Review & Article > ถาม-ตอบ กับ Charles Hansen จาก Ayre Acoustics

ถาม-ตอบ กับ Charles Hansen จาก Ayre Acoustics


Ayre Acoustics เป็นผู้ผลิตที่ผลิตครบทั้ง amplifiers, preamplifiers, integrated amplifiers, disc players, DACs, ADCs และอีกมากมาย แต่ในครั้งนี้เราจะให้ความสนใจไปที่ส่วนของฃั่งดิจิตอลที่เกี่ยวข้องกับการเล่นไฟล์เพลง ซึ่งไอเดียของการ ถาม-ตอบ ในครั้งนี้เกิดจากการพูดคุยผ่านทางอีเมลกับ Charles Hansen ผู้ก่อตั้งและออกแบบ โดยที่ผ่านมาผู้อ่านจะเคยเจอกับ list ของ NOS DAC ของผม ซึ่งในส่วนนี้ผมได้หวังไว้ว่าจากการพูดคุยกับ Charles Hansen ในครั้งนี้ จะทำให้เข้าใจถึงกระบวนการทำงานในส่วนของ D/A และนำไปสู่ความเข้าใจของ NOS DAC ให้มากขึ้น

“ช่วยบอกถึงประวัติของคุณที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบอุปกรณ์ดิจิตอลหน่อยครับ”

Ayre ก่อตั้งในปี 1993 และเรามีสัญญาข้อตกลงที่จะไม่แข่งกับทาง Avalon ในเรื่องของการสร้างลำโพง เราจึงเริ่มต้นด้วย power amp และตามด้วย preamp อย่างที่รู้กัน เราต้องการที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ในด้าน digital แต่ในช่วงนั้นมีข่าวลือกันถึงรูปแบบใหม่ (ที่เรียกกันว่า DVD) ออกมาอย่างมากมาย ดังนั้นทางเราจึงเลือกที่จะรอจนรูปแบบนั้นเปิดตัวใช้งาน

เมื่อสเปคของ DVD ถูกประกาศเมื่อเดือนธันวาคม 1996 พวกเขาได้เพิ่มระบบ 24bit/96kHz ในช่วงสุดท้าย ซึ่งน่าจะเป็นคำสั่งจากผู้ผลิตที่เป็นสปอนเซอร์ที่สนับสนุนระบบเสียงความละเอียดสูง และเมื่อผมรู้ข่าวจึงแจ้งต่อไปยัง Mike Hobson จาก Classic Record, David Chesky จาก Chesky Record, Kevin Halverson จาก Muse Electronics และ Jeff Kalt จาก Resolution Audio ทราบในทันที ผมรู้ว่าเราจะต้องร่วมมือกันทั้งฝั่งของ hardware และ software เพื่อที่จะทำให้มันสำเร็จ ซึ่งทาง Theta Digital และMark Levinson Audio (แผนกวิจัย) ได้ต่างคิดค้นและพัฒนาในส่วนนี้ จนหนึ่งปีต่อมาที่งาน CES ในปี 1998 เราทั้งหมดมีเครื่องต้นแบบหลายเครื่องและแผ่นอีกประมาณครึ่งโหลไปอวดโฉมในงาน และมันก็เป็นที่สนใจไม่น้อยทีเดียว

เราพยายามผลักดันนวัตกรรมใหม่ และทำบางอย่างที่ใหม่สุดๆในทุกๆผลิตภัณฑ์ของเราที่เราสร้าง และนี่คือรายการความสำเร็จที่ผ่านมา

· รายแรกของโลกที่ผลิตเครื่องเล่น DVD ระดับ audiophile grade ที่รองรับ 24bit/96kHz audio disc

· รายแรกของโลกที่ให้ผู้ใช้สามารถเลือก digital filter responses รวมไปถึงระบบ slow roll-off พร้อม improved transient response

· เครื่องเล่น DVD หนึ่งเดียวในโลกที่แยกวงจรของ เสียง และ ภาพ ออกจากกันอย่างสิ้นเชิง

· รายแรกของโลกที่ผลิตเครื่องเล่น DVD ระบบ progressive scan

·  รายแรกของโลกที่ผลิตเครื่องเล่น DVD ที่มาพร้อมกับ 14-bit video DACs

· ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการผลักดัน 12 และ 14 bit video DAC ชิปให้เข้าสู่ตลาดหลัก

· รายแรกของโลกที่เครื่องเล่น CD ระดับ audiophile นั้นใช้ computer ROM ในการส่งสัญญาณ – โครงการร่วมกับทาง Resolution Audio

