Review & Article > รีวิว แอมป์ Woo Audio WA6

รีวิว WOO AUDIO WA6
12 Oct 2012
โดย วุฒิชัย เจริญบุรี 
pockethifi@gmail.com



การฟังเพลงตั้งแต่อดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เรายังคงวนเวียนอยู่กับระบบเครื่องเสียงที่แบ่งหน้าที่กันได้สามอย่างหลักๆ ก็คือ แหล่งโปรแกรม เครื่องขยายเสียง และลำโพง  ซึ่งสามส่วนนี้ยังคงสามารถแบ่งย่อยไปในแต่ละส่วนได้อีกหลายอย่าง  แหล่งโปรแกรมในอดีตก็จะมีแผ่นเสียง วิทยุ ต่อมาก็เป็นเทปคาสเซ็ต เป็นแผ่น CD เป็นแผ่น DVD รวมไปถึง SACD จนกระทั่งเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ในรูปแบบไฟล์คือให้ดาวน์โหลดมาฟังแทน  ส่วนเครื่องขยายเสียงนั้นก็เป็นส่วนของปรีแอมป์กับเพาเวอร์แอมป์เป็นหลัก  ในฝั่งของลำโพงซึ่งเป็นตัวเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานเสียง  มีทั้งเป็นลำโพงวางหิ้ง ลำโพงตั้งพื้น และล่าสุดคือหูฟังที่เกิดมาได้ประมาณสามสิบปี  แต่เพิ่งมาฮิตติดลมบนกันในช่วงสิบปีนี้ เพราะการกำเนิดไฟล์เพลง mp3 และเครื่องเล่นไฟล์ดิจิทัลอย่าง iPod



การพัฒนาการตั้งแต่อดีตมาถึงปัจจุบันเราจะเห็นการพัฒนาไปข้างหน้ากันเป็นส่วนใหญ่  เช่นแหล่งโปรแกรมจากเดิมเป็นแผ่นเสียง ก็กลายเป็นสื่อบันทึกดิจิทัล จากแผ่นใหญ่กลายเป็นแผ่นเล็กลง และล่าสุดเราก็ไม่ต้องใช้แผ่นกันอีกแล้วโดยเปลี่ยนจากแผ่นมาเป็นไฟล์  ในด้านลำโพงเราก็จะเห็นพัฒนาการของระบบการส่งเสียงต่างๆ จากลำโพงที่เสียงไม่ค่อยดีและขนาดใหญ่โต ก็พัฒนาจนเล็กลงแต่ให้เสียงได้ดีขึ้น  จากขนาดใหญ่โอบไม่รอบพัฒนากันจนเล็กระดับยัดเข้าไปในรูหูได้ดังเช่นหูฟังหรือเฮดโฟน  แต่สิ่งที่สวนทางกับแหล่งโปรแกรม และ ลำโพงก็คือ ส่วนของเครื่องขยายเสียงที่พัฒนากันไปจนกระทั่งถอยหลังกลับมาสู่เทคนิคโบราณ นั่นคือแอมป์หลอดที่เรากำลังจะทดลองฟังกัน

เครื่องขยายเสียงตัวแรกของโลกเป็นเครื่องขยายเสียงที่ใช้หลอดสุญญากาศเป็นอุปกรณ์ขยายสัญญาณไฟฟ้าชนิดหนึ่ง  เมื่อสามารถสร้างเครื่องขยายเสียงได้ อุตสาหกรรมที่ต้องใช้เสียงก็คึกคัก ทั้งโรงหนัง โรงละคร รวมไปถึงการฟังเพลงในบ้านต่างก็ใช้แอมป์หลอดกันทั้งสิ้น  แอมป์หลอดรับหน้าที่เป็นพระเอกมาตลอดหลายสิบปี แม้แต่เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกก็ยังใช้หลอดสุญญากาศ ขนาดเครื่องพิวเตอร์ตัวแรกไม่ใหญ่มากนัก แค่สนามเทนนิสเท่านั้น  แอมป์หลอดมีข้อด้อยหลายอย่างทั้งเรื่องการใช้พลังงานเยอะ ประสิทธิภาพต่ำ ทำกำลังขับสูงๆไม่ได้  และในที่สุดการพัฒนาอุปกรณ์ขยายสัญญาณไฟฟ้าชนิดใหม่ก็ทำได้สำเร็จ ทรานซิสเตอร์ถูกผลิตขึ้น  ด้วยขนาดที่เล็กลง ใช้พลังงานน้อยลง มันสามารถทดแทนหลอดสุญญากาศได้ร้อยเปอร์เซ็นต์  ผลก็คือแอมป์หลอดก็เข้าสู่ยุคซบเซา และทรานซิสเตอร์เป็นพระเอก  แอมป์หลอดกลายเป็นของล้าสมัย ราคาถูก และถูกเมินจากตลาด  ถูกขายทิ้งเป็นสินค้ามือสอง  ทรานซิสเตอร์สามารถทำกำลังขับได้สูงระดับเป็นร้อยวัตต์ในขนาดที่ไม่ใหญ่โต  ตลาดหันไปเห่อทรานซิสเตอร์เต็มตัว  จนกระทั่งวันดีคืนดีก่อนจะมีการกำเนิดไฟล์เพลง mp3 ไม่กี่ปี  มีคนลองเอาแอมป์หลอดมาปัดฝุ่น  ออกแบบและผลิตใหม่ด้วยเทคนิคโบราณที่สุดและลองเอามาขายใหม่ในราคาที่น่าตกใจ  มันคือแอมป์หลอดระบบซิงเกิ้ลเอนด์ที่มีกำลังขับไม่ถึงสิบวัตต์ แต่ราคาขายระดับไฮเอนด์ เทียบเป็นเงินไทยได้ประมาณวัตต์ละหมื่นบาท  ที่สำคัญคือมันขายได้ และมันเสียงดีกว่าแอมป์ทรานซิสเตอร์ที่มีอยู่เกือบทั้งหมด 

