Review & Article > หูฟังระบบ Planar Magnetic ทำงานอย่างไร


หลายๆท่านคงรู้จักถึงบริษัท Magnepan ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตลำโพงรายหนึ่ง ซึ่งทางบริษัทได้คิดค้นและพัฒนา เทคโนโลยีใหม่ขึ้นมา โดยได้จดทะเบียนชื่อเรียกว่า "Magneplanar" โดยหมายถึงเทคโนโลยี Planar Magnetic ซึ่งคนส่วนใหญ่จะไม่รู้จักชื่อนี้ อย่างไรก็ตามทาง Yamaha ได้ตั้งชื่อเทคโนโลยีหูฟัง Planar Magnetic ของบริษัทตนเองว่า "Orthodynamic" และตั้งแต่ที่เปิดตัวในปี 1976 หูฟัง(รวมไปถึงลำโพง) Orthodynamic จากทาง Yamaha (และจาก Fostex, MB Quart และยี่ห้ออื่นๆอีกมากมาย) ก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่ก็ในวงแคบ


Terminology คำศัพท์เบื้องต้น
ชื่อจริงๆของหูฟังชนิดนี้คือ Planar Magnetic Headphone แต่ว่าทางผู้ใช้หูฟังส่วนใหญ่เลือก ใช้คำว่า Orthodynamic ซึ่งเป็นศัพท์ที่ทาง Yamaha เป็นผู้ตั้งขึ้นมา (เช่นเดียวกับ Magneplanar จากทาง Magnepan) แต่ถึงจะเรียกชื่อว่าอะไร มันก็ไม่สำคัญเท่าภายในของหูฟัง และหลักการทำงานของมัน

ชื่อเรียกที่ค่อนข้างขั้นสูงขึ้นมาอีกหน่อยนั่นก็คือ "Isodynamic" ซึ่งหมายความว่า "มีกำลังเท่าๆกัน" หมายถึงพื้นที่ที่มีปริมาณขั้วสนามแม่เหล็กไฟฟ้าอยู่เท่าๆกันทั้งบวกและลบที่อยู่ในตัว driver โดยที่มีการใส่ตัวนำไฟฟ้าเข้าไปด้วย ระบบ Isodynamic มีอยู่ในอุปกรณ์หลายๆอย่างด้วยกัน เช่น เครื่องคัดแยกด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ที่สามารถแยกสิ่งที่อยู่ในวัตถุที่มีค่าการนำแม่เหล็กต่างๆกัน ดังนั้นในโลกของหูฟัง คำว่า Orthodynamic, Isodynamic และ Planar Magnetic นั้นหมายถึงสิ่งเดียวกัน แต่คำศัพท์ที่ถูกต้องจริงๆนั่นก็คือ “Planar Magnetic”



The Planar Magnetic Operating Principle หลักการทำงาน
หูฟัง Planar Magnetic นั้นเป็นหูฟังที่อยู่กึ่งกลางระหว่างหูฟังชนิด Dynamic และ Eletrostatic โดยมีหลักการทำงานคล้ายกับหูฟังทั้งสองชนิดข้างต้น ส่วนที่เหมือนกับหูฟังชนิด Dynamic นั้นก็คือการใช้สนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่อยู่รอบๆตัวนำที่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านเพื่อทำการขับ Driver และในส่วนที่เหมือนกับ Electrostatic นั่นก็คือแผ่นไดอะเฟรมที่อยู่ในตัวหูฟังนั้นเป็นแผ่นฟิล์มเรียบบางๆและนำไฟฟ้า (มีสายไฟและลายวงจร)

แม่เหล็กหลายๆแถวจะถูกจัดวางระหว่างแผ่นไดอะเฟรม โดยให้แผ่นไดอะเฟรมอยู่กึ่งกลางของสนามแม่เหล็ก (Isodynamic Magnetic Field) และเมื่อกระแสไหลผ่านตัวนำ ซึ่งหมายถึงสนามแม่เหล็กที่ถูกสร้างขึ้นโดยกระแสที่ไหลผ่านจะทำปฏิกิริยากับ Isodynamic ที่เกิดจากแม่เหล็กที่อยู่ภายใน ทำให้เกิดตัวนำไฟฟ้่าขึ้นมา และทำให้แผ่นไดอะเฟรมเกิดการสั่น จุดสำคัญของ Isodynamic ก็คือเพื่อที่จะให้กระแสไฟนั้นมีความสัมพันธ์กับไดอะเฟรมที่สั่น โดยมีกระแสที่คงที่ไม่ว่าตำแหน่งของตัวนำไฟฟ้าจะเคลื่อนไปจุดใด ซึ่งคุณภาพของ Isodynamic จะมีส่วนในเรื่องความเที่ยงตรงของเสียง และใช้วัดคุณภาพของหูฟังในส่วนของเรื่องการเพี้ยนของเสียงได้อีกด้วย