·  รายแรกของโลกที่เครื่องเล่น CD นั้นใช้ทั้ง upsampling และ oversampling กับไฟล์ความละเอียด 1.4112 MHz ที่ 24 bits

·  รายแรกของโลกที่เครื่องเล่นสามารถเล่นแผ่นเพลงได้ทุกรูปแบบ

·  รายแรกของโลกที่ผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้ “Minimum Phase” digital filter responses รวมไปถึงทั้งระบบ “slow roll-off”  พร้อม improved transient response และระบบ “apodizing” ที่ใช้ลดเสียงรบกวนจาก digital filter เพื่อใช้ในการผลิตแผ่น

· รายแรกของโลกที่เครื่องเล่นสามารถทำ 16x oversampling ในครั้งเดียว ไม่เหมือนกับเครื่องเล่นทั่วไปที่ใช้วิธีการทำ filter 2 ครั้ง

·  รายแรกของโลกที่ผลิต  solid-state USB D/A พร้อม asynchronous data transfer control สำหรับวงจรที่ไร้ jitter

· รายแรกของโลกที่ผลิตเครื่องเล่นแผ่นที่รองรับทุกรูปแบบ (รูปและเสียง) พร้อมกับ asynchronous USB audio input

·  รายแรกของโลกที่ผลิต A/D converter พร้อมระบบ all-discrete, full-balanced, zero-feedback analog circuitry

· รายแรกของโลกที่ผลิต A/D converter พร้อม moving-average digital low-pass filters to achieve perfect transient response with zero overshoot, pre-ringing, or post-ringing.

“อะไรคือสิ่งที่องค์ประกอบของชิป DAC ตัวหนึ่ง ที่แตกต่างกันระหว่าง input และ output”

ในสมัยก่อนชิป DAC ทำหน้าที่แค่เป็นชิป DAC คุณป้อนข้อมูลเข้าไปทาง input และมันจะoutputออกมาเป็นกระแสที่ในจำนวนที่เท่ากันกับจำนวนที่ใส่เข้ามา และเมื่อเวลาผ่านไป ความต้องการอุปกรณ์ขนาดเล็กมีมากขึ้น ทำให้เกิดชิป DAC ราคาถูกที่กินไฟน้อย ซึ่งในกรณีเกิดจากการเปิดตัวของ iPod แต่ก็ยังมีตลาดสำหรับชิป DAC ประสิทธิภาพสูงอยู่ แต่ก็เหลืออยู่ไม่มาก แค่เกือบทั้งหมดของชิปในท้องตลาด ยกเว้น Burr-Brown PCM1704 ใช้รูปแบบการออกแบบ delta-sigma ที่ปกติจะมีแค่เพียง 6 bits เท่านั้น และพึงการ oversampling และ noise shaping เพื่อที่จะให้ได้ประสิทธิภาพที่น่าพอใจ

ซึ่งถ้าจะให้พูดง่ายๆ ยิ่ง bit ที่รองรับสูง ประสิทธิภาพของมันยิ่งดี แต่ถึงยังไงก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ นั่นก็คือ ความละเอียดของชิป DAC นั้นมีไม่เกิน 18 bits หรือจะเรียกว่า “marketing bits” ก็ได้ ซึ่งยกตัวอย่างเช่นเมื่อตอน Burr-Brown เปลี่ยนชิป DAC จาก 20-bits PCM1702 เป็น 24-bits PCM1704 สเปคอื่นๆนั้นไม่ได้เปลี่ยนตามไปเลย สิ่งที่เปลี่ยนคือมันสามารถเล่นไฟล์ digital 24 bits ได้เท่านั้นเอง

โดยทั่วไปชิป DAC ประสิทธิภาพสูงจะมีความสามารถดังต่อไปนี้

· data reformatter เพื่อเปลี่ยนชุดคำสั่งที่ input เข้าเป็นภาษาอีกภาษาหนึ่ง ซึ่งกระบวนการนี้จะแยกข้อมูลเป็นฝั่งซ้ายและขวา ซึ่งตามปกติแล้วชิปใหม่ๆจะมี channel อย่างน้อย 2 channel ขึ้นไป

· equalizer เพื่อแก้ไข frequency response ของแผ่นเก่าๆ ซึ่งจริงๆแล้วแผ่นเหล่านี้ค่อนข้างหายาก แต่ถึงอย่างไรก็จำเป็นเพื่อการเล่นแผ่นเพลงที่เหมาะสมของทุกๆแผ่น