โลกหันกลับมามองเทคนิคการออกแบบที่เรียบง่าย หลังจากที่ลองแบบซับซ้อนไปแล้วจนอิ่มตัว  การมองหาวิธีที่แตกต่างทำให้แอมป์หลอดกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง  จากเครื่องขยายเสียงโซลิทสเตทที่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เกือบร้อยตัวกลายมาเป็นแอมป์หลอดที่ใช้อุปกรณ์แค่สิบกว่าชิ้น  หลายคนใช้คำพูดว่า "สูงสุดคืนสู่สามัญ"  แอมป์หลอดมันเข้าข่ายสามัญเพราะว่ามันออกแบบง่าย สร้างง่ายและขายได้ง่าย



วงจรขยายเสียงของแอมป์หลอดมีอยู่สองรูปแบบที่นิยมกันคือแบบพุชพูล และแบบซิงเกิ้ลเอนด์  แบบพุชพูลคือการใช้ตัวขยายเสียงสองตัวช่วยกันขยายสัญญาณไฟฟ้าซีกบวกและลบอย่างละครึ่ง  ตัวนึงขยายซีกบวก ตัวหนึ่งขยายซีกลบ แล้วเอามารวมกันที่ปลายทางเป็นสัญญาณที่มีกำลังสูงขึ้น  กับอีกแบบหนึ่งคือใช้ตัวขยายตัวเดียวรับหน้าที่ขยายสัญญาณตลอดช่วงตั้งแต่ลบไปถึงบวกเลย  ข้อดีของพุชพูลคือพลังเยอะ เพราะมีสองตัวช่วยกันทำงาน  ข้อเสียคือมันแบ่งกันทำงานทำให้สัญญาณเสียงไม่ราบเรียบต่อเนื่อง  ส่วนวงจรแบบซิงเกิ้ลเอนด์มีข้อดีคือขยายเสียงครั้งเดียวได้ทั้งคลื่นทำให้ความเพี้ยนต่ำ  ข้อเสียก็คือกำลังต่ำ ประสิทธิภาพต่ำ แต่หลายคนก็ยอมรับได้เพราะคุณภาพเสียงที่ดีกว่าเป็นสิ่งที่นักฟังเพลงต้องการ



การออกแบบแอมป์หลอดให้ขับลำโพงได้ ส่วนมากนิยมใช้หลอดที่ให้กำลังขับได้ประมาณ 5-10 วัตต์ได้เป็นส่วนใหญ่  ซึ่งหลอดที่เข้าข่ายทำกำลังขับได้สูงเกินสิบวัตต์ได้ก็มี  300B, 211,  845  และอื่นๆอีกหลายเบอร์  ผลก็คือหลอดเหล่านี้ราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ  จากที่เคยมีราคาข้างถนนอยู่ที่หลักร้อยก็กลายเป็นหลายพัน  จากหลักหลายพันกลายเป็นหลายหมื่น  ยกตัวอย่างเช่น หลอด 300B ของ western electric ราคาสูงขึ้นไปถึงระดับหลักหลายหมื่นบาท ถ้าจับคู่คัดเกรดมาแล้วยิ่งแพงขึ้นไปอีก  วงการแอมป์หลอดสำหรับเครื่องเสียงบ้านคึกคักอยู่สักพักหนึ่งก็เริ่มเงียบลง ไม่ใช่เพราะหลอดซบเซา แต่เป็นเพราะหลอดแพงทำให้นักเล่นน้อยคนจะได้ซื้อของระดับนั้น

แต่ในโลกของหูฟังเป็นอีกเรื่องหนึ่ง  คุณภาพระดับไฮเอนด์ของหูฟังเราไม่ได้คุยกันที่สิบวัตต์หรือหลายร้อยวัตต์ แต่เราคุยกันไม่เกินหนึ่งวัตต์  หูฟังระดับไฮเอนด์อย่าง Sennheiser รุ่น HD800 รองรับกำลังขับเพียง 0.5 วัตต์  การทำแอมป์หลอดซิงเกิ้ลเอนด์สำหรับหูฟังจึงกลายเป็นเรื่องง่ายและจ่ายไม่เยอะ  หลอดที่นำมาใช้ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นหลอดยอดฮิตอีกต่อไป  วงการ DIY มีการหัดทำแอมป์หลอดกำลังต่ำกันมาตลอด  หลอดที่หามาใช้มักไม่เป็นที่รู้จัก  บางทีก็ใช้หลอดจากวงการผลิตโทรทัศน์โดยการเอาหลอดเก่าเก็บไม่ได้ใช้ประโยชน์มาปัดฝุ่น  ออกแบบแล้วทดลองฟังแล้วปรากฏว่ามันฟังได้ เสียงดีอีกต่างหาก  กลายเป็นช่องทางใหม่ของธุรกิจเครื่องเสียง  นั่นคือทำแอมป์หูฟังขายกันอย่างจริงจัง


Woo Audio เป็นบริษัทที่ผลิตเครื่องเสียงหลอดมาประมาณ 40ปี  มีถิ่นฐานอยู่ในอเมริกา  ก่อนจะผลิตแอมป์หูฟังก็ทำแอมป์หลอดยอดนิยมมาตลอด  พอวงการหูฟังเริ่มใหญ่ขึ้น Woo ก็ขยับตัวออกแบบแอมป์สำหรับหูฟังออกมาและได้รับการต้อนรับอย่างดีจากนักเล่นที่สิงอยู่ใน head-fi.org  เครื่องเสียงของ Woo ถูกพูดถึงในเว็บนี้มายาวนาน  โดยเฉพาะบางกระทู้ที่รวมคนใช้ Woo มีโพสท์ตอบโต้กันยาวนานนับสองหมื่่นโพสท์  ถือว่าเป็นการพูดคุยที่ยืนยันถึงความนิยมในสินค้าของ Woo ได้เป็นอย่างดี

