Review & Article > รีวิว : iBasso D6

รีวิว iBasso D6
วันที่ 6 พฤศจิกายน 2555
โดย วุฒิชัย เจริญบุรี 
pockethifi@gmail.com

ในวงการเครื่องเสียงยุคใหม่  กำลังตื่นตัวกับชุดเครื่องเสียงที่ทำมารองรับการเล่นไฟล์  เป็นรูปแบบที่ไม่ใช้แผ่นอ๊อพติคัลใดๆอีกต่อไป  ทั้งไฟล์ MP3 และไฟล์ Lossless อื่นๆต่างถูกใช้งานโดยคอมพิวเตอร์ และเครื่องเล่นพกพาอย่าง iPod หรือ Smartphone  เมื่อมีการพกพาก็ต้องฟังผ่านหูฟังสักคู่หนึ่ง  เราจึงเห็นว่าในปัจจุบันการฟังเพลงผ่านหูฟังได้รับความนิยมมากขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก  ทุกคนสามารถมีเครื่องเล่นไฟล์เป็นของตัวเอง เพราะต่างคนต่างมีโทรศัพท์ที่เปิดเพลงได้  บางคนก็มีเครื่องเล่นอย่าง ipod เป็นอุปกรณ์ติดตัวที่สำคัญรองจากโทรศัพท์และกระเป๋าสตางค์  หูฟังที่ได้แถมมากับโทรศัพท์หรือเครื่องเล่นต่างๆก็ได้ทำประโยชน์ในการฟังเพลงมากขึ้น  เมื่อมีนักเล่นมากขึ้นก็มีคนต้องการคุณภาพมากขึ้น  บางคนซื้อหูฟังใหม่แทนตัวเก่า  ซื้อมาแล้วเสียบกับเครื่องเล่นเดิม  บางคนเอาหูฟังระดับโปรหรือ Fullsize ที่ใช้อยู่ในบ้านหรือในห้องบันทึกเสียงมาใช้กับเครื่องเล่นเหล่านี้  แล้วเสียงที่ได้ดันไม่ดีอย่างที่คิด  เดือดร้อนต้องหาวิธีปรับปรุงคุณภาพเสียง แล้วก็เป็นที่มาของแอมป์ขยายเสียงสำหรับหูฟัง หรือ headphone amp



เมื่อพูดถึง Headphone amp ในปัจจุบัน โดยเฉพาะแบบที่พกพาได้  เราอาจนึกถึงเครื่องเสียงที่มีลักษณะเป็นก้อนๆหนึ่งที่มีขนาดใหญ่ประมาณฝ่ามือหรือเล็กกว่าเล็กน้อย  แล้วก็เชื่อมต่อกับเครื่องเล่นหรือ Player ด้วยสายสัญญาณสั้นๆสักเส้น  ถ้าคุณเห็นใครนำ iPod ไปมัดรวมกับก้อนอะไรประหลาดๆสักก้อนหนึ่ง เดาได้เลยว่าก้อนนั้นคือ Headphone amp

นอกจากกลุ่มนักเล่นเครื่องเสียงที่เลือกเล่นแบบพกพาแล้ว  กลุ่มคนเล่นเครื่องเสียงผ่านคอมพิวเตอร์ก็มีจำนวนเยอะขึ้น  ซาวด์การ์ดที่ติดมากับคอมพิวเตอร์ก็มักจะคุณภาพต่ำ  นักเล่นเครื่องเสียงหลายคนเลยอัพเกรดระบบเสียงของคอมพิวเตอร์ด้วยการหา usb soundcard หรือ USB DAC มาใช้  โดยการต่อ USB DAC นี้เข้ากับคอมพิวเตอร์ผ่านสาย usb เพื่อให้เสียงทั้งระบบมาออกที่อุปกรณ์ตัวใหม่นี้  แล้วก็เอาหูฟังหรือเครื่องเสียงบ้านมาเสียบกับ USB DACเพื่อฟังเพลง  เป็นการอัพเกรดคุณภาพเสียงของคอมพิวเตอร์อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดวิธีหนึ่ง

