Review & Article > รีวิว : Bose SoundLink II

รีวิว BOSE Soundlink MkII
29 Oct 2012
โดย วุฒิชัย เจริญบุรี 
pockethifi@gmail.com

เครื่องเสียงจาก  BOSE เป็นเครื่องเสียงที่ได้รับความนิยมทั่วโลก มีผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมตลาดหลายระดับ ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปจนถึงระดับแพงแต่ก็ไม่ได้แพงจนหาเหตุผลไม่ได้  เพราะผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงระดับ Home useของ BOSE ที่แพงที่สุด ก็ยังมีราคาระดับที่มนุษย์เงินเดือนจ่ายได้  ไม่ได้แพงหลุดโลกเหมือนของไฮเอนด์ยี่ห้ออื่นๆ



แนวทางการออกแบบเครื่องเสียงของ BOSE จะเป็นไปตามสโลแกนที่ว่า Better sound through research หรือแปลเป็นไทยก็คือเสียงที่ดีกว่าจากงานวิจัย แปลห้วนไปไหม?  ขอแปลอีกทีว่า เสียงของ BOSE ผ่านการวิจัยค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์มาแล้ว และเหมาะสมแล้วที่จะผลิตให้ชาวบ้านชาวช่องได้ใช้งานกันในราคาที่ไม่แพง  ซึ่งในประเด็นที่ว่าไม่แพงนั้นหลายคนอาจจะคาใจว่าทำไมผู้เขียนถึงคิดเช่นกัน  ไปอยู่ที่ไหนมา  เพราะเห็นกันอยู่ว่า ลำโพงคอมพิวเตอร์ของ BOSE รุ่นเล็กสุด สามารถซื้อลำโพงคอมพิวเตอร์อื่นๆที่ดูคล้ายๆกันได้ถึงสิบคู่

แม้ลำโพงบางคู่ของ BOSE จะแพงกว่าลำโพงไร้กำพืดถึงสิบเท่า  แต่ถ้าสืบค้นดูดีๆก็จะพบว่า BOSEยังมีราคาถูกกว่าลำโพงไฮเอนด์อื่นๆเป็นสิบเท่าหรือหลายสิบเท่าด้วยซ้ำไป  สิ่งที่น่าสนใจก็คือ BOSE ใส่อะไรมาในลำโพงของตนเองบ้างถึงทำให้มันน่าใช้และทำให้รู้สึกว่าราคาไม่แพง  คนที่ไม่เคยสนใจข้อมูลทางเทคนิคก็อาจจะรู้สึกว่าแพง  แต่ถ้าเปิดใจสักหน่อย ลองพิจารณาสิ่งที่ฝังรากลึกอยู่ในผลิตภัณฑ์ของ BOSE สุดท้ายจะรู้สึกว่าไม่แพงเลย



ถ้าสังเกตให้ดี ผลิตภัณฑ์ของ BOSE ส่วนใหญ่จะมีเทคโนโลยีล้ำสมัยกว่าคู่แข่งในตลาดอยู่หลายอย่าง  โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เป็นลำโพง  BOSE ได้สร้างมรดกสวยๆไว้ให้กับบ้านหลังหนึ่งด้วยการออกแบบลำโพงให้มีขนาดเล็กลง แล้วทำงานร่วมกับซับวูฟเฟอร์ที่วางแยกไว้ที่พื้น  ผนังบ้านแสนสวยก็ไม่ดูรกสายตา  เสียงที่กระหึ่มออกมาจากลำโพงที่เล็กเท่ากำปั้นช่วยให้เจ้าของบ้านสามารถดูหนังจบได้อรรถรสครบถ้วนโดยไม่รู้สึกว่าลำโพงเล็กเกินไป  เทคนิคการออกแบบลำโพงแบบแยกซับวูฟเฟอร์เราเรียกด้วยศัพท์ฝรั่งว่า Sub-sat หรือมีซับวูฟเฟอร์ทำงานร่วมกับลำโพงแซทเทิ้ลไล้ท์  นี่เป็นแค่ตัวอย่างเทคโนโลยีที่ BOSE มีให้ สุดท้ายทั้งวงการก็เลียนแบบและมีผลิตภัณฑ์แนว Sub-sat กันเต็มไปหมด

ขอย้อนกลับไปเล็กน้อยเกี่ยวกับประวัติของ BOSE   ตามประวัติผู้ก่อตั้งคือ Dr. Amar G. BOSE ซึ่งเป็นศาสตราจารย์อยู่ที่ MIT หรือ Massachusetts Institute of Technology  ก่อตั้งเมื่อปี คศ1964 โดยก่อนหน้านั้นเขาก็เรียนจบวิศวะสาขาไฟฟ้าจาก MIT ในปี คศ 1950 แล้วก็มาเป็นอาจารย์ในที่สุด  ลำโพงที่ BOSE ออกแบบจะมีที่มาจากปัญหา  ปัญหาเหล่านั้นคือ ลำโพงทั่วไปให้เสียงไม่เป็นธรรมชาติ  ไม่เหมือนการแสดงดนตรีจริงๆ  การออกแบบลำโพงในยุคนั้นยังเป็นยุคมืดอยู่  ยังไม่มีตำราเกี่ยวกับการออกแบบลำโพงเลย  สิ่งที่ BOSE  ทำก็คือ วิจัยแล้วสร้างทฤษฎีของตัวเองขึ้นมา แล้วก็พัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องการเพื่อวางขาย