Woo มีแอมป์หูฟังหลายรุ่น  รุ่นเล็กสุด WA3 เป็นแอมป์ที่ใช้หลอดไตรโอด 6080 เป็นภาคขยายสุดท้าย เป็นการออกแบบที่ไม่มีหม้อแปลงเอ๊าท์พุท เหมาะกับหูฟังที่มีอิมพีแดนซ์สูงเป็นหลัก  รุ่นใหญ่ขึ้นมาหน่อยก็คือ WA6 เป็นแอมป์ที่ใช้หลอดไตรโอดที่มีกำลังสูงขึ้น เป็นหลอดที่อยู่ในสายการผลิตโทรทัศน์มาก่อน  ด้วยวงจรซิงเกิ้ลเอนด์ไตรโอด พร้อมด้วยหน้าตาที่ดูเรียบหรู  มีความสวยงามเป็นเฟอร์นิเจอร์ชั้นดี  ทำให้ได้รับความนิยมอย่างมากในโลกอินเทอเน็ต  และมันก็เป็นที่มาของการทดสอบครั้งนี้

ข้อมูลทั่วไปของ WA6
แอมป์หลอด WA6  เป็นแอมป์ที่ใช้วงจรขยายแบบซิงเกิ้ลเอนด์ไตรโอด  ชื่อฝรั่งจะเรียกตัวย่อว่า SET หรือ Single Ended Triode วงจรขยายรูปแบบนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นวงจรแนวบริสุทธิ์นิยม  บุคลิกของวงจรนี้จะได้เสียงที่ราบเรียบต่อเนื่องและฉ่ำหวาน  หลอดในภาคขยายของ  WA6 เป็นหลอด 6DE7 ซึ่งเป็นหลอดชนิด Dual triode หมายถึงมีหน่วยขยายที่เป็นแบบ Triode 2 ตัว  คำว่า Dual แปลว่าสอง แต่เราก็เคยได้ยินคำว่า Twin Triode เช่นกัน ซึ่งก็เป็นสองหน่วยเหมือนกัน  แต่ว่า Twin จะหมายถึงสองตัวที่เหมือนกันทุกประการ ก็คือหลอดอย่าง 12AX7 หรือ หลอด 6DJ8 จะเป็นหลอด twin triode หน่วยขยายข้างในทั้งสองหน่วยจะมีอัตราขยายเท่ากัน  ตอนออกแบบจะใช้ซีกซ้าย หรือ ขวา ก็ได้ไม่แตกต่างกัน  นิยมใช้กับวงจรภาครับหรือภาคไดร์ฟ เพราะสามารถจัดรูปแบบวงจรได้หลากหลาย   ส่วน Dual Triode ของ 6DE7 เป็น Triode ที่มีอัตราขยายไม่เท่ากัน Triode ชุดที่หนึ่งจะมีกำลังขยายต่ำกว่าชุดที่สอง  กำลังวัตต์ที่ให้ได้จากแต่ละชุดจะไม่เท่ากัน  6DE7 สามารถจ่ายกระแสไฟได้มากพอจะเพื่อจะได้กำลังขับระดับสูงสุด 7 วัตต์  แต่เราก็ไม่จำเป็นจะต้องใช้งานเต็มกำลังระดับนั้น   WA6 จึงเอา 1 หลอดมาใช้เป็นภาคไดร์ฟและภาคขยายสุดท้ายในหลอดเดียว  Woo จัดวงจรออกมาทำให้ WA6 มีกำลังขับสูงพอที่จะทำงานกับหูฟังโอห์มสูงระดับ 300-600 โอห์มได้  โดยสามารถให้กำลังขับได้ประมาณ 500 มิลลิวัตต์



ภาคจ่ายไฟของ WA6 ใช้หลอดเบอร์ 5AR4 เป็นหลอดเรคติไฟร์  ทั้งเครื่องกินไฟประมาณ 80 วัตต์ วงจรภาคจ่ายไฟเป็นเทคนิคเฉพาะของ Woo มีชื่อเรียกว่า Pseudo-Dual power Supply  อุปกรณ์ภายในแอมป์ตัวนี้ไม่มีชิ้นใดที่เป็นเซมิคอนดักเตอร์เลย  ส่วนของหูฟังที่นำมาใช้สามารถเลือกใช้ได้ตั้งแต่อิมพีแดนซ์ต่ำระดับ 8 โอห์ม และสูงสุดได้ถึง 600 โอห์ม ซึ่งการใช้งานเราต้องเลือกจากสวิตซ์ด้านหลังเครื่องว่าเป็นหูโอห์มต่ำ 8-99 โอห์ม หรือ โอห์มสูง 100-600 โอห์ม  ตัวถังเครื่องทำจากอะลูมิเนียมอย่างหนา ขัดเงาสวยงาม  หม้อแปลงจ่ายไฟเป็นทอรอยด์ ตัวต้านทานในวงจรใช้ยี่ห้อ Dale และ Vishay ที่มีค่าความต้านทานที่ผิดพลาดต่ำมาก  ตัววอลลุ่มเป็นของ ALPS