มีผู้ผลิตหลายรายที่ทำ Headphone amp ขาย มีทั้งในรูปแบบเครื่องเสียงตั้งโต๊ะเพื่อให้ใช้ในบ้าน กับแบบที่ทำเป็นก้อนเล็กๆพกพาได้ สามารถเอาไปมัดรวมกับเครื่องเล่นพกพาได้  บางรายก็ผลิต USB DAC ที่เอาไว้ต่อกับคอมพิวเตอร์  ออกแบบให้สามารถใช้แทนซาวด์การ์ดในเครื่องแล้วต่อกับหูฟังหรือเครื่องเสียงในบ้านได้  บางรายก็ออกแบบ USB DAC เป็นก้อนเล็กๆเพื่อให้พกพาไปคู่กับโน้ตบุ๊คได้ด้วย  แต่กับยี่ห้อ iBasso เจ้านี้ ทำมันรวมกันทั้งหมดเลย ทั้ง DAC และ แอมป์



iBasso มีผลิตภัฑณ์ Headphone amp อยู่หลายรุ่น  บางรุ่นก็ทำหน้าที่เป็นแอมป์อย่างเดียว  บางรุ่นก็ทำหน้าที่เป็น DAC ได้ด้วย เป็นแอมป์ได้ด้วย  ผลิตภัณฑ์ที่นำมาทดสอบในครั้งนี้เป็นทั้งแอมป์และ DAC ในตัว  นั่นคือรุ่น iBasso D6 Fer-de-Lance ขอเรียกสั้นๆว่า D6 ละกัน

ข้อมูลทั่วไปของ iBasso D6
ใช้พลังงานจาก USB Port หรือ แบตเตอรี่ขนาด 12.6 โวลท์ภายใน สามารถชาร์จไฟได้จากอแด๊ตเตอร์ที่แถมมาให้
อัตราการตอบสนองความถี่ของภาค DAC ทำได้ 4Hz-20kHz (-0.5dB)
อัตราการตอบสนองความถี่ของภาคแอมป์ทำได้ 17Hz-100kHz (-0.5dB)
อัตราส่วนสัญญาณต่อสัญญาณรบกวน หรือ S/N Ratio ภาค DAC อยู่ที่ 99dB  ภาคแอมป์อยู่ที่ 109dB
ค่า Crosstalk หรือการรบกวนข้ามช่องภาค DACจะอยู่ที่ 97dB ภาคแอมป์อยู่ที่ 105dB
ค่า THD ภาค DAC อยู่ที่  0.005%@1kHz/0dB  ส่วนภาคแอมป์อยู่ที่  0.005%@1kHz/0dB เช่นกัน
กำลังขับสูงสุดอยู่ที่ 650mW+650mW ที่โหลด 32 โอห์ม
สัญญาณ Line out ระดับ 1.5 Vrms
อัตราขยายมีสองระดับเลือกใช้งานได้ +3dB และ +10dB
แบตเตอรี่ใช้งานได้ประมาณ 20 ชั่วโมง  ใช้เวลาชาร์จจนเต็ม 4 ชั่วโมง
แนะนำให้ใช้กับหูฟังความต้านทานตั้งแต่ 8-300 โอห์ม
ขนาด 3.62L x 2.17W x 0.94H นิ้ว หรือ92L x 55W x 24H มม 
น้ำหนัก 150 กรัม หรือ  5.3 ออนซ์

D6 เป็น USB DAC ที่มาในก้อนเดียว สามารถทำหน้าที่เป็น DAC ด้วยการประมวลผลระดับ 24 bit 96 kHz ให้สัญญาณขาออกเป็น Line out ได้  สามารถใช้แทน DAC ในเครื่องเสียงบ้านได้เลย  เลือกใช้ไฟเลี้ยงได้จาก USB Port หรือไฟเลี้ยงจากแบตเตอรี่ในตัวขนาด 12.6 โวลท์ ก็ได้  ในส่วนของการเป็นแอมป์ D6 รับสัญญาณ Line in เพื่อขยายสัญญาณแล้วส่งออกไปยังช่อง Phone
เลือกอัตราขยายได้สองระดับ  นอกจากการทำงานแยกแล้ว ยังสามารถทำงานร่วมกันคือเป็นทั้ง DAC และ AMP ได้พร้อมกัน  เอาไว้ใช้งานตอนต่อกับคอมพิวเตอร์แล้วฟังเพลงจากหูฟังไปพร้อมกัน



ด้านหน้าตัวเครื่อง เริ่มจากด้านซ้าย เป็นช่องเสียบหูฟัง ขนาด 3.5มม.  ช่องถัดมาเป็นช่องรับสัญญาณ Aux ขนาด 3.5มม.  ซึ่งเป็นได้ทั้งขาเข้าและขาออก  ถัดมาเป็นตัวปรับเลือกอัตราขยายหรือ GAIN และด้านขวาสุดเป็นวอลลุ่มปรับระดับเสียงซึ่งใช้เป็นตัวเปิดเครื่องด้วยเช่นกัน  ใต้วอลลุ่มจะมีหลอดไฟสีขาวแสดงสถานะการทำงาน 