การออกแบบลำโพงในปัจจุบันเราจะใช้พื้นฐานการออกแบบด้วยทฤษฎีของ Thiele and Small กันประมาณ 50% ของสินค้าทุกยี่ห้อในโลก  ซึ่งทฤษฎีนี้มีความสำคัญต่อวงการลำโพงอย่างใหญ่หลวง  สามารถเทียบเคียงได้กับกฏฟิสิกส์สำคัญๆได้เลย  เช่นถ้าในวงการไฟฟ้ามีกฏ I = V/R  หรือ วงการฟิสิกส์มีกฏการเคลื่อนที่ของนิวตัน  วงการคณิตศาสตร์มีแควคูลัส  วงการลำโพงก็คือ Thiele and Small parameter  อีก50% ที่เหลือคือการออกแบบที่ไม่ใช้หลักการใดๆเลยนั่นคือมั่วทำส่งๆไป  และไม่มีใครเลยที่ออกแบบโดยอาศัยเทคนิคของ BOSE นั่นเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีแบบที่ BOSE มีได้นั่นเอง

BOSE พัฒนาลำโพงด้วยทฤษฎีของตนเองก่อนจะมี Thiele ans Small เกือบสิบปี  โดยการพัฒนาระบบลำโพงที่ส่งเสียงรอบตัวเพื่อให้เกิดเสียงสะท้อนไปรวมกับเสียงหลัก  มีชื่อเรียกทางเทคนิคว่า Direct-Reflecting ซึ่งอยู่ในลำโพงรุ่นท๊อป อย่าง BOSE 901 เจตนาเพื่อจำลองเสียงการแสดงดนตรีให้เหมือนกับดนตรีจริงๆที่มีเสียงมาจากเครื่องดนตรีและเสียงที่มาจากการสะท้อนของห้องนั่นเอง  ผลการออกแบบแนวทางนี้ทำให้ BOSE ได้รับความสนใจและมีชื่อเสียงต่อเนื่องมายาวนาน  และภายหลังก็มีผลิตภัณฑ์ลำโพงใหม่ๆที่มีเทคโนโลยีเฉพาะตัวออกมามากมาย



เมื่อพูดถึงลำโพงสำหรับการฟังเพลงทั่วไป  เราจะนึกถึงลำโพงระบบสเตอริโอ มีสองตู้สำหรับซ้ายและขวา  บ้างก็เป็นตู้เล็กเอาไว้บางบนขาตั้ง หรือหิ้งหนังสือ  บ้างก็เป็นลำโพงตั้งพื้นขนาดสูงเป็นเมตร  ลำโพงแนวทางที่กล่าวมานี้เป็นลำโพงที่ออกแบบบนพื้นฐานของแนวคิดปกติ  คือให้ดอกลำโพงทำหน้าที่ผลักอากาศ โดยตัวดอกลำโพงจะต้องยึดติดกับผนังตู้ลำโพงอย่างแข็งแรง  และต้องทำให้ผนังตู้ลำโพงไม่สั่นไปตามการขยับของดอกลำโพงด้วย

เทคโนโลยีการผลิตลำโพงเป็นสิ่งที่พัฒนาได้ยากยิ่ง  เพราะการสร้างคลื่นความถี่เสียงในย่านต่ำเป็นเรื่องของฟิสิกส์  จะต้องมีชิ้นส่วนที่ผลักอากาศในปริมาณมากเพื่อสร้างแรงกระเพื่อมของคลื่นอากาศจนเป็นเสียงให้เราได้ยิน  การผลักอากาศปริมาณมากๆต้องอาศัยตัวขับเคลื่อนที่มีพื้นที่หน้าตัดเยอะๆ  เราจึงได้เห็นซับวูฟเฟอร์มีดอกลำโพงขนาดใหญ่ มีระยะการขยับลึกมากเป็นพิเศษ  ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นเพราะลำโพงต้องผลักอากาศปริมาตรเยอะๆนั่นเอง  ยิ่งต้องการความถี่ต่ำมากเท่าไร  ดอกลำโพงก็ยิ่งต้องมีขนาดใหญ่มากขึ้นเท่านั้น