ด้านหน้าเครื่องประกอบไปด้วย ด้านซ้ายเป็นช่องเสียบหูฟัง  ตรงกลางเป็นปุ่มหมุนปรับระดับเสียง  ด้านขวาเป็นสวิตซ์เปิดปิดเครื่อง  เมื่อกดเปิดเครื่องจะมีไฟแสดงผลเป็นสีฟ้าสว่างให้เห็น  ด้านบนของแผงหน้าปัดจะสลักเป็นคำว่า Woo Audio เป็นลักษณะการเซาะร่องลึกลงไป   คุณภาพของการผลิตตัวถังอยู่ในระดับสุดยอด  ถ้าเป็นวงการรถยนต์ WOO คือเกรด Supercar อย่างไม่ต้องสงสัย



มาถึงด้านหลังบ้าง  เริ่มจากฝั่งซ้ายเป็นสวิตซ์เลือกระดับไฟที่ใช้  มีค่า 110 และ 220 ให้เลือก  ถัดมาเป็นช่องเสียบปลั๊กไฟ AC สามารถเลือกสายไฟ AC ที่เราชอบมาใช้ได้สะดวก  ตรงกลางเครื่องด้านหลังเป็นสวิตซ์เลือกระดับอิมพีแดนซ์ของหูฟังที่นำมาใช้งาน   ด้านขวาเป็นช่องรับสัญญาณขาเข้าชนิด RCA ขั้วชุบทอง

Woo มีคำแนะนำไว้ในคู่มือดังนี้
ข้อห้าม
ห้ามเปิดเครื่องโดยไม่มีหลอดเสียบไว้  ห้ามใช้หลอดที่ไม่ได้รับรองไว้ในคู่มือ ซึ่งคู่มือสามารถหาอ่านได้จากเว็บของ Woo Audio  ห้ามเปิดเครื่องโดยยังไม่ได้ตรวจสอบสวิตซ์ไฟ AC ว่าตั้งค่า 110 หรือ 220  ห้ามดึงหลอดออกโดยไม่ปิดเครื่อง  ห้ามจับหลอดขณะร้อน ห้ามเปิดใช้งานต่อเนื่องโดยไม่พักเกิน 8 ชั่วโมง
 
สิ่งที่แนะนำให้ทำ
วางเครื่องให้ห่างอุปกรณ์ที่ส่งสัญญาณรบกวนออกมาได้อย่างเช่นมือถือและเครื่องรับวิทยุ  วางให้ห่างจากน้ำและความชื้น  ถ้าเสียงผิดปกติให้ปิดเครื่องทันที  วางให้ห่างจากผนังห้องอย่างน้อยสองนิ้วเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก  ควรเปิดเครื่องทิ้งไว้อย่างน้อยห้านาทีก่อนใช้งาน 

สเป็คทางไฟฟ้า
รองรับการทำงานกับหูฟังอิมพีแดนซ์ 8-600 โอห์ม
อิมพีแดนซ์ขาเข้า 100 กิโลโอห์ม
ตอบสนองความถี่ 20Hz-30kHz -3dB
กำลังขับ
580mW @32Ω
550mW @60Ω
590mW @120Ω
460mW @300Ω
400mW @600Ω (with 6DR7 tube)
อัตราสัญญาณเสียงต่อสัญญาณรบกวน หรือ S/N Ratio 93dB
ความเพี้ยน THD 0.3%
รองรับแรงดันไฟ 110, 220-240 โวลท์ ปรับเลือกจากสวิตซ์ท้ายเครื่อง
ขนาด สูง 6 นิ้ว กว้าง 5.5 นิ้ว ลึก 13 นิ้ว
น้ำหนัก 13.5 ปอนด์
เว็บไซต์ wooaudio.com

ทดลองฟัง
เมื่อได้รับเครื่องมาแล้วก็จัดแจงประกอบหลอดเข้าไป  ตอนเปิดกล่องออกมาก็พบกับการบรรจุที่เรียบร้อยแน่นหนา  เชื่อว่าคงออกแบบมาให้แข็งแรงมั่นใจว่าการขนส่งแอมป์ตัวนี้จะปลอดภัยจากการกระแทกกระทั้นได้พอสมควร  โฟมที่ตัดช่องพอดีกับแอมป์ช่วยดันสิ่งของในกล่องไว้อย่างแน่นหนา  คุณไม่สามารถใช้มือเพียงข้างเดียวหยิบของออกมาได้เลยแม้แต่ชิ้นเดียว  ในกล่องไม่มีสายไฟ AC มาให้ ดังนั้นไปช็อปปิ้งเลือกสายที่ถูกใจรอไว้ได้เลย



หลอดที่มาในกล่องมี 3 หลอด เป็นหลอดใหญ่ทรงขวดโค้กรหัสที่พิมพ์บนหลอดคือ 274B อยู่ในซองพลาสติกกันกระแทก ซึ่งที่ซ็อกเก็ตเสียบหลอดบนตัวเครื่องจะพิมพ์รหัสหลอดไว้ว่าให้ใส่ 5AR4  คาดว่าหลอดที่ได้มาในเครื่องน่าจะเป็นหลอดที่อัพเกรดมาแล้ว  ส่วนหลอดเล็กสองหลอดอยู่ในกล่องกระดาษ  รหัสสกรีนบนหลอดคือ 6DR7 ในขณะที่ตัวเลขที่ปั๊มติดบนแท่นเครื่องเป็นรหัส 6DE7 นั่นก็คือเป็นหลอดประเภทเดียวกัน ใช้แทนกันได้  ทั้งหมดถูกวางเรียงไว้ในช่องโฟมที่อัดแน่นพอดี  การยกกล่องไปมาจะไม่ทำให้หลอดเคลื่อนไหวกระแทกกันอย่างแน่นอน  เมื่อประกอบหลอดเสร็จ ต่อหูฟังที่ด้านหน้าเครื่อง แล้วก็ตรวจดูช่องปรับแรงดันไฟว่าตั้งไว้ที่ 220V เมื่อทุกอย่างพร้อมก็เปิดสวิตซ์หน้าเครื่อง  ไฟสีฟ้าติดสว่างขึ้นพร้อมกับไส้หลอดที่ค่อยๆเปล่งแสงสีส้มออกมา 