ด้านหลังตัวเครื่อง  ด้านซ้ายเป็นช่องเสียบไฟจากอแด๊ปเตอร์ ระบุขนาดแรงดันไว้ที่ 12.6 โวลท์  ถัดมาตรงกลางเครื่องเป็นซีเล็คเตอร์เลือกว่าจะใช้ไฟเลี้ยงจากแบตเตอรี่ภายในหรือใช้ไฟจากพอร์ต USB  ตามมาด้วยไฟแสดงสถานะสีส้ม เพื่อบอกว่ากำลังใช้งานภาค DACอยู่ ส่วนด้านขวาสุดจะเป็นพอร์ต mini-USB



iBassoให้ของมาเยอะมากในกล่อง ประกอบด้วยตัวเครื่อง D6  ซองหนังสำหรับใส่กันรอย  จุกยางสำหรับติดใต้เครื่อง น็อต 1 ถุง หกเหลี่ยมแบบแฉกสำหรับเปิดเครื่อง  สาย mini-USB  สาย mini-to-mini 3.5 mm  อแด๊ปเตอร์ 12.6 โวลท์ 0.3แอมป์  ไหนๆก็ให้ไขควงประหลาดมาให้แล้วก็ขอเปิดฝาเครื่องดูเล่นๆซะหน่อย เพื่อจะได้เห็นหน้าตาภายในว่ายัดอะไรเข้าไปบ้างถึงได้มีฟังค์ชั่นเยอะแยะมากมายเพียงนี้



การใช้งาน D6 จะมีรูปแบบที่หลากหลาย อาจสร้างความสับสนกับผู้ที่ไม่เคยใช้ได้ง่ายๆ  ถ้าเมื่อใดที่มีการเสียบสาย mini-USB ที่ด้านหลังเครื่อง นั่นหมายความว่าคุณกำลังใช้งานเป็น DAC แม้ว่าจะไม่ได้บิดวอลลุ่มขึ้นมาเพื่อเปิดให้ D6 ทำงาน แต่ภาค DAC ก็ทำงานแล้วตั้งแต่ตอนเสียบสาย USB  ไฟสีส้มด้านหลังเครื่องจะสว่าง และใช้พลังงานจากพอร์ต USB  ช่องต่อ Aux ด้านหน้าจะกลายเป็น Line out ทันที  คุณสามารถใช้สาย mini-to-RCA ต่อจาก Aux ไปเข้าเครื่องเสียงบ้านได้เลย  ขณะเดียวกัน ภาคแอมป์ภายใน D6 ก็จะรับสัญญาณจาก DAC ไปขยายออกทางช่อง Phone ได้ ซึ่งภาคแอมป์ตอนนี้จะใช้ไฟจาก USB เท่านั้น  หมายความว่า ช่องต่อด้านหน้าทั้งสองช่องจะเป็นช่องสัญญาณขาออกทั้งสิ้น  และถ้าบังเอิญคุณเอาหูฟังไปเสียบด้านหน้าเครื่อง ถ้าเสียบไปที่ช่อง Aux หูฟังของคุณก็อาจจะส่งเสียงได้ แต่อาจจะเสียงไม่ดีมากเพราะกำลังไฟจาก Line out จะไม่เพียงพอกับการขับหูฟัง   แต่ถ้าเอาหูฟังไปเสียบช่อง Phone ก็จะได้สัญญาณขยายเสียงไปใช้  สามารถใช้ปุ่มวอลลุ่มเพื่อปรับระดับเสียงได้  ซึ่งการใช้งานไฟจากพอร์ต USB ก็ทำงานได้น่าพอใจระดับหนึ่งแล้ว แต่คุณก็สามารถปรับซีเล็คเตอร์ด้านหลังเครื่องให้เลือกใช้ไฟจาก Batt ได้ เพื่อเพิ่มกำลังไฟให้วงจรแอมป์  สำหรับการขยายเสียงที่มากขึ้น ใช้กับหูฟังที่ขับยากขึ้น

ถ้าจะใช้งาน D6 เป็นแอมป์อย่างเดียว ต้องถอดสาย mini-USB ด้านหลังออก ช่อง Aux จะกลายเป็น Line in รับสัญญาณอนาลอกเข้าไปแล้้วขยายออกไปที่ช่อง Phone ต้องเปิดวอลลุ่มขึ้นมาเพื่อให้ D6 เริ่มทำงาน มีไฟแสดงสถานะด้านหน้าจะสว่างเป็นสีขาว  การใช้งานเป็นแอมป์จะต้องเลือกซีเล็คเตอร์ด้านหลังเครื่องไปที่ Batt ด้วย  ตอนใช้งานเป็นแอมป์นี้ ไฟด้านหลังจะไม่ติด