· digital oversampling filter ซึ่งปกติในชิปรุ่นใหม่จะใช้ 8x

· interpolator เพื่อที่จะทำการ oversampling เพื่อให้ตรงกับของ modulator โดยจะแบ่งข้อมูลเพื่อที่จะป้อนให้กับ DAC เช่นที่ 24 bits จะถูกแบ่งเป็น 1 ถึง 6 bits เพื่อสำหรับ DACและ digital feedback loop ของมัน

อาจจะดูไม่ดีเท่าไร แต่ “interpolator” เกือบทั้งหมดจะใช้วีธีประมวลผลข้อมูลซ้าไปซ้ำมาไปเรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น modulator ทั่วไปจะทำงานที่ 64 x Fs (Fs = sample rate) ซึ่ง 8x oversampling filter ทำให้เราไปได้ครึ่งทางแล้ว ดังนั้นชิปเกือบทั้งหมดจะทำการประมวลผลซ้ำกันจำนวน 8 ครั้งเพื่อให้ได้ 8 x 8 = 64 ครั้งในการ oversampling ซึ่งอาจจะดูไม่สวยเท่าไร แต่ค่าใช้จ่ายก็เป็นตัวที่ให้ทำอย่างนี้

output ของ modulator จะอยู่ระหว่าง 1 ถึง 6 bits โดยทำงานอยู่ที่ 64 คูณด้วยอัตราของ input signal นี่จะทำให้เกิดการป้อนข้อมูลเข้าหลายแบบด้วยกัน และเปลี่ยนให้เป็นกระแสไฟในปริมาณเดียวกันกับข้อมูลที่ป้อนเข้ามา ซึ่งการป้อนข้อมูลเข้ามาแต่ละแบบก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียของมัน และมันก็ขึ้นอยู้กับที่ผู้ผลิตชิปว่าจะเลือกแบบไหน

และเมื่อกระบวนการแปลงสัญญาณเป็นกระแสเสร็จสิ้นแล้ว ต่อไปก็จะก็จะเป็นกระบวนการแปลงกระแสให้เป็นแรงดันไฟฟ้า โดยที่จุดนี้ผู้ผลิตส่วนใหญ่จะใช้  op-amp จัดการในส่วนนี้ ซึ่งวิธีนี้จัดว่าแย่ที่สุด มันอาจจะดูดีบนกระดาษ แต่จริงๆแล้วไม่มี op-amp ตัวไหนสามารถตามแรงดันที่ op-amp สร้างออกมาทัน

และสำหรับ DAC ที่ output เป็นแบบแรงดันไฟฟ้าแล้ว มันจะเป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้ผลิตสำหรับการผลิตขั้นสุดท้าย แต่นั่นหมายถึงผู้บริโภคจะเสียส่วนสำคัญในเรื่องเสียงไป เป็นที่แน่นอนว่าผู้ผลิตเหล่านี้ไม่มีผู้ที่เชี่ยวชาญเรื่องเสียงในการออกแบบ ซึ่งพวกเขาจะเลือกทำหนึ่งในสองข้อนี้

1. ใส่ op-amp ลงไปในชิป DAC เพื่อกระบวนการ current-to-voltage conversion และนี่จะทำให้ผู้บริโภคติดอยู่กับ op-amp ที่ใส่ลงไป ไม่มีทางที่จะเปลี่ยนหรือปรับแต่งได้เลย

2. ใช้ switched-capacitor output stage แทนการใช้ switched-source output stage ซึ่งการใช้ switched-capacitor จะเป็นการทำให้สูญเสียคุณภาพเสียงไป ยกตัวอย่างเช่น ลองนึกถึงขนาดและราคาของ capacitor ชนิด audio grade ที่ผลิตด้วย polystyrene หรือ teflon แล้วลองนึกว่ามันผลิตอย่างไร แล้วเสียงเป็นอย่างไร ถ้าหากมันเสียงดีจริง ผู้ผลิตระดับ high-end คงสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายและพื้นที่โดยใช้ capacitor จิ๋วๆพวกนี้ เหมือนกับที่ใช้ในชิป switched-capacitor DAC


“สำหรับชิป DAC สักตัว อะไรที่คุณอยากจะพัฒนาทั้งข้างในชิปและข้างนอกชิป?”

