟังเพลงได้เพลิดเพลิน ตั้งใจออกแบบมาให้ใช้กับคอมพิวเตอร์เป็นหลัก คุณภาพจากการเชื่อมต่อ USB ไวต่อข้อผิดพลาดจากการเลือกสายคุณภาพต่ำ การเชื่อมต่อทำได้หลากหลาย รับอินพุทได้สามชนิดเหมาะกับผู้ที่มีแหล่งโปรแกรมหลายประเภท ช่องหูฟังทำงานไม่มีเสียงรบกวนเล็ดลอดให้ได้ยินซึ่งเป็นบุคลิคของแอมป์คุณภาพดี การนำไปฟังกับเพลงมาตรฐานเก่าอย่าง 16bit 44.1k อาจจะเหมือนใช้ของไม่คุ้มค่า แต่ด้วยงบประมาณค่าตัวที่ไม่มากก็ต้องบอกว่า ของถูกกว่านี้อาจไม่ดีเท่านี้ แต่สำหรับผมแล้ว การใช้เพียงช่องต่อ optical บน NFB11.32 บวกกับการปรับระดับความดังเพื่อใช้แทนปรีแอมป์ได้ ก็ดีเกินค่าตัวแล้ว คิดซะว่า USB กับช่องเสียบหูฟังเป็นของแถมก็ไม่เสียใจเลย แต่ถ้าใครอยากเล่นกับ Hi-res ระดับที่มากกว่า 24/96 เจ้า NFB11.32 รองรับได้และเป็นตัวเลือกที่ไม่แพง
โดย: วุฒิชัย เจริญบุรี
SHARE:

Related Review & Article