การชาร์ฟเข้าแบต iBasso แนะนำให้ใช้อแด๊ปเตอร์ที่แถมมาให้เท่านั้น ห้ามใช้อแด๊ปเตอร์อื่นๆเด็ดขาด เพราะอาจจะสร้างความเสียหายให้กับ D6 ได้  ผู้เขียนคาดว่า เนื่องจาก D6 ไม่มีวงจรชาร์จไฟในตัวน่าจะเจตนาลดสิ่งที่ไม่จำเป็นเพื่อให้คุณภาพการขยายสัญญาณทำได้ดีที่สุด  iBasso เลยย้ายวงจรชาร์จไปอยู่ที่อแด๊ปเตอร์แทน  ที่อแด๊ปเตอร์จะมีไฟแสดงสถานะ 1 ดวง  เมื่อเสียบใช้เพื่อทำการชาร์จไฟ  ไฟสถานะบนอแด๊ปเตอร์จะเป็นสีส้ม  ถ้าชาร์จไฟเต็มแล้วไฟจะเป็นสีเขียว  ดังนั้นย้ำอีกทีว่า ห้ามใช้อแด๊ปเตอร์อื่นๆกับ D6 เด็ดขาด เพื่อป้องกันความเสียหายที่ไม่คาดคิด



ในทางวิศวกรรม D6 โชว์แนวคิดการออกแบบสุดโต่งไว้หลายอย่างทำให้ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมราคาขายในเว็บถึงแพงขนาดนั้นเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ตัวอื่นๆของ iBasso เอง  ในภาค DAC นั้น iBasso เลือกใช้ชิปเสียงของ Wolfson รุ่น wm8740 ถึงสองตัว แทนที่จะใช้ตัวเดียว  เพราะชิป 8740 เป็นDAC แบบ stereo  ตั้งแต่เกิดแล้ว ตัวชิปเสียงตัวนี้เป็นชิพเกรดสูงของวูฟสัน  รองรับการทำงานถึงระดับ 24 bit 192 kHz การนำ 1 ตัวมาทำงานเป็น mono เพื่อรองรับช่องเสียงเดียวจะทำให้ค่า Signal to noise Ratio หรือ SNR ดีขึ้นอีกจากโหมด stereoจะทำได้ที่ 117dB พอทำเป็น mono จะได้ค่า SNR สูงขึ้นเป็น 120dB  การใช้ถึงสองตัวเพื่อแยกการทำงานของซ้ายและขวาทำให้ได้คุณภาพสูงสุดเท่าที่อุปกรณ์จะให้ได้



ภาครับสัญญาณ USB เลือกใช้ชิปของ TI หรือ Texus instrument โดยจะรับได้สูงสุดที่ระดับ 24 bit 96 K เท่านั้น ทำให้ D6 แม้จะใช้ชิป DAC สเป็คสูง แต่สุดท้ายจะทำงานได้เท่ากับภาครับเท่านั้นก็คือได้ระดับ 24/96 ไม่มากไปกว่านี้  คาดว่าจะเป็นเพราะ D6 ต้องเป็นทั้ง DAC และ แอมป์  ถ้าทำให้ภาค DAC รับได้ถึง 192 kHz นั่นหมายถึงสัญญาณอนาลอกจาก DAC จะมีความถี่ตอบสนองสูงถึงระดับประมาณ 100KHz และทำให้ภาคแอมป์ที่มีอยู่ต้องทำงานขยายสัญญาณได้สูงถึงระดับเลย 200KHzไปอีก เพื่อให้คุณภาพการขยายที่ 100KHz ยังดีอยู่  ถ้าทำทั้งหมดนี้รับรองว่าแพงแตะไม่ได้เลย  เพราะแค่นี้ DAC ระดับ 96K จะให้สัญญาณอนาลอกความถี่สูงถึงประมาณ 50kHz ภาคแอมป์ใน D6ที่ทำมารองรับจึงต้องทำมาให้ถึงระดับ 100kHz แล้ว ซึ่งวัดค่าที่การตอบสนองระดับ -0.5dB เสียด้วย  ปกติชาวบ้านเขาทำกันแค่ระดับ -3dB  ถ้าเอา D6 ไปวัดค่าการตอบสนองของแอมป์ที่ระดับ -3dB คาดว่าจะตอบสนองไปถึง 200-400 kHz แน่นอน  และอีกประเด็นก็คือ D6 อาจจะถูกนำไปใช้เป็นแอมป์ซะส่วนใหญ่ โดยอาจไม่ได้ใช้ใช้ภาค DAC เลยก็ได้  ดังนั้นการทำค่า DAC ไว้เพียง 24/96 ไม่ถือว่าน่าเกลียดแต่อย่างใด