แต่ก็ยังพอมีเทคนิคอื่นๆที่นำมาใช้สร้างเสียงเบสหรือความถี่ต่ำโดยที่ไม่ต้องอาศัยดอกลำโพงขนาดใหญ่  วิธีการก็คือ ใช้ลำโพงดอกเล็กแต่ใช้หลายตัวทำหน้าที่แทนดอกใหญ่ตัวเดียว  ซึ่งเราจะเห็นได้จากลำโพงระดับบนของ  BOSE จะมีดอกลำโพงอยู่เป็นจำนวนมาก  ทุกดอกจะส่งสัญญาณเสียงได้เหมือนกัน  ต่างคนต่างช่วยกันส่งเสียง พลังงานโดยรวมจึงเยอะขึ้น  ส่วนในรุ่นที่เป็นขนาดเล็กก็จะใช้หลักการอื่นๆมาช่วยส่งเสียงย่านความถี่ต่ำซึ่งมีอยู่หลายเทคนิคด้วยกัน  ไม่ว่าจะเป็นการประมวลผลด้วยวงจร DSP เพื่อแยกองค์ประกอบของความถี่ต่ำให้เป็นชุดความถี่ฮาร์โมนิคที่สัมพันธ์กันแล้วให้ลำโพงรับสัญญาณความถี่ฮาร์โมนิคทั้งหลายนั้นเพื่อเปลี่ยนเป็นเสียงแทน  แทนที่จะเป็นสัญญาณความถี่ต่ำจริงๆ  ซึ่งเป็นการนำคณิตศาสตร์เรื่อง Furior Transform มาประยุกต์ใช้   หรือเทคนิคการเพิ่มเสียงเบสโดยอาศัยท่อลมที่คดเคี้ยวไปมาเพื่อสร้างทางเดินอากาศให้คลื่นเสียงได้ฟอร์มตัวย่านความถี่ต่ำได้มากชึ้น ซึ่งเป็นเทคนิคของการออกแบบลำโพงตู้ทรานสมิชชั่นไลน์ชนิดหนึ่งที่เลียนแบบได้ยาก และนอกจากนี้ยังมีเทคนิคแพสซีฟเรดิเอเตอร์หรือระบบที่ใช้ดอกลำโพงเฉพาะกิจมารับแรงสั่นจากลำโพงหลัก แล้วลำโพงเฉพาะกิจก็สั่นตามเพื่อสร้างเสียงเบสให้ออกมาอีกทีหนึ่ง  ซึ่งเทคนิคสุดท้ายนี้ถือเป็นผลงานมาสเตอร์พีชของ BOSE เลยทีเดียว

BOSE สามารถทำลำโพงเล็กให้มีเสียงใหญ่โตได้เกินตัวไปมากยิ่งกว่าคู่แข่งรายอื่น ลำโพง Sub-sat ในอนุกรม Acoustic mass สร้างชื่อเสียงมานานหลายสิบปี  ทุกวันนี้ยังขายอยู่และดูจะยังคงนิยมต่อไปอีกนาน  จุดเด่นที่คุณภาพเสียงเหมือนลำโพงใหญ่ แต่ขนาดจริงเล็กนิดเดียว  ทำให้  BOSE เข้าสู่ตลาดลำโพงคอมพิวเตอร์และได้ทำลำโพงสำหรับคอมพิวเตอร์ออกมาหลายรุ่น  ทุกรุ่นขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ลำโพงคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะอย่าง Copanion2 เป็นรุ่นที่อยู่ในตลาดมานานเกือบสิบปี มีการปรับโฉมสองครั้ง  ใช้เทคนิคสร้างเสียงเบสแบบเอาลำโพงเล็กพร้อมช่องลมขนาดย่อมเยามาทำงานร่วมกัน และใช้วงจร DSP เพื่อประมวลผลช่วยอีกแรง  ใครเดินผ่านแล้วได้ยินน้ำเสียงใหญ่โตจะต้องเหลียวมอง ชำเลืองดูใต้โต๊ะว่ามีซับวูฟเฟอร์ซ่อนอยู่หรือไม่  เพราะขนาดของ companion2 มีขนาดเท่าฝ่าเท้าคน ถ้าให้คนนอนราบบนพื้น ฝ่าเท่าที่ตั้งอยู่จะขนาดเท่ากับ companion2พอดี จากนั้นก็พัฒนาต่อไปเป็น รุ่น Music Monitor ที่ขนาดเล็กลงกว่าเดิม พัฒนาดอกลำโพงใหม่ให้ตอบสนองความถี่ได้กว้างและเที่ยงตรงกว่าเดิม  และได้ใช้เทคนิคพาสซีพเรดิเอเตอร์เข้ามาช่วยสร้างเสียงย่านความถี่ต่ำ  ทำให้ Music Monitor คือลำโพงเสียงดีที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก  แล้วสุดท้ายเทคนิคนี้ก็มาอยู่ใน Soundlink อันเป็นลำโพงที่ตั้งใจทำให้มาให้พกพาได้สะดวก  สามารถใช้งานกับเครื่องเสียงทั่วไป และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่มีระบบbluetoothได้  โดยเฉพาะการใช้งานกับ Smartphone และ Tablet ต่างๆที่รองรับbluetooth  เจ้า BOSE Soundlink  ได้รับการตอบรับที่ดีมากและได้มีการปรับปรุงเป็นเวอร์ชั่น 2 ภายในเวลาเพียงปีเดียว  และเป็นที่มาของการทดสอบในครั้งนี้