จริงๆแล้วเราต้องการทำข้างในชิปให้น่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะว่ามีสองเหตุผลในส่วนนี้

1. อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นกับ digital filter จะทำให้เกิด radiated RFI และ power-supply conducted RFIซึ่งทั้งสองอย่างจะไปรบกวนสัญญาณเสียง

2. ทุกอย่างในโลกอิเลคทรอนิคนั้นสร้างขึ้นโดยให้ราคาถูกที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ นั่นหมายความว่าเราสามารถทำได้ดีกว่าโดยทำภายนอกของชิป DAC ซึ่ง external current-to-voltage conversion นั้นสำคัญสำหรับการทำให้เสียงนั้นดีขึ้น เราสามารถพัฒนา digital filter แบบใดๆก็ได้ที่เราต้องการลงไปใน external FPGA รวมไปถึง minimum phase ถ้าจะให้พูดง่ายๆ เราทำด้วยตัวเองดีกว่า

“ช่วยอธิบายเรื่องสาเหตุและอาการของ pre-ringing และ pre-echo หน่อยครับ”

อันนี้ค่อนข้างง่าย โดยที่ filter ใดๆก็ตามที่สูงกว่า 6 dB/octave จะมีเสียงรบกวนตามมาด้วย เสียงรบกวนนี้สามารถลดได้โดยปรับ transition ให้เป็นแบบ gentle (ซึ่งตรงข้ามกับ sharp transition)

ในความเป็นจริงๆแล้วมันเป็นเรื่องค่อนข้างยากสำหรับการใช้ gentle transition กับ single rate audio (อย่างที่เจอใน CD) คุณมีแค่เพียง 2 kHz (20 kHz ถึง 22.05 Hz = Fs/2) เพื่อที่จะไปให้ถึงอย่างน้อยที่ 96 dB (16 bits) ของ attenuation ดังนั้นมันจึงมีสัญญาณรบกวนเยอะมาก เราสามารถลดสัญญาณรบกวนนี้ได้โดยการเริ่มต้นที่ 18 kHz แทนที่ 20 kHz นั่นจะช่วยตัดปัญาหาลงไปได้ครึ่งหนึ่งและได้ bandwidth เพิ่มขึ้นมาเป็นสองเท่าในการทำการ filtering นั่นหมายความว่าช่วยลดสัญญาณรบกวนลงสองเท่าด้วย โดยอาจจะสามารถทำได้มากกว่านี้

“Ayre QB-9 DAC ได้รับการยอมรับอย่างมากและมี single-pass 16x oversampling และ minimum phase filter คุณสามารถพูดถึงประโยขน์ในการออกแบบนี้ได้อย่างไรบ้าง?”

สองสิ่งนี้มีตัวแปรและประโยชน์แยกจากกันโดยสิ้นเชิง เมื่อทำการประมวลผลข้อมูลทั้งหมดในรอบเดียว (แทนที่จะทำสองครั้งติดๆกัน) นั้นต้องใช้อุปการณ์คำนวณที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เราจึงใช้ FPGA (Field Programmable Gate Array) ที่มี gate มากกว่าแสนชุดนั้นสามารถนำมาออกแบบให้ตรงกับความต้องการของเราได้ ในอดีตนั้น FPGA เป็นการออกแบบที่มีราคาสูง แต่ขณะนี้ราคาก็สมเหตุสมผลมากขึ้น (แต่ก็แพงเกินกว่าจะใช้อย่างกว้างขวาง)

ข้อดีของการประมวลผลครั้งเดียวนั่นก็คือสามารถแก้ไขข้อผิดพลาดจากการ oversampling ในแต่ละครั้งได้ แต่ถ้าคุณประมวลผลแบบ 16x oversampling โดยใช้ข้อมูลแบบ 2x สี่ชุด (เป็นวิธีที่มีราคาถูกที่สุด) จะทำให้ค่าความผิดพลาดเพิ่มขึ้นสี่เท่าด้วยกัน

จากที่ได้กล่าวข้างต้น minimum-phase filter จะมีสัญญาณรบกวนหลังจาก impulse ซึ่งเป็นการสะท้อนของเสียงตามธรรมชาติ และทำให้ minimum-phase filter มีเสียงที่เป็นธรรมชาติมากกว่า linear-phase filter