ต่อมาเป็นตัวขยายเสียง  D6 ใช้ IC op-amp รุ่น LMH6655 ถึงสองตัวในเครื่องเดียว  ลำพังตัว LMH6655 นั้นเป็น Dual op-amp การใช้ถึง 2 ตัวมันมีความหมายที่ดี  ถ้าให้เดา น่าจะเป็นการขนาน op-amp ภายใน ให้ช่วยกันจ่ายกระแส  ถ้าเราไปดู datasheet ของ LMH6655 เราจะพบว่าตัวมันเองสามารถจ่ายกระแสให้โหลดได้ประมาณ 80 ma ต่อช่องเท่านั้น และพอดูสเป็คที่ D6 ระบุว่าสามารถจ่ายไฟได้ 650mw ที่ 32 โอห์ม เมื่อคำนวณย้อนกลับมา ที่กำลังขับสูงสุด D6 จะจ่ายกระแส 142 ma ต่อช่อง ก็แสดงให้เห็นว่า D6 น่าจะขนาน op-amp จาก Dual ให้เป็น single เพื่อจ่ายกระแสได้มากขึ้นเท่าตัว จากสูงสุด 80 ma กลายเป็น 160ma ได้สบายๆ  ทำให้สามารถปล่อยออกมายังหูฟัง 32 โอห์มได้ 142 ma โดยไม่มีปัญหาเลย



ไม่เพียงแค่เรื่องการขนาน op-amp เท่านั้น D6 เลือกใช้ LMH5566 ด้วยเหตุผลอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอัตราการสนองความถี่ของ op-amp ตัวนี้ที่ทำได้สูงถึง 250 Mhz  หรือค่า Gain Bandwidth Product สูงมาก  มันเลยย่านความถี่เสียงไปไกลมาก  ด้วยการตอบสนองความถี่สูงระดับนี้จะทำให้สามารถออกแบบวงจรขยายอัตราขยายสูงเท่าที่ต้องการได้โดยยังคงคุณภาพการตอบสนองความถี่ได้ไกลมาก  มันบ่งบอกว่า D6 ตั้งใจทำแอมป์ตัวนี้ให้ใช้งานกับได้กับระบบเสียงตั้งแต่ระดับปกติไปถึงระดับ hi-res โดยผู้ใช้งานไม่ต้องอัพเกรดอะไรอีกนาน

จุดเด่นของ LMH6655 ยังไม่หมด  ยังมีเรื่องของการประหยัดพลังงานด้วยที่โดดเด่น  op-amp ตัวนี้ใช้พลังงานต่ำ สามารถใช้ไฟจาก USB เพื่อทำงานได้โดยคุณภาพยังดีอยู่ เพราะระดับไฟเลี้ยง +-2.5โวลท์ LMH6655 ก็ทำงานได้แล้ว และถ้าใช้แบตเตอรี่ก็ใช้ไฟเลี้ยงไม่เกิน -+ 6 โวลท์เท่านั้น ขณะทำงานไม่มีเพลงก็กินกระแสเพียง 4.5 ma  นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ D6 ใช้งานได้ยาวนาน แต่ก็นำมาซึ่งข้อควรระวังคือ LMH6655 ใช้ไฟเพียง +-6 V หรือเท่ากับไฟเลี้ยงเพียง 12 โวลท์เท่านั้น  อย่าเผลอคิดว่ามันคือ op-amp ทั่วไปที่จะรับไฟ +- 15 โวลท์ได้  iBasso จึงเตือนไว้ในคู่มือว่าห้ามใช้กับอแด๊ปเตอร์อื่นๆเด็ดขาด

ทดลองฟังเสียง
ในส่วนของ  DAC ทดลองโดยการต่อสาย  USB เข้ากับ  Mac mini แล้วเปิดเพลงด้วยโปรแกรม iTune ตั้งค่าให้เสียงมาออกที่ D6 สัญญาณจาก  Line out ต่อออกมาจากช่อง Aux ด้วยสาย mini-to-RCA ของ monsterแล้วไปเข้าแอมป์หลอดซิงเกิ้ลเอนด์ Antique Sound Labs รุ่น se3.5 ใช้หลอด EL84 กำลังขับ 3 วัตต์  ลำโพงใช้ Alesis monitor one เป็นลำโพงสามทางวูฟเฟอร์สิบนิ้ว ความไว 90dB