ข้อมูลทั่วไปของผลิตภัณฑ์
BOSE Soundlink mk2 เป็นลำโพงขนาดพกพา ส่งเสียงเตอริโอในบอดี้เดียวกัน  ขนาดใหญ่เท่ากล่องพิซซ่าถาดกลางแล้วแบ่งครึ่งด้านหนึ่งออกไป สามารถพกพาด้วยมือเดียวได้  ตอนใช้งานก็เปิดฝาด้านหน้าแล้วจับวางบนโต๊ะเท่านั้น  การทำงานของหลักของ Soundlink คือการรับสัญญาณเสียงผ่านระบบbluetooth  และมีช่องรับสัญญาณด้วยสายทางช่อง Aux อีก 1 ชนิด  มีแบตเตอรี่ในตัวสามารถงานได้ต่อเนื่อง 8 ชั่วโมง  เวลาในการชาร์จไฟให้เต็มจะอยู่ที่ประมาณ 3 ชั่วโมง  อแด๊ปเตอร์ที่ให้มาให้กำลังไฟ 17โวล์ท 1000 มิลลิแอมป์ หรือคิดเป็นวัตต์ได้ 17 วัตต์  ไม่มีสาย mini to mini มาให้

ข้อมูลละเอียดตามนี้
กว้างx สูง x ลึก  24.4 x 13 x 4.8 เซ็นติเมตร
น้ำหนัก 1.3 กิโลกรัม
ช่องรับสัญญาณขาเข้า
Bluetooth รับได้ไกล 30 ฟุต
ช่องAux 3.5 มม.
แบตเตอรี่ภายในใช้งานได้ 8 ชั่วโมง ใช้เวลาชาร์จไฟจนเต็มประมาณ 3 ชั่วโมง
อแด๊ปเตอร์ไฟบ้าน รองรับ 110-240V ให้ไฟออก 17 v 1000ma



ทดลองฟัง
เมื่อได้ของมาก็จัดการต่อสายอแด๊ปเตอร์เพื่อชาร์จไฟเข้าสู่แบตเตอรี่ แล้วก็ลองต่อสายสัญญาณเสียงเข้าทางช่อง mini 3.5mm ต้นทางเป็น  ipod  เพื่อทดลองฟังคร่าวๆ  และได้ทดสอบการรับสัญญาณเสียงผ่านทางbluetoothว่าทำงานได้ปกติหรือไม่  เมื่อทดสอบแล้วว่าปกติทุกอย่างก็ทำการเปิดทิ้งไว้ตลอดไม่ปิดเครื่องเลย  มีบางทีที่ออกจากบ้านก็หิ้ว Soundlink ขึ้นไปฟังบนรถด้วย เปิดเครื่องทิ้งตลอดด้วยแบตเตอรี่ในเครื่อง  กลับมาถึงบ้านก็ค่อยเสียบชาร์จไฟเพิ่มเติม



ปุ่มปิดปิดและสั่งการต่างๆของ Soundlink อยู่ด้านบนตัวเครื่อง ประกอบไปด้วยปุ่มทั้งหมด 6 ปุ่ม เริ่มจากด้านซ้ายเป็นปุ่มเปิดปิดเครื่อง  ถัดมาเป็นปุ่มเลือกช่องสัญญาณ Aux  ถัดมาเป็นปุ่มเลือกช่อง bluetooth   ปุ่มที่ 4 เป็นปุ่มปิดเสียงชั่วคราว ปุ่มที่ 5 เป็นปุ่ม
ลดเสียง ปุ่มสุดท้ายด้านขวามือเป็นปุ่มเพิ่มเสียง 



ส่วนด้านหลังก็เป็นช่องต่อสัญญาณเสียง Aux อยู่ด้านซ้าย  ตามมาด้วยช่อง Micro usb เอาไว้ทำการ service และช่องสุดท้ายคือช่องเสียบไฟเลี้ยง DC 17-20V