Advantages of Planar Magnetic Drivers  ข้อดีของหูฟังระบบ Planar Magnetic
Planar Sound Wavefront - ในเรื่องคาแรคเตอร์เสียงนั้นอาจจะเป็นจุดที่ได้เปรียบที่สุดของหูฟังชนิด Planar Magnetic เพราะหูฟังมาตรฐานที่เป็นชนิด Dynamic นั้นจะมีขนาดของ Driver ที่ค่อนข้างเล็ก และทำงานโดยการปล่อยคลื่นเสียงที่มีลักษณะกลมออกมา และเมื่อคลื่นเสียงกระทบกับใบหูจะเกิดการสะท้อนไปมาในรูปแบบที่แตกต่างจากคลื่นเสียงที่เกิดจาก planar และทำให้การโฟกัสของเสียงเมื่อเข้าไปในรูหูเราต่างจากที่ควรเป็น ซึ่งสรุปได้ว่าการสะท้อนของเสียงที่เกิดขึ้นนั้นจะทำให้เกิดการรบกวนเสียงที่แท้จริง และทำให้ Image ของเสียงเมื่อเราฟังนั้นเปลี่ยนไป เหมือนกับหูฟังStax Electrostatic, AKG K1000 และ Sennheiser HD800 นั้นถึงจะมี Ring-Radiator ที่ใหญ่ แต่ Planar Magnetic มีปริมาณ Planar Wavefront ที่มากกว่า ทำให้ได้ Imgage ของเพลงอย่างยอดเยี่ยม

Low Distortion ความเพี้ยนของเสียงต่ำ
หูฟัง Planar Magnetic จะไม่เหมือนกับหูฟัง Dynamic ที่จะให้กำเนิดเสียงที่จุดที่ Driver ติดตั้งอยู่ (ส่วนมากจะอยู่ตรงกลาง) แต่ Driver ของหูฟัง Planar Magnetic นั้นจะขยับทั้งหมดของพื้นที่ไดอะเฟรม ทำให้หูฟังชนิดนี้ไม่เจออาการเพี้ยนเมื่อเจอคลื่นความถี่สูงมากๆ

Large and Powerful Diaphragm ไดอะเฟรมที่ใหญ่และมีกำลังสูง
เมื่อเปรียบเทียบกับหูฟัง Dynamic จะพบว่าการที่ได้ให้หูฟังนั้นมีเบสที่ทรงพลังและกระชับนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะพื้นที่ของ Driver นั้นมีน้อย จึงต้องการการขยับของ Driver ที่มากเพื่อให้ได้ปริมาณเบสตามที่ต้องการ และหูฟังชนิด Electrostatic นั้นก็กำลังสนามแม่เหล็กไฟฟ้าค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับหูฟังชนิด Planar Magnetic จึงทำให้หูฟังชนิดนี้มีปัญหาในเรื่องการขับเบสเช่นเดียวกัน แต่ด้วยพื้นที่ที่ใหญ่ของหูฟัง Planar Magnetic ทำให้มันมีกำลังสนามแม่เหล็กที่สูงและทำให้อากาศเกิดการไหลผ่านและสั่นสะเทือนได้ตามต้องการ จึงทำให้หูฟังชนิดนี้มีคุณภาพในเรื่องของเบสมากที่สุด

Responsiveness ค่าการตอบสนองสูง
ด้วยแผ่นไดอะเฟรมใน Driver นั้นมีน้ำหนักที่เบามาก และภายในตัวหูฟังก็มีสนามแม่เหล็กปริมาณสูงอยู่ ทำให้ความสามารถในการส่งสัญญาณให้แผ่นไดอะเฟรมทำงานนั้นดีมากๆ ซึ่งเหมือนกับหูฟังชนิด Electrostatic ที่มีเสียงที่เที่ยงตรงและเปิดกว้าง