ส่วนตอนทดสอบภาคแอมป์ใช้แหล่งโปรแกรมเป็น iPod Video 60g, iPod touch gen2, iPos Shuffle Gen1 สาย mini-to-mini ใช้สายแถมมากับ D6 ช่องที่ต่อกับ iPod ทั้ง Video และ Touch จะลองทั้งช่อง headphone out สลับกับการใช้ Dock เพื่อต่อผ่าน Line out   หูฟังใช้ Creative aurvana live เป็นส่วนใหญ่ บางทีก็ใช้ Koss KSC35

เสียงของ DAC เมื่อฟังผ่านเครื่องเสียงบ้าน  สิ่งที่ได้ตั้งแต่แรกสัมผัสเลยก็คือเวทีเสียงกว้าง ช่องไฟห่างกัน ฟังง่าย น้ำเสียงใสประกายระยิบระยับ  แม้เป็น USB DAC ที่ใช้ไฟเลี้ยงทางพอร์ต  USB แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าจะด้อยประสิทธิภาพ  สามารถนำไปเทียบกับ  USB DAC ตั้งโต๊ะยี่ห้ออื่นได้ไม่น้อยหน้า  บุคลิกเสียงระดับ 24 bit 96K เป็นบุคลิกที่เน้นมิติ เวทีเสียง ระยะห่างของดนตรีแต่ละชิ้นจะวางห่างกันไว้ช่วยให้ติดตามได้ง่าย  เสียงเบสลงได้ลึก และมีตัวตนที่ชัดเจน ติดตามไปได้ตลอดเพลง  เวทีเสียงกว้างพอสมควร แต่ก็ยังไม่เท่ากับ DAC ตั้งโต๊ะที่สเป็คสูงกว่า  อาจจะเป็นบุคลิกของ WM8740 ด้วยที่เน้นโทนเสียงที่ต่อเนื่องของเสียงกลางมากกว่าเวทีเสียง  ความสงัดระหว่างช่องไฟต่างๆทำได้ดี  เสียงเครื่องเคาะ เสียงที่เน้นความฉับไวทำได้สนุกน่าติดตาม  แม้จะไม่ดุดันรวดเร็วเท่าเครื่องตั้งโต๊ะ แต่ก็ให้ได้  ไม่ใช่ว่าปวกเปียก  เราต้องไม่ลืมว่ามันใช้ไฟเลี้ยงจากพอร์ต USB เท่านั้น

ในส่วนของแอมป์ต่างหากที่จะเป็นพระเอกของ D6   ลองฟังกับหูฟัง Creative Aurvana live ซึ่งเป็นหูฟัง 32 โอห์ม ถือเป็นหูฟังขัับง่ายตัวหนึ่ง คุณภาพเสียงอยู่ในระดับที่ดี อาจจะไม่สามารถขึ้นไปเทียบชั้นหูฟังโอห์มสูงยอดฮิตได้ แต่ก็มีคุณภาพที่ดีพอสำหรับการพกพา เพราะคงหายากที่จะมีใครหิ้ว HD800 ออกนอกบ้าน หรือเอาไปฟังบนรถไฟฟ้า  และอีกอย่างผมยังไม่มีหูฟังโอห์มสูงระดับดาราเหล่านี้อยู่ด้วย  จึงไม่ได้ทดสอบกับหูโอห์มสูง

น้ำเสียงของ D6 ให้ความเป็นมอนิเตอร์ระดับหนึ่ง มีความเงียบระดับยอดเยี่ยมตอนไม่ต่อ input ซึ่งถือว่ามีคุณภาพการออกแบบวงจรที่ดีเยี่ยม  นักเล่นเครื่องเสียงระดับ DIY  ต่างๆถ้าจะทำแอมป์หูฟังสักตัวสิ่งที่ต้องทำให้ได้อย่างน้อยที่สุดคือ การทำแอมป์ที่ไม่มีเสียงซ่าเลยแม้จะเปิดวอลลุ่มสูงสุด  ถ้าทำตรงนี้ได้ก็เข้าสู่ทำเนียบเครื่องเสียงชั้นดีได้แล้ว  iBasso ก็ทำกับ D6 ได้เช่นกัน นอกจากนี้  เรื่องพลกำลังก็น่าสนใจ  เพราะการใช้งาน D6 สามารถเลือกใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ได้  ทำให้คุณภาพของการขยายเสียงสูงขึ้นไปอีก  น้ำเสียงที่ฟังผ่านหูฟังมีความกระฉับกระเฉง เบสย่านความถี่ต่ำลงลึกขึ้น ให้ความรู้สึกโอบล้อมมากขึ้น  เสียงกลองกระเดื่องจากที่เคยได้ยินเป็นเม็ดๆ ก็เป็นก้อนที่ใหญ่ขึ้นและรู้สึกนุ่มลึกกว่าเดิม  เหมือนกับว่าเบสสามารถลงได้ลึกและทอดตัวไปได้ยาวนานกว่าเดิม  น่าจะเป็นผลมาจากแอมป์ที่สามารถจ่ายกระแสได้มากพอที่จะควบคุมหูฟังไว้ได้