คู่มือระบุว่าให้รอหลอดร้อนก่อนแล้วค่อยใช้งานประมาณห้านาที  แต่เพียงแค่ไม่ถึง10 วินาทีเสียงก็เริ่มออกที่หูฟังแล้ว ภายใน 15-20 วินาทีเสียงก็ออกครบเต็มอัตราทั้งสองข้างของหูฟัง  แต่ว่าคุณภาพเสียงในช่วงที่เปิดเครื่องใหม่ๆยังไม่ค่อยดี  ยังคงเป็นเสียงที่แข็งกร้าว เสียดหูอยู่พอสมควร  จนเวลาผ่านไปสักครึ่งชั่วโมงทุกอย่างเริ่มดีขึ้น  จะให้ดี ก่อนใช้งานอย่างจริงจังน่าจะรอให้แอมป์ทำงานไปสักหนึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย  เสียงที่ได้จะดีคงที่



แอมป์ตัวนี้ผมไม่แน่ใจว่าถูกใช้งานมานานแค่ไหน  ก็เลยตัดสินใจเบิร์นเครื่องไว้หลายวันหน่อย  แต่การเบิร์นแอมป์ตัวนี้ต้องระวังไม่ให้เปิดต่อเนื่องเกิน 8 ชั่วโมงเพื่อถนอมเครื่องตามคำแนะนำของผู้ผลิต  การเบิร์นของผมจึงทำการเปิดทิ้งไว้ 7 ชั่วโมง แล้วปิด 1 ชั่วโมง แล้วค่อยเปิดใหม่อีก 7 ชั่วโมง สลับกันไปเรื่อยๆ  แต่บางวันที่ต้องห่างเครื่องไปนานเกินแปดชั่วโมงก็จะปิดไปเลย หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปก็จะได้ชั่วโมงการเปิดเครื่องประมาณ 100 ชั่วโมงเท่านั้น   วันแรกๆของการเปิดใช้งานคุณภาพเสียงยังไม่ถูกใจสักเท่าไร  เสียงที่ฟังแล้วอึดอัดไม่ค่อยสมราคา  แต่วันท้ายๆ เสียงมันดีกว่าเดิมเยอะมาก  คุณภาพน่าจะเข้าสู่จุดที่ดีแล้วจึงเริ่มทำการทดสอบฟังเพลง



อุปกรณ์ที่ใช้ร่วมทำการทดสอบจะประกอบไปด้วยหูฟัง Sennheiser HD650 เป็นหูฟังหลัก  ส่วนแหล่งโปรแกรมจะมีทั้งipod  Video, ipod mini, ipod shuffle gen1 มี cd walkman ต่อตรงจาก line out และต่อผ่าน optical ไปยัง DAC มี mac mini 2.4Ghz Hdmi เป็นแหล่งโปรแกรมดิจิทัล มี Dac จาก Peachtree  รุ่น DAC IT  และ califonia audio lab gamma  มี apple tv gen2 สำหรับ stream เสียงด้วยระบบ airplay  airplay  มี apple airport express ใช้ stream เสียงเช่นกัน สายสัญญาณ mini to rca ใช้ของ monster สาย RCA ใช้สาย DIY

เมื่อเสียบหูฟัง HD650 ที่ด้านหน้าเครื่องแล้วทดลองฟัง  ผมปรับซีเล็คเตอร์เลือกอิมพีแดนซ์ไว้ที่ 100-600 โอห์ม  พบว่าปริมาณความดังของหูฟังจะดังมากกว่าการปรับไว้ที่ 8-99 โอห์ม  นั่นก็เป็นไปตามทฤษฏีการเชื่อมต่อโหลดเข้ากับแหล่งจ่าย หรือ การต่อลำโพงเข้ากับแอมป์หลอด  คือจะต้องใช้ลำโพงหรือหูฟังที่มีอิมพีแดนซ์ใกล้เคียงกับแอมป์  การเลือกระดับอิมพีแดนซ์ของแอมป์ให้ถูกต้องจะทำให้การถ่ายทอดสัญญาณไฟฟ้าเกิดเป็นพลังงานบนหูฟังได้สูงสุด ศัพท์เทคนิคเขาเรียกว่า Maximum Power Transfer   อธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุดก็คืออิมพีแดนซ์ของแอมป์ต้องเท่ากับอิมพีแดนซ์หูฟังถึงจะดีที่สุดหรือถ่ายทอดพลังงานเสียงไปที่หูฟังได้มากที่สุด



ความประทับใจแรกเลยกับ Woo WA6 ก็คือ น้ำหนักตัวเครื่องที่หนักมาก  มันวางบนโต๊ะได้อย่างมั่นคง  การเสียบสายสัญญาณ RCA ด้านหลัง และการเสียบสายหูฟังจากด้านหน้าสามารถทำได้ด้วยมือเดียว  คือจับแจ๊คแล้วดันเข้าไปเลย ไม่ต้องใช้อีกมือมาประคองเพื่อกันตัวเครื่องขยับ  ทั้งการใส่และถอดแจ๊คทำได้อย่างนุ่มนวลด้วยมือข้างเดียว เครื่องไม่ขยับแม้แต่น้อย  นิ่งสะใจมาก เหมาะกับการวางตั้งโต๊ะแล้วชื่นชมความยอดเยี่ยมในการออกแบบอย่างที่สุด  นอกเสียจากว่าจะใช้สาย RCA ที่มีขั้วต่อแน่นผิดมนุษย์