Easy on the Amplifier ไม่เลือกแอมป์นัก
หูฟัง Planar Magnetic นั้นไม่ได้ใช้การออกแบบ Voice Coil เป็นวงกลมเหมือนกับ Dynamic Driver ที่มีเรื่องของการเกิดค่าความเหนี่ยวนำทางไฟฟ้า ส่งผลไปถึงค่าอิมพิแดนซ์และเสียงของหูฟัง  ระบบ Planar Magnetic ได้ออกแบบ Voice Coil เป็นลักษณะคดเคี้ยว เฉลี่ยวางทั่วๆทั้ง Driver ไม่ได้วางทับซ้อนกัน ทำให้ไม่เกิดค่าเหนี่ยวนำทางไฟฟ้า ค่า Impedance จึงเป็นเพียงค่าความต้านทานอย่างเดียวเท่านั้น จึงทำให้สามารถเลือกแอมป์ใช้งานได้ง่าย แต่หูฟัง Planar Magnetic บางตัวก็ต้องการกำลังขับมากเหมือนกัน แล้วแต่การออกแบบของแต่ละบริษัท

The Disadvantages of Planar Magnetic Headphones ข้อเสียของหูฟัง Planar Magnetic

Damping อากาศ
เนื่องจากหูฟังชนิดนี้มีลักษณะสนามแม่เหล็กที่มีปริมาณมากจากขนาดแม่เหล็กที่มีขนาดใหญ่ จึงทำให้ต้องให้โครงสร้างของหูฟังมีขนาดใหญ่เพื่อรองรับขนาดของแม่เหล็ก ทำให้เกิดช่่องว่างที่มีอากาศอยู่ภายใน อากาศเหล่านี้จะทำให้เกิดการสะท้อนของเสียงทำให้เกิดอาการเพี้ยนได้ จึงทำให้แต่ละบริษัทคิดค้นและพัฒนาวิธีการแก้ไขที่จุดนี้ หรือผู้เล่นบางคนเลือกที่จะปรับแต่งด้วยตัวเองก็มีเช่นกัน

Weight น้ำหนั
ต่อให้แม่เหล็กแบบ Neodymium นั้นยอดเยี่ยมขนาดไหน แต่มันก็ยังมีน้ำหนักมากอยู่ดี จึงทำให้หูฟังชนิดนี้มีน้ำหนักมาก และอาจจะทำให้ผู้ใส่รู้สึกไม่ค่อยสบายในการใส่นัก

The Sound of Planar Magnetic Headphones เสียงของหูฟัง Planar
ตัวหูฟังชนิดนี้นั้นจัดได้ว่ามีเสียงที่ไม่ค่อยเป็นเอกลักษณ์เท่าไร จนกระทั่งมีบางบริษัท (HIFIMAN และ Audeze) ได้ผลิตออกมาและมีคาแรคเตอร์เสียงที่น่าสนใจ หูฟังของทั้งคู่นั้นออกมามาให้ตอบสนองต่อเบสได้อย่างดีเยี่ยม มันเป็นเบสที่กระชับ มีเนื้อที่สวย และลงได้ลึกทีเดียว โน๊ตแต่ละตัวที่ออกมาจากหูฟังนั้นไม่เหมือนที่ได้จากหูฟังตัวใดๆเลย

เสียงแหลมนั้นอาจจะเป็นปัญหาของหูฟังชนิดนี้ เพราะปัญหาเรื่องอากาศภายในที่กล่าวไปแล้ว ซึ่งเริ่มแรกนั้นทาง HIFIMAN ก็มีปัญหาในเรื่องดังกล่าว แต่ก็แก้ปัญหาเรื่อยมาตามรุ่นที่ออกมาใหม่เรื่อยๆ และล่าสุดรุ่น HE-500 ก็ถือว่าทำออกมาได้ดีทีเดียว ในส่วนของ Audeze LCD-2 นั้นดูจะมีปัญหาเรื่องนี้น้อยกว่า แต่ก็มีปัญหาเรื่องเสียงแหลมที่ไปได้ไม่ไกลมากสักเท่าไร

มิติของหูฟัง Planar Magnetic นั้นจัดได้ว่าทำได้ดีมาก ถึงแม้จะติดปัญหาในเรื่องของเสียงแหลมอยู่บ้าง ซึ่งเทคโนโลยี Planar Magnetic นั้นยังพัฒนาไปได้อีกมาก ซึ่งในอนาคตอาจจะแก้ปัญหานี้ได้ดีขึ้นไปอีกก็เป็นได้


แปลจาก innerfidelity.com
โดย Tyll Hertsens
โดย: Munkong Staff
SHARE:

Related Review & Article