การควบคุมให้เสียงเบสมีคุณภาพนั้นเป็นบุคลิกของแอมป์ที่เราเรียกว่ามี Damping factor ที่สูงพอ  ปกติค่า Damping factor ยิ่งสูงจะยิ่งดี  ค่านี้จะวัดจาก อิมพีแดนซ์ลำโพงหรือหูฟัง หารด้วยอิมพีแดนซ์ของแอมป์  การออกแบบแอมป์ในอุดมคติต้องทำให้อิมพีแดนซ์ของแอมป์เข้าใกล้ศูนย์ที่สุด ค่า Damping factor จึงจะสูง  สเป็คของแอมป์  ถ้าเราไม่มีเครื่องมือวัด  เราอาจจะดูสเป็คของแอมป์ตัวนั้นก็ได้ว่าเน้นการจ่ายกระแสได้ดีหรือเปล่า  ถ้าเป็นแอมป์บ้านก็ต้องดูว่ารับมือกับลำโพงโอห์มต่ำได้ต่ำขนาดไหนโดยที่จะต้องได้กำลังวัตต์เพิ่มขึ้นด้วย  เช่นเคยขับลำโพง 8 โอห์มได้ 20 วัตต์  พอเอาไปขับลำโพง 4 โอห์ม จะได้ 40 วัตต์ แบบนี้เป็นแอมป์คลาสเอ damping factor จะสูงมาก ราคาคงจะหลายหมื่นบาท  ถ้าเป็นแอมป์หูฟังเราอาจจะไม่มีวิธีดูจากค่ากำลังขับ  เพราะไม่ค่อยมีใครบอกกัน  ซึ่งกับ D6 ก็ไม่ได้บอกละเอียด  แต่สันนิษจากการออกแบบที่ใช้วิธีขนาน op-amp ก็พอจะทำให้รู้ว่าตั้งใจออกแบบให้ damping factor  สูงขึ้นกว่าปกติ  แม้จะบอกไม่ได้ว่าเทียบได้กับวงจรขยายซิงเกิ้ลเอนด์คลาสเอหรือไม่  แต่การขนาน แอมป์ หรือขนาน op-amp ก็เป็นเทคนิคของนักเล่นสุดโต่งกลุ่มหนึ่ง  เพราะกลุ่มนักเล่นที่นิยมเครื่องหลอดสุญญากาศ ก็มีบางคนที่บ้าพลังใช้แอมป์หลอดสองตัวขนานกันเพื่อเพิ่มกำลังขับและเพ่ิม damping factor มาแล้ว

เราเคยรับรู้กันมาในเว็บบอร์ดหลายแห่งที่คุยกันเรื่องคุณภาพเสียงของ  iPod แต่ละรุ่นว่ารุ่นไหนเสียงดี รุ่นไหนเสียงไม่ดี  เสียงดีเพราะใช้ชิพเสียงอะไร  ใช้ชิพเสียงยี่ห้ออื่นแล้วเสียงสู้ไม่ได้อย่างไร  ผมก็พอจะเคยอ่านข้อมูลเหล่านี้บ้าง แต่ก็ไม่ได้ตั้งใจแยกแยะขนาดนั้น  จนกระทั่งได้ลองกับ D6 นี่แหละ ถึงจะเข้าใจสิ่งที่คนในบอร์ดทั้งไทยและต่างประเทศพูดถึงกัน  D6 ช่วยให้เราแยกได้ว่า iPod ตัวไหนเสียงดีและเสียงไม่ดี  โดยการนำ  iPod ตัวนั้นมาฟังกับผ่าน D6

ผมมี iPod ที่ใช้งานอยู่ 4 ตัว ประกอบด้วย ipod video 60g, Touch Gen2, mini Gen2, Shuffle gen1 ตอนทดลองฟัง D6 แบบไม่ตั้งใจก็หยิบ ipod มาใช้แบบมั่วๆ ตามสะดวก บางตัวอยู่ในรถ บางตัวอยู่ในเป้  บางตัวอยู่ห้องทำงาน หลายครั้งก็พบว่าฟังผ่าน D6 ช่วยทำให้ iPod ฟังเพลงเพราะขึ้นมากกว่าเดิม   แต่หลายครั้งก็ไม่ได้ดีขึ้นแบบที่เคยฟังเมื่อวาน ทำเอางงไปหลายวันว่าทำไม D6 ไม่ค่อยแน่นอน  สุดท้ายเลยสงสัยใน iPod แต่ละตัวที่ใช้  เลยจับทดสอบต่อทีละตัว