มาถึงด้านน้ำเสียงกันบ้าง  แอมป์หลอดมีชื่อเสียงที่ดีกับเสียงกลางและแหลม  มันก็เป็นแบบนั้นไม่ผิดเพี้ยน  ความพริ้วความนุ่มละมุนละไมของเสียงร้องเป็นความรู้สึกประทับใจได้แทบจะทันทีที่ได้ยินเสียงร้อง  ความหวานในน้ำเสียงมีมากกว่าแอมป์โซลิทสเตทอย่างรู้สึกได้  เหมือนกับว่าเสียงกลางถูกเน้นให้เด่นชัดมากขึ้น  แต่ความเด่นชัดไม่ได้ทำให้เกิดอาการเสียงคมแต่อย่างใด  ถ้าแหล่งโปรแกรมบันทึกเสียงร้องมาแบบโชว์นักร้องโดยเฉพาะ การฟังแอมป์หลอดทำให้เคลิ้มได้ไม่ยาก

เสียงกีต้าร์คลาสิคผ่านแอมป์หลอด บางเพลง บางโน้ตทำให้รู้สึกเย็นอย่างประหลาด ความนุ่มหนาของเสียงกีต้าร์มีมาพร้อมความหวาน  รับรู้ถึงความเด้งหรือสะบัดตัวของสาย  มันถ่ายทอดรายละเอียดของเสียงเล็กๆเหล่านี้ออกมาอย่างพรั่งพรู  ใครชอบเสียงกีต้าร์คลาสิคน่าจะได้เสพผ่านแอมป์หลอดอย่าง Woo WA6 ตัวนี้  ยิ่งถ้าเป็นเพลงแนวฟิงเกอร์สไตล์ หรือโชว์ความเป็นอคูสติกของกีต้าร์จะยิ่งถูกใจ

มีคำพูดเกี่ยวกับแอมป์หลอดว่าเสียงต่ำจะไม่ค่อยดีนัก  จะมีอาการเบสคราง เบสยาน ซึ่งมันไม่เป็นจริงกับ Woo WA6 เพราะเบสที่ฟังจากอัลบั้ม The Hunter ของ Jennifer Warnes เป็นเบสที่กระชับ มีปริมาณมากแต่มีพื้นที่เฉพาะเจาะจงอย่างชัดเจน  คือโน้ตเสียงเกิดแล้วจบในบริเวณที่ชี้ชัดได้ ไม่ได้อื้ออึงครางทิ้งไว้ให้รู้สึกคลุมเครือ  เสียงกีต้าร์เบสที่เล่นโน้ตลงจังหวะกับเสียงกลองมันมีปริมาณที่ฟังรู้เรื่องและไล่ติดตามเสียงเบสได้ตลอดเพลง  เสียงกลองกระเดื่องแน่นและหนึบมีขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป  การฟังกลองกระเดื่องกับชุดหูฟังที่ต่อตรงกับเครื่องเล่นโดยไม่มีแอมป์บ่อยครั้งเราจะฟังกระเดื่องออกมาได้สองบุคลิกขึ้นอยู่กับบุคลิกของหูฟัง  อย่างแรกคือเบสเยอะกลองใหญ่มาก ความดังของย่านต่ำมีเยอะจนเสียงกลางขุ่น  กับอีกแบบคือเบสน้อยกลองได้ยินไม่ค่อยชัด ติดตามยากไม่รู้ว่าเสียงที่ได้ยินมันเหยียบกระเดื่องอย่างเดียวหรือมีโน้ตเบสประกอบอยู่ด้วย  การได้แอมป์มาช่วยขับหูฟังเราจะได้ยินเสียงต่างๆในย่านความถี่ต่ำได้ชัดเจนขึ้น เพราะแอมป์สามารถจ่ายกระแสได้มากและต่อเนื่อง  การควบคุมเสียงย่านต่ำจะทำได้ดี ทำให้การสั่นคลางต่างๆลดน้อยลงไปได้มาก  เบสที่โซโลผ่านการฟังด้วยแอมป์จะเป็นก้อนที่ชัดเจนกว่า คือความเบลอจะน้อยลง  จะรู้สึกได้ถึงตำแหน่งของเสียงเบสที่มั่นคง  แยกช่องไฟออกได้เด็ดขาดจากเสียงย่านต่ำอื่นๆที่มีอยู่ในเพลง

แผ่น Best Audiophile Voices 1 เพลง What a wonderful world  เสียงกลองกระเดื่องที่เล่นเบาๆคลออยู่ตลอดเพลงเมื่อฟังไม่ผ่านแอมป์เราจะรู้สึกแค่เพียงมีเสียงกระเดื่องย่ำอยู่เรื่อยๆ  แต่พอฟังผ่านแอมป์ WA6 ช่วยทำให้กระเดื่องมีหัวโน้ตที่กระแทกชัดขึ้น  อิมแพ็คของกลองที่กระชับและมีตัวตนที่ชัดเจน  เสียงเคาะฉาบและแฉในเพลงก็มีปริมาณความดังที่มากขึ้น ทั้งๆที่เสียงนักร้องดังเท่าเดิม  การทำหน้าที่ของ WA6 เพิ่มความสมบูรณ์ให้บทเพลงได้จริง

เสียงสแนร์ที่โดนฟาดลงไปเมื่อฟังแบบไม่ผ่านแอมป์ เราจะได้ยินเสียงกลางไปถึงแหลมที่ชัดและเด่นกว่าเสียงย่านกลางต่ำ  แต่พอต่อแอมป์แล้ว เสียงย่านกลางต่ำที่เคยมีอยู่ในระดับน้อยๆกลับมีปริมาณมากขึ้น  ทำให้เรารับรู้ได้ถึงแรงกระแทกหรือความตึงหย่อนของหนังกลองได้มากขึ้น  ได้อารมณ์การฟังที่ดีขึ้น  เสียงมีน้ำหนักมากขึ้น  มีแรงประทะที่ชัดเจนขึ้น  เพลงที่เน้นเบสและกลองจะได้ประโยชน์จากการใช้แอมป์ขับอย่างไม่ต้องสงสัย