ความปราณีตในการออกแบบปุ่มสั่งการของ BOSE soundlink ทำได้ดีเยี่ยม  เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยที่ได้ใช้งานระบบ  bluetooth ที่ไม่เรื่องมาก  ถ้าใครเคยใช้ small talkระบบ bluetoothกับโทรศัพท์ที่เป็น bluetooth สิ่งที่น่าปวดหัวมาตลอดตั้งแต่สิบปีที่แล้วจนกระทั่งปีนี้ก็ยังไม่หายไป  นั่นก็คือการเปิดปิดเครื่อง small talk ที่มีวิธียุ่งยาก ต้องกดค้างกี่วินาทีเพื่อเปิดเครื่อง  ตอนปิดเครื่องก็ต้องกดค้างนานๆหน่อยเพื่อให้ดับไปเอง  ถ้าจะ PAIR จับคู่กับอุปกรณ์สักตัว ก็ต้องกดปุ่มค้างนานกว่าปกติ เป็นเรื่องน่าเบื่อไม่เสื่อมคลาย  แต่ bluetooth ของ BOSE ทำให้เรื่องน่ารำคาญพวกนี้หายไป ปุ่มเปิดปิดทำงานตามสั่ง ไม่ต้องกดค้าง กดเพื่อเปิด กดเพื่อปิด ไม่ต้องเรื่องมาก  ถ้าอยากฟังเพลงจากช่อง Aux ก็กดปุ่ม Aux เท่านั้น มันก็จะส่งเสียงจากช่องนี้ออกมาให้ฟังได้ทันที  แม้จะปิดเครื่องอยู่ เรากดแค่ปุ่ม Aux มันก็ทำงานได้เช่นกัน  ส่วนปุ่ม bluetooth ก็ทำงานได้ง่าย กดค้างสักครู่เพื่อให้เครื่องจับคู่ แล้วหลังจากนั้นก็ไม่ต้องกดอะไรอีกเลย เมื่อจับคู่กันเสร็จแล้ว  เวลาต้องการฟังผ่าน bluetooth ก็แค่กดปุ่มนี้เท่านั้น มันก็จะต่อสัญญาณให้อัตโนมัติ  ที่สำคัญ ไม่เคยรวนเลย  ไม่เหมือน หูฟัง bluetooth ที่ผมใช้งานอยู่ประจำ รวนได้วันละหลายครั้ง

ที่ชอบอีกอย่างก็คือ เมื่อฟังเพลงอยู่แล้วต้องการปิดเครื่อง แค่กดปุ่มปิดทีเดียวทุกอย่างดับหมด ง่ายดี  หรือ แค่เอาหน้ากากมาปิดเท่านั้นทุกอย่างก็ปิดลง  เป็นความรู้สึกที่ดีว่าอุปกรณ์ทำงานตามสั่งได้ตรงใจ  คือเราไม่ต้องไปปรับตัวตามอุปกรณ์  การออกแบบแนวทางนี้เป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆที่ประทับใจมาก

มาถึงเรื่องเสียงกันบ้าง  การออกแบบมาให้รับสัญญาณbluetoothได้ก็ย่อมแสดงว่าตั้งใจให้ใช้กับ iphone ipod tablet หรือ smart device ใดๆได้ทั้งนั้น  BOSE ระบุไว้ในคู่มือว่าสามารถจำอุปกรณ์ต่างๆได้สูงสุด 6 ตัวล่าสุด  แปลว่าถ้าเคยผ่านการจับคู่กับอุปกรณ์ใดๆมาโชกโชนแล้วหลายสิบตัว  Soundlink จะจำเฉพาะอุปกรณ์ 6 ตัวสุดท้ายเท่านั้น  ถ้าได้เคยจับคู่กันแล้ว ไม่ต้องทำขั้นตอนจับคู่ใหม่อีกเลยสำหรับทั้ง 6 ตัวนี้  ผมหิ้ว BOSE ไปฟังในรถก็เปิดเพลงด้วย ipod touch  หิ้วติดตัวไปคุยงานกับลูกค้าก็เปิดเพลงด้วยมือถือ  เข้าไปอยู่ในบ้านก็เปิดเพลงด้วยipod เสียบผ่าน Dock ต่อเข้า  BOSE ทางช่อง Aux การเชื่อมต่อทุกอย่างให้คุณภาพเสียงใกล้เคียงกันมาก  ถ้าไฟล์ต้นฉบับเป็นไฟล์เดียวกัน เสียงมันแทบจะเหมือนกันเลย  นั่นแสดงว่าเสียง Bluetooth ใน BOSE คุณภาพไม่ขี้เหล่แต่ประการใด  จริงๆต้องบอกว่าเสียงจาก Bluetooth น่าจะเป็นพระเอกด้วยซ้ำ  เพราะอาจจะหาคนที่ซื้อ Soundlink แล้วเอาไปใช้แบบต่อสายได้ยากนั่นเอง

เสียงจาก Soundlink ให้คุณภาพเสียงได้ครอบคลุมทุกย่านความถี่  มีตั้งแต่เบสลึกไปจนถึงเสียงสูง  แต่ว่าปลายเสียงสูงจะไม่ใสเท่าลำโพงบ้านที่มีทวีตเตอร์ทั่วไป  เพราะ Soundlink ใช้ลำโพงแบบ Fullrange ที่รับภาระย่านต่ำไปถึงสูง  จึงเป็นเรื่องปกติที่ย่านเสียงสูงจะด้อยกว่าทวีตเตอร์  แต่ก็ใช่ว่าเสียงของ BOSE จะไม่เพราะ เพราะมันยังให้ความกลมกล่อมของเสียงเพลงได้ไม่ขาดหาย