ตอนใช้งานกับ iPod ทุกตัว จะเอาสัญญาณ Headphone out จาก iPod ไปเข้า D6 ทางช่อง Aux แล้วเอาหูฟัง Aurvana liveต่อทางช่อง Phone  บน D6 ปรับระดับเสียงให้แอมป์ทำงานแล้วดังพอๆกับการต่อหูฟังตรงๆเข้ากับ iPod แล้วก็ถอดสายสลับฟังไปฟังมาระหว่างต่อตรงกับต่อผ่าน D6  เร่ิมจากตัวiPod Video60g จะให้เสียงที่ต่อผ่านแอมป์ ดีกว่าต่อตรงนิดหน่อย  ปริมาณที่ดีขึ้นไม่มาก แต่ก็ดีกว่าพอรู้สึกได้  ตอนลองกับ  iPod Touch Gen2 ต่อตรงช่อง Headphone  กับต่อผ่าน D6 ต่อผ่าน D6 จะให้เสียงดีกว่าอย่างมาก  ช่วยยกระดับ Touch Gen2 ให้ขึ้นไปดีใกล้เคียงกับ Video 60g ได้เลย  กรณีนี้  D6 ให้ความรู้สึกเป็นพระเอกสุดๆช่วยเพิ่มคุณภาพเสียงได้อย่างยอดเยี่ยม  แล้วก็ลองกับ Shuffle Gen1 บ้าง ผลก็คือต่อตรงกับต่อผ่าน D6 เสียงเดียวกันเลย  ผมจับความแตกต่างไม่ได้  ส่วนกับ iPod miniไม่ได้ลองจริงจัง 

จากการทดสอบต่อตรงกับผ่านแอมป์ ความแตกต่างที่เกิดกับระบบเสียงจะมากที่สุดเมื่อใช้กับ Touch Gen2 ถ้าจะให้วิเคราะห์ก็ต้องบอกว่า Touch Gen2 คุณภาพเสียงแย่กว่าชาวบ้านเขา การได้แอมป์ไปช่วย ทำให้ความแตกต่างมีปริมาณมากที่สุด  Video 60g มีความแตกต่างรองลงมา  ที่ไม่แตกต่างเลยคือ Shuffle Gen1  ผมเลยอนุมานว่า Shuffle Gen1 เสียงดีมาก ดีจน D6 ไม่มีความจำเป็น  ซึ่งทั้งหมดฟังผ่านหูฟัง Aurvana live

คราวนี้เมื่อได้ข้อสรุปเรื่องคุณภาพเสียงของ ipod แต่ละตัวแล้ว ก็ลองใหม่อีกครั้ง คราวนี้สัญญาณที่เข้า D6 จะต่อผ่าน Line out ที่ได้จาก Dock  บังเอิญว่าผมมี Dockอยู่ตัวหนึ่งเอาไปเสียบท้าย iPod แล้วจะสามารถใช้สาย mini-to-mini มาต่อออกจาก Dock ได้   ผลการฟัง D6 ที่รับสัญญาณผ่าน Dock ก็คือ คุณภาพเสียงดีขึ้นกว่าเดิมอีกระดับหนึ่ง ทุกเสียงชัดขึ้น ดีขึ้น เบสลึกขึ้น นุ่มขึ้น กลางโปร่งขึ้น เสียงใสฟังชัดขึ้น เสียงเครื่องเคาะต่างๆ เสียงโลหะกระทบกัน เสียงฉาบ เสียงแฉ ต่างพากันชัดขึ้นทั้งหมดโดยที่ไม่ต้องปรับความดังขึ้นเลย  เป็นการยืนยันถึงคุณภาพการต่อสัญญาณออกจาก Dock ได้ว่า เป็นการเชื่อมต่อที่ดีที่สุดสำหรับการต่อแบบอนาลอก

แม้แต่การลองใช้กับมือถือ Samsung Galaxy note Gen1 ที่ไม่ได้มีชื่อเสียงในแง่ของการฟังเพลง  แต่ D6 ก็ยังคงชุบชีวิต ใส่ความมีชีวิตชีวาให้กับมือถือเครื่องนี้ได้เช่นกัน  การฟังแบบผ่าน Dock ของ Galaxy note ต่อสาย mini-to-mini มาเข้า D6 แล้วค่อยไปหูฟัง Aurvana liveช่วยให้เสียงทุกเสียงชัดขึ้น มีคอนทราสที่ดีขึ้นอย่างมาก  น้ำเสียงมีความกระฉับกระเฉง ฟังแล้วก็ไม่ค