เสียงเคาะขอบสแนร์ในเพลง Through The Years อัลบั้ม Breaking Silence ของ Janis Ian จะฟังได้ชัดเจนเลยว่าการฟังผ่านแอมป์จะให้เสียงที่ชัดและมีปริมาณที่มากขึ้น  เสียงของแข็งสองชิ้นที่กระทบกันมันต้องการพลังงานที่มากขึ้นเพื่อจ่ายให้กับหูฟัง  การฟังแบบต่อตรงกับเครื่องเล่นอย่าง iPod Video 60g ยังไม่สามารถขับหูฟังได้ดีเพียงพอ

การแยกแยะชิ้นดนตรีต่างๆทำได้ดี  จากดนตรีที่แต่ละเสียงจะมีอาการบวมเบลอมีขอบเขตทับซ้อนกันค่อนข้างมาก  แอมป์อย่าง WA6 ช่วยแยกแยะ จัดระเบียบของเสียงเหล่านั้นให้ห่างออกจากกันจนรู้สึกได้ว่ามีช่องไฟมากขึ้น  ฟังแล้วรู้สึกว่าน้ำเสียงจะสะอาดกว่าการฟังไม่ผ่านแอมป์  เปิดโอกาสให้เราติดตามแต่ละเสียงได้ง่าย  ทำให้ความสนุกในการฟังเพลงเพิ่มขึ้นอย่างมาก



ลองเอา WA6 ไปใช้กับหูฟังโอห์มต่ำดูบ้าง  คุณภาพเสียงที่เพิ่มขึ้นดูจะไม่มากเหมือนตอนที่ใช้งานกับหูฟังโอห์มสูง  แต่ก็ทำให้ความคลุมเครือในย่านเสียงเบสลดลงได้ก็คือมีโฟกัสที่ดีขึ้น  คล้ายกับว่าเครื่องเล่นต่อตรงกับหูฟังจะควบคุมการสั่นของตัวขับเสียงได้ไม่เต็มที่  พอต่อแอมป์ก็ทำให้การควบคุมดังกล่าวทำได้ดีและเนียนกว่า  เสียงเลยได้โฟกัสที่แม่นยำกว่า

เสียงร้องของนักร้องหญิงเป็นเสียงกลางที่ถูกโฉลกกับแอมป์หลอดอย่างมาก  ความหวานที่เคยมีอยู่มันก็หวานมากขึ้น  ให้ความกระฉับกระเฉง รู้สึกถึงความใสในน้ำเสียง  เสียงร้องมีโทนอุ่นให้รู้สึกได้  ซึ่งบางคนอาจเรียกว่าฉ่ำหวาน  ฟังไปเรื่อยๆแล้วไม่ค่อยอยากให้เพลงจบ  เสียงร้องของนักร้องชายก็ได้ผลที่ดีขึ้น  น้ำเสียงฟังลื่นไหล โปร่งสบาย  คลอกับเสียงอคูสติกกีต้าร์แล้วรู้สึกเหงาไปตามบทเพลงเลย

ความสงัดของ WA6 ทำได้อย่างเหนือชั้น  เมื่อไม่ได้ต่อสายสัญญาณแล้วทำการเปิดวอลลุ่มจนสุดก็ยังไม่ได้ยินเสียงรบกวนเล็ดลอดออกมา  เป็นลักษณะที่หาได้ยากจากเพาเวอร์แอมป์ทั่วไป  แหล่งโปรแกรมมีบุคลิกเสียงอย่างไร Woo WA6 ก็เป็นบุคลิกแบบนั้น แต่ขยายให้ดังขึ้น ควบคุมหูฟังได้ดีขึ้น  ทำให้เสียงเดิมมีคุณภาพมากขึ้น  ข้อดีมีเยอะมากมาย แต่ข้อเสียก็มีอยู่เช่นกัน  นั่นก็คือ ใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะได้เสียงที่คงที่  หลายครั้งที่อยากฟังเพลง แต่มีเวลาไม่มากนักทำให้ไม่ได้อรรถรสที่ดีจากแอมป์หลอดอย่าง Woo WA6 นอกจากนี้ การมีช่องรับสัญญาณขาเข้าเพียงชุดเดียวทำให้การเชื่อมต่อขาดความคล่องตัวลงไป  เพราะเท่ากับว่าเราต้องฟังเพลงจากแหล่งโปรแกรมชนิดเดียว  จะเปลี่ยนแหล่งโปรแกรมก็ต้องสลับสาย  ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ารำคาญมาก  ถ้าจะให้ดี Woo น่าจะออกแบบชุด selector มาเป็นอุปกรณ์เสริมให้มีหน้าตาเข้ากัน  ทำให้ได้สัก 2-3 ชุดจะเพิ่มความน่าใช้งานได้อีกมาก



ความสนุกของแอมป์หลอดยังมีอีกอย่างหนึ่ง  นั่นก็คือการเปลี่ยนหลอดเพื่อเปลี่ยนบุคลิกเสียง  หลอดที่ WA6 ใช้เป็นหลอดไม่ยอดนิยมระดับดารา  การหาหลอดมาเปลี่ยนอาจจะไม่ง่ายนัก แต่มันราคาไม่แพง  หลอด 6DE7 เคยมีขายในเมืองไทยคู่ละไม่กี่ร้อยบาท  ดูในอินเทอเน็ตก็แค่หลักสิบเหรียญ  เผลอๆ ถ้าย่องไปหาตามร้านซ่อมทีวีเก่าๆ อาจจะเจอหลอดเหล่านี้ก็ได้ 