ผมคิดว่า linear-phase filter เป็นที่นิยมในขณะนี้เพราะว่าเวลาที่อุปกรณ์ตัวนั้นวางตลลาด จะมีการพัฒนาลำโพงชนิด linear-phase และทำให้ผู้คนคิดกกันไปเองว่า linear-phase นั้นเป็นสิ่งที่ดี ซึ่งตั้งแต่การออกแบบ FIR (Finite Impulse Response) digital filter ทั้งแบบ linear-phase และ minimum-phase ซึ่ง linear-phase สามารถทำได้ในราคาที่ถูกกว่า และ linear-phase นั้นได้ครองตลาดตั้งแต่เริ่มมีการออกแบบเกี่ยวกับ digital audio


“คุณได้บอกว่าทาง Ayre จะทำการเพิ่ม DSD เข้าไปในรุ่น QB-9 คุณมีแผนที่จะเปิดตัววันไหน และลูกค้าที่มี QB-9 อยู่แล้ว สามารถทำอะไรได้บ้าง?”

เราแทบไม่เคยกำหนดวันเปิดตัว เพราะจะกระทบต่อโครงการอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ที่เราสร้างขึ้นมานั้นใช้เทคโนโลยีใหม่ๆที่ไม่มีใครเคยใช้มาก่อน ซึ่งถือเป็นจุดแข็งและจุดอ่อนที่สุดของเรา นั่นหมายความว่าเมื่อเราเปิดตัว นั่นหมายความว่าผลิตภัณฑ์ตัวนั้นจะต้องมีการออกแบบที่ล้ำที่สุดและมีเทคโนโลยีใหม่ที่สุดและมีอายุผลิตภัณฑ์ในตลาดต่อไปอีกนาน แต่นั่นก็ทำให้เรามีเวลาในการคิดค้นและพัฒนา ซึ่งอาจจะทำให้เราวางตลาดผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ๆได้เพียงสองถึงสามตัวต่อปีเท่านั้น และพวกมันก็เกือบใช้เวลามากกว่าที่วางแผนไว้แทบทุกครั้ง

เมื่อสินค้าใหม่แต่กลับใช้เทคโนโลยีเก่าแล้วนำมาบรรจุลงในกล่องใหม่ มันง่ายมากที่จะคาดการณ์ถึงการออกแบบว่าใช้เวลานานเท่าไร แต่เมื่อคุณหันมาทำบางอย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน คุณจะพบกับปัญหาที่ไม่เคยถูกแก้ไขมาก่อนเช่นกัน โดยที่บางครั้งมันอาจจะใช้เวลาแก้ไขเพียงไม่กี่วัน แต่บางทีก็อาจใช้เป็นเวลาหลายเดือนเช่นกัน ด้วยผลลัพท์เช่นนี้ทำให้เราแทบจะไม่เคยทำงานตามกำหนดเลย

ในกรณีนี้จะเป็นการส่งสัญญาณ DSD ผ่าน USB โดยแปลลงให้ดูเหมือน PCM ซึ่งทางผมและคุณ Gordon Rankin ได้ปรึกษากันเมื่อหลายปีก่อนเมื่อตอนทีเราได้ข่าวว่าทาง Sony ประกาศเปิดตัวมาตรฐานแผ่นที่เรียกว่า DSD-Disc โดยพื้นฐานแล้วมันก็คือ SACD โดยที่ไม่มีการ copy protection ดังนั้นมันจึงสามารถเล่นบนเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องไหนก็ได้

เราได้ปรึกษากันแล้วว่าหากนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ก็คงทำได้อย่างง่ายดาย แต่ในที่สุดเราก็หาเหตุผลที่จะใช้มันได้ไม่เพียงพอ ในช่วงนั้น วิธีเดียวที่จะได้ไฟล์ DSD มาใช้ได้คือการ rip แผ่น SACD (ผิดกฎหมายในตอนนั้น) ลงในคอมพิวเตอร์ แต่ก็มีค่ายเพลงขนาดเล็กหลายค่ายเปิดให้บริการ download DSD โดยที่ dCS เป็นบริษัทแรกที่ประกาศมาตรฐานที่เราเรียกกันวันนี้ว่า DoP (DSD over PCM) โดยที่พวกเขาทำให้เป็นมาตรฐานเปิด และ Andreas Koch ซึ่งตอนนี้ทำงานอยู่ที่ Playback Design ที่เป็นผู้ออกแบบเครื่องบันทึกแผ่น SACD ต้นแบบ ได้ทำงานอย่างหนักเพื่อปรับปรุงมาตรฐานให้สมบูรณ์แบบ ภายใต้การแนะนำของ Gordon Rankin


ใน DAC USB ของเราทุกตัวนั้นได้รองรับ DSD อยู่แล้ว ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่อง่ายที่จะทำการเพิ่มเข้าไปผ่านการ upgrade firmware โดยที่เราอาจจะออกตัว upgrade ตัวอื่นหรือไม่ก็ได้ เพราะตอนนี้เรายังไม่ได้ตัดสินใจ

“นี่ทำให้นำไปสู่คำถามว่าการเล่นแบบ DSD และ PCM นั้น คุณคิดว่าระบบทั้งสองมีตัวไหนได้เปรียบกว่ากัน?”