เสียงกลางเป็นจุดเด่นที่น่าชื่นชม  เป็นผลมาจากการใช้ลำโพง Fullrange เช่นเดิมที่ใช้ดอกลำโพงส่งเสียงตลอดย่าน  ทำให้เสียงไม่ถูกแบ่ง  ไม่มีการใช้ครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์คมากั้นวงจรเสียง  ความต่อเนื่องของเสียงนักร้องจะมาเต็มที่  เสียงคน เสียงกีต้าร์ เสียงไวโอลิน จะฟังแล้วถูกใจกว่าลำโพงที่ออกแบบมาเป็นสองทาง หรือสามทาง

เสียงในย่านความถี่ต่ำ Soundlink ใช้ระบบพาสซีพเรดิเอเตอร์ช่วยปั๊มเสียงเบสเพิ่มเติม  เป็นเทคนิคที่ใช้กับลำโพงรุ่น music monitor ทำให้เสียงย่านความถี่ต่ำลงได้ลึก  การฟังเพลงที่มีเบสลึกๆกับลำโพงคอมพิวเตอร์ทั่วไปอาจจะไม่ได้ยินเสียงเบสลึกเหล่านี้เลย  แต่กับ Soundlink ยังคงมีเสียงต่ำลึกแบบนี้อยู่  คุณภาพเสียงโดยรวมของทั้งระบบจะดีไม่ดี ส่วนของเสียงต่ำจะเป็นตัวกำหนดความรู้สึกที่รับรู้เสียเป็นส่วนใหญ่  คำว่าเสียงอิ่ม ก็เป็นเพราะมีเบสมาเสริมกับเสียงกลาง  คำว่าเสียงมีพลังก็คือให้เบสได้เร็ว คือได้ปริมาณและความฉับไว  ให้เสียงได้ฉ่ำ ก็คือเบสผสมกับกลางแหลม  จะเห็นว่า เสียงเบสจะเป็นตัวกำหนดบุคลิกโดยรวมของลำโพงทั้งสิ้น

แนวเสียงของ Soundlink จะคล้ายกับ music monitor ซึ่งเป็นลำโพงคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็ก และเป็นรุ่นท๊อปสุดของ BOSE ในตลาดคอมพิวเตอร์  น้ำเสียงมีความสมบูรณ์อยู่ในตัว  ส่งเสียงดีๆเข้าไป มันก็ปล่อยเสียงดีๆออกมา  ส่งเสียงแย่ๆเข้าไป ก็ได้เสียงแย่ๆออกมาเช่นกัน  แต่ก็ใช่ว่าจะเอา Soundlink ไปเป็นมอนิเตอร์ในการออกแบบเครื่องเสียงอื่นๆ  เพราะ Soundlink ไม่ได้มีเสียงที่ขี้ฟ้องระดับนั้น

เสน่ห์ของลำโพง BOSE ที่เป็นระบบ Active ประการหนึ่งก็คือ ไม่ว่าจะเปิดเสียงดังหรือเบา เรายังคงได้ยินเสียงที่มีเบสและแหลมที่ครบถ้วน  สังเกตุจากลำโพงบ้านที่มีอยู่สักคู่ก็ได้  เวลาเราจะฟังเพลงในห้องฟังกับลำโพงตัวเก่งที่จัดวางบนขาตั้งอย่างปราณีต มีห้องฟังสุดหรู  เรามักจะต้องเปิดให้มันดังระดับหนึ่ง  เพื่อให้เสียงตลอดย่านความถี่เสียงทำงานได้เต็มที่  ก็คือเปิดดังในระดับการฟังปกติแล้วเราจึงจะรู้ว่าเสียงเบสมีอยู่ในเพลง  แต่ถ้าเราหรี่เสียงลงให้เหลือเบาๆ  กะว่าเปิดฟังเพลงไปด้วยทำงานไปด้วย  เสียงที่เบาลงจะทำให้เราไม่ได้ยินเสียงเบส  เพราะลำโพงมันส่งเสียงเบาเกินไป  อาการแบบนี้เป็นอาการปกติของลำโพงทุกตัวในโลก  แต่ลำโพงจาก BOSE ที่เป็น Active speaker จะแตกต่างออกไป  ด้วยเหตุที่มีภาคขยายอยู่ในตัว  BOSE ก็ใส่วงจรประมวลผลเพื่อรักษาโทนเสียงให้ดีอยู่ตลอดเวลา  ไม่ว่าจะฟังเพลงด้วยระดับความดังเท่าไรก็ตาม  ลองฟัง BOSE  ในระดับเบาๆ เราก็ยังคงได้ยินเบสลึกที่โอบอุ้มดนตรีทั้งหมดเอาไว้  เปิดให้ดังขึ้น เบสก็ดังขึ้นสม่ำเสมอกับกลางแหลม  เรียกว่า เบสของ BOSE มีตลอดเวลาที่เปิดเครื่อง  เปิดดัง เปิดเบา คุณภาพเสียงก็ดีใกล้เคียงกัน