Woo WA6 เหมาะกับใครบ้าง
เหมาะกับคนที่ใช้หูฟังขนาด Full size หรือ หูฟังโอห์มสูงขึ้นชื่อว่าขับยาก
เหมาะกับคนที่ต้องการใช้หูฟังให้ได้เต็มประสิทธิภาพ
เหมาะกับคนที่มีโต๊ะทำงานกว้าง สามารถวางแอมป์หลอดได้ไม่เดือดร้อน ซึ่งต้องเผื่อที่วางขาตั้งหูฟังด้วย
เหมาะกับคนที่มีเวลาให้กับการฟังเพลงสัก 1 ชั่วโมงต่อครั้ง  เพราะตอนที่คุณเปิดมันให้ร้อนจนเสียงดีแล้ว คุณจะไม่อยากปิด ไม่อยากคุยกับใคร  แม้แต่โทรศัพท์ก็อยากปิดเครื่องไปก่อน
เหมาะกับคนที่ยังไม่มี Headphone amp โดยตรง เพราะการลงทุนกับ Headphone amp จะไม่ทำให้คุณต้องอัพเกรดไปอีกนาน  แตกต่างจาก DAC และ player ที่คุณอาจต้องซื้อเพิ่มเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน 

Woo WA6 ไม่เหมาะกับใคร
ไม่เหมาะกับคนที่ต้องการเครื่องเสียงพกพาออกนอกบ้าน ฟังตอนเดินทาง ฟังฆ่าเวลานอกบ้าน
ไม่เหมาะกับคนมีหลายบ้าน  หรือคนที่ต้องฟังเพลงในทุกที่ที่เดินทางไป ถ้าต้องซื้อ Woo WA6 ติดบ้าน ไว้ที่ทำงาน ติดที่หอพักหรือ คอนโด มันเปลือง
ไม่เหมาะกับคนชอบซื้อของ ชอบช็อปปิ้ง  เพราะ Woo WA6 มันทำให้คุณเลิกซื้อไปได้อีกนาน  แต่จริงๆแล้วมันมี WA6 se รออยู่อีกตัวครับ

ข้อดี
เป็นแอมป์หลอดเสียงดี หน้าตาดี  หลอดราคาไม่แพง  กำลังขับเยอะ ต่อกับหูฟังได้หลากหลายตั้งแต่โอห์มต่ำถึงโอห์มสูง รายละเอียดเสียงดีทุกย่านตั้งแต่ความถี่ต่ำ กลางและสูง  ช่วยให้ฟังเพลงเพราะขึ้น

ข้อด้อย
มีช่องรับสัญญาณอินพุทน้อยไป 

สรุป
สิ่งที่แอมป์หรือเพาเวอร์แอมป์ใดๆควรจะทำให้ได้ก็คือ ต้องไม่เปลี่ยนเสียงของแหล่งโปรแกรม ไม่ควรทำให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งแย่ลง  ควรจะเป็นการขยายขนาดแต่เพียงอย่างเดียว  และถ้ามีบางอย่างดีขึ้นก็คือว่าเยี่ยมกว่าเดิม  มีแอมป์หูฟังบางตัวที่ฟังแล้วให้เสียงเบสที่มากเกินพอดี ผลก็คือเบสเยอะจนทำให้เสียงกลางเหมือนจะทึบลง  แบบนี้ไม่ถือว่าเป็นแอมป์ที่ดี  Woo WA6 เป็นเพาเวอร์แอมป์ที่ไม่เปลี่ยนเสียงของแหล่งโปรแกรม  ไม่ว่าคุณจะใช้แหล่งโปรแกรมในรูปแบบไหนก็ตาม  เช่น ipod หรือ cd walkman หรือแม้แต่ การฟังจาก ไฟล์ พร้อมด้วย DAC ตัวโปรด  ก็ตาม  Woo WA6 ทำให้การฟังเพลงจากแหล่งโปรแกรมเหล่านี้ได้รสชาดที่เข้มข้นมากขึ้น  กลองสนุกขึ้น เบสชัดกว่าเดิม  เสียงกลางมีเสน่ห์  เสียงสูงเสียงแหลมไปได้ไกลและเนียนขึ้น  และที่ดีไปกว่านั้นก็คือค่าตัวระดับเดียวกับหูฟังระดับกลาง  ถือว่าคุ้มราคาอย่างยิ่ง  จุดด้อยที่ดูเด่นชัดที่สุดก็คือมีช่องรับสัญญาณขาเข้าแค่ชนิดเดียว  ถ้าทำได้สักสองอินพุทน่าจะดียิ่งกว่านี้  Woo WA6 จะยังคงน่าใช้ไปอีกนาน จนกว่าจะไม่มีคนทำหูฟัง Full size ออกมาขาย  และในวันหนึ่งข้างหน้าเมื่อเวลาผ่านไปนานได้ที่ ถ้าคุณอยากขายออกไปมันก็มีราคาค่าตัวที่ไม่น้อย  เพราะเท่าที่ผ่านมาแอมป์หลอดซิงเกิ้ลเอนด์แทบทุกตัวที่เคยวางขาย  เมื่อผ่านไปหลายปี  ราคามือสองมันขายได้แพงกว่าวันที่ซื้อ  โดยเฉพาะถ้าเลิกผลิตไปแล้วยิ่งราคาดี  ผมแนะนำว่าให้ซื้อเก็บไว้เลยสองตัว  ใช้เองตัวหนึ่ง อีกตัวเก็บไว้  อีกห้าปีค่อยเอาตัวที่เก็บไว้ออกมาขายในราคาสองเท่าน่าลองไหม?

โดย: วุฒิชัย เจริญบุรี
SHARE:

Related Review & Article