ข้อได้เปรียบของ DSD คือไม่มี filter และการ ringing ในกระบวนการบันทึกเสียง มีการใช้งาน filter แบบเบาๆ ที่ playback โดยมีการ ringing น้อยที่สุด แต่มีข้อเสียคือ สัญญาณรบกวนจะสูงขึ้นเรื่อยๆในความถี่ที่สูงกว่า 20 kHz ทำให้ s/n ratio มีค่าต่ำเพียง 30 dB จาก output ทั้งหมด ดังนั้นช่วงความถี่ของ DSD จริงนั้นมีแค่ 30 หรือแค่ 40 kHz และมันยังต้องการอุปกรณ์ใหม่ทั้งหมด ไม่เพียงแค่สำหรับการเล่นเพลง แต่สำหรับการบันทึกด้วย

ในความเห็นของผม การใช้ quad-rate PCM ถือว่าเป็นแนวทางที่ดีที่สุด (176.4 kHz หรือ 192 kHz) โดยใช้ filter แบบบางมากๆ เพื่อป้องกันการ ringing ให้ได้มากที่สุด เพราะสามารถทำให้ทัดเทียมกับการใช้ DSD โดยไม่มีปัญหาสัญญาณรบกวนนอกความถี่เสียง และยังคงใช้ hardware เดิมได้อยู่ และนี่คือสิ่งที่เราทำใน QA-9 A/D converter

ในสมัยก่อน การเล่นเพลงที่มีความละเอียดสูงจะต้องใช้เครื่องเล่น DVD audio player หรือ SACD player ซึงในตอนนั้นสินค้าระดับ audiophile นั้นแทบไม่มีเลย จึงทำให้ไม่คุ้มค่าที่จะซื้อแผ่น SACD เพราะไม่มีเครื่องเล่นที่เหมาะสม แต่เมื่อมีการออกแบบระบบ computer-based digital playback เข้ามา ทำให้การเล่นไฟล์ PCM ที่มี sample rate สูงๆ และ DSD นั้นเป็นไปได้ ทำให้ทุอย่างเปลี่ยนไป เพราะในขณะนี้ไฟล์ audio ความละเอียดสูงสามารถหา download ได้ทั่วไปผ่าน internet

“ช่วยบอกถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่กำลังวางจำหน่ายของ Ayre หน่อยครับ”

ในเวลานี้เรามีผลิตภัณฑ์ต้นแบบอยู่กว่าสองโหลที่จะเลือกมาเปิดตัว และตอนนี้เรากำลังพยายามที่จะจบงานออกแบบ integrated amplifier ที่เสียงยอดเยี่ยมมากทีเดียว เราอยากทำ headphone amplifier และอาจจะทำอีกรุ่นหนึ่่งที่มี DAC ในตัวสำหรับคนที่ไม่มี computer audio system เรายังได้รับเสียงเรียกร้องให้ผลิตลำโพงออกมาตลอดถึงแม้ผมจะลาออกจาก Avalon เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว เราอยากทำ DAC แบบ multi input ซึ่งเรามีไอเดียใหม่ๆในการออกแบบแล้ว ส่วนตัวของผมอยากออกแบบหูฟังสักชุด เพราะผมมีไอเดียที่แตกต่างจากคนอืิ่นๆเกี่ยวกับวิธีปรับปรุงประสิทธิภาพ คงจะสนุกไม่น้อยสำหรับการออกแบบแอมป์ monoblock ในราคา 50,000 เหรียญ และก็คงจะสนุกเท่าๆกันที่จะออกแบบอุปกรณ์ราคาถูกที่ทุกๆคนสามารถซื้อได้ ของแบบนี้นั้นมีไม่รู้จบ มีเพียงคำถามว่าจะทำตัวไหนก่อนเท่านั้น


แปลจาก
http://www.audiostream.com/content/qa-charles-hansen-ayre-acoustics
By Michael Lavorgna • Posted: Oct 1, 2012 
โดย: Munkong Staff
SHARE:

Related Review & Article