หลายคนที่ได้ใช้งาน  BOSE ไปสักพักจะคุ้นเคยกับบุคลิกการปรับเสียงอัตโนมัติของ BOSE ไปโดยไม่รู้ตัว เมื่อไปฟังลำโพงอื่นๆที่ไม่มีตัวปรับโทนเสียงอัตโนมัติ  ถ้าฟังดังหน่อยก็ดีไป  แต่ถ้าฟังเบาเมื่อไหร่ต้องส่ายหัวทันที  เพราะเบสหาย เหลือแต่กลางแหลมกลายเป็นรำคาญไปได้ง่ายๆ


ลองฟังกับรายการวิทยุ online แล้วผมยิ่งชอบ soundlink ยิ่งกว่า music monitor เสียอีก เพราะคุณภาพใกล้เคียงกันแต่ Soundlink ย้ายที่ไปได้เรื่อยๆ  หน้ากากแบบพับได้ทำหน้าที่เป็นฐานรองเครื่อง เราจะเอา Soundlink ไปวางตรงไหนก็ได้ที่เราต้องการ  ผมลองวางในรถก็รู้สึกดี  ด้วยกำลังขับที่ไม่มากมายมันส่งเสียงตอนรถวิ่งเร็วจะไม่รู้สึกว่าเสียงดีเพราะกำลังมันน้อยเกินไป  แต่ถ้ารถจอดติดไฟแดง หรือวิ่งด้วยความเร็วไม่มาก  รอบเครื่องยนต์สูงไม่เกินพันห้าร้อยรอบ  เสียง Soundlink ในรถมันก็เพราะดี



เอา Soundlink ไปวางที่ห้องรับแขก  พื้นที่ห้องโถงในบ้าน  มันให้เสียงที่คมชัดน่าฟัง และให้ความรู้สึกว่าเสียงเต็มห้อง  ช่วยให้การใช้ชีวิตในบ้านมีความคักคัก มีดนตรีที่ไม่รำคาญหู  คำว่าเสียงเต็มห้องศัพท์ฝรั่งเขานิยมใช้คำว่า fill  the room ผมไม่รู้ว่าจะหาคำอธิบายเป็นภาษาไทยว่าอะไร  แต่การฟังเพลงในห้องๆหนึ่งเมื่อคุณฟังไปทำงานไป แล้วเดินไปปิดเพลง  เมื่อนั้นแหละคุณจะรู้สึกว่าอาการ fill the room คืออะไร เพราะคุณเพิ่งยกเลิกการ fill the room นั่นเอง  ก็คือดนตรีหายไป มันกลายเป็นอาการโหวงเหวง  แต่ถ้าคุณ  fill the room ด้วยลำโพงคุณภาพต่ำ  คุณจะรู้สึกเลยว่าความเงียบมีค่าเพียงใด



ถ้าจะให้เปรียบเทียบ การใช้  Soundlink เหมือนการใช้งานระบบลำโพงที่มีซับวูฟเฟอร์  ระบบเสียงที่ซับวูฟเฟอร์ทำงานลงตัวกับลำโพงคู่หลักแล้วคุณจะฟังเพลงได้อย่างเพลิดเพลิน  เบสสนุก กลางสบาย แหลมใส  ฟังไปกลางเพลงแล้วเดินไปปิดซับวูฟเฟอร์แล้วคุณจะรู้สึกว่าเฮ้ย อะไรมันหายไป เบสหาย  ฟังแทบไม่ได้แล้ว  อาการแบบนี้คือบุคลิกของเสียงเบสที่ช่วยเสริมน้ำหนักของเสียงทุกเสียงตลอดย่าน  Soundlink คือตัวแทนของระบบเสียงที่มีซับวูฟเฟอร์ แต่ดัดแปลงย่อส่วนให้กระทัดรัด จัดวางง่าย เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้งานได้ไม่ต้องพึ่งพาห้องฟังเต็มรูปแบบ  กำลังขับที่น้อยไปหน่อยตามลักษณะการออกแบบจะทำให้คุณฟังดังมากไม่ได้  แต่การฟังเพลงทั่วไปที่ไม่ใช่ดูหนัง  Soundlink รับมือได้สบายๆ  ถ้าลองเอาลำโพงไฮเอนด์ ขนออกมาจากห้องฟัง เอาแอมป์หลอดสุดแพงมาเปิด ทุกอย่างวางบนโต๊ะของห้องรับแขก  เปิดในระดับที่คุณนั่งฟังคนเดียว  กะว่าฟังไปทำงานไป ไม่ได้ดังระดับปกติเหมือนในห้องฟัง  เชื่อว่า Soundlink จะกลายเป็นเทพ แล้วชุดไฮเอนด์กลายเป็นเครื่องเสียงแถมในแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ขายทุกอย่างข้างๆซุปเปอร์มาเก็ตไปเลย 

จุดเด่น
น้ำเสียงกลมกล่อม เป็นตัวแทนของลำโพงเสียงฟังสบาย
พกพาได้ มีแบตเตอรี่ที่เยอะพอจะให้ใช้งานได้ถึง 8 ชั่วโมง  ถ้าใช้ทางช่อง Aux อาจได้ถึง 10 ชม.
รับสัญญาณเสียง Bluetooth ระยะการรับทำได้ค่อนข้างไกล

จุดด้อย
ถ้าปลายเสียงใสไปได้สุดเหมือนลำโพงบ้านขนาดใหญ่  จะถือว่าแทบไม่มีที่ติ

BOSE Soundlink เหมาะกับใครบ้าง
เหมาะกับคนที่ต้องการลำโพงพกพาสักตัวที่ขนาดไม่ใหญ่เกินไป มีน้ำเสียงที่ดี ฟังได้นานไม่ล้าหู มีแบตในตัวที่ใช้งานได้ยาวนาน
เหมาะกับคนที่ต้องการใช้งานลำโพงร่วมกับ Bluetooth สามารถย้ายลำโพงไปวางในที่ต่างๆได้ เพราะชีวิตเหนือระดับของนักเล่นผู้มีอาการ “เยอะ" บางทีก็อยากเอา  tablet ไปเล่นกลางสวนสาธารณะ อยากได้ลำโพงไปวางบนหาดทราย หรือเอาไปเข้าประชุม  แค่ยกออกมาวางบนโต๊ะประชุมทุกคนก็เงียบกริบแล้ว  สะกดคนในห้องได้ทุกคน ยืนยันเลย เพราะผู้เขียนลองมาแล้ว
เหมาะกับคนที่ใช้เวลาส่วนใหญ่กับการฟังเพลง และต้องการลำโพงคู่ใจที่อยู่กับคุณทุกห้องที่คุณใช้งาน
เหมาะกับคนที่ไม่สนใจสเป็ค  ขอแค่ได้ฟังแล้วชอบก็พอแล้ว  เพราะBOSE ไม่บอกแม้แต่กำลังขับ
เหมาะกับคนที่ต้องการฟังเพลงนอกห้องฟัง

BOSE Soundlink ไม่เหมาะกับใคร
ไม่เหมาะกับคนที่ต้องฟังเพลงในห้องฟังเท่านั้น ลำโพงซ้ายขวาต้องวัดระยะด้วยตลับเมตร จุดนั่งฟังอยู่ตรงกลาง  ที่ขาตั้งลำโพงมีเทปกาวแปะอยู่บนพรม  ความสูงของหูกับดอกลำโพงทวิตเตอร์ต้องแนวเดียวกัน  ถ้าคุณมีรูปแบบอย่างใดอย่างหนึ่งก็อย่าไปเสียเวลากับ BOSE
ไม่เหมาะกับคนที่ชอบสายสัญญาณและสาย AC เพราะ BOSE ไม่มีให้ และ  BOSE ไม่เคยสนับสนุนสายแพงๆ

สรุป
BOSE Soundlink Mk2 เป็นลำโพงที่ตั้งใจออกแบบมาให้พกพาอย่างแท้จริง เพราะให้แบตเตอรี่ความจุสูง สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องประมาณ 8 ชม. ถ้าต่อทางสาย Aux  จะเล่นเพลงที่ระดับความดังปกติได้ถึง 10 ชม.  น้ำเสียงของ BOSE เป็นสไตล์ฟังง่าย ฟังสบาย ไม่ล้าหู เหมาะกับการเปิดฟังเป็นเวลานานๆ  การตอบสนองความถี่ทำได้ตั้งแต่ย่านต่ำมากไปจนถึงกลางแหลมและเสียงสูง  Soundlink มีเสียงคล้ายกับระบบเสียงที่มีซับวูฟเฟอร์ที่ปรับจูนมาอย่างลงตัว  การบาลานซ์เสียงซับวูฟเฟอร์ให้เข้ากับลำโพงกลางแหลมแบบกลมกลืนเป็นอย่างไรให้มาลองฟังแบบอย่างของ Soundlink  การนำไปฟังเพลงแนว JAZZ และหรือเสียงพูดของดีเจรายการวิทยุ  Soundlink ให้เสียงที่ฟังสบาย ผ่อนปรนและชัด ฟังรู้เรื่อง  นานมากแล้วที่ไม่ได้ยินเสียงคนที่ชัดและนุ่มนวลน่าฟังเท่านี้  ขอให้รายการวิทยุ FM คุณภาพต่ำล้มหายตายจากไปเสียที  รายการดีๆต้องหนีไปอยู่บนอินเทอเน็ตกันหมด  ใครชอบฟังวิทยุ online แนะนำ Soundlink ด่วนครับ

โดย: วุฒิชัย เจริญบุรี
SHARE:

Related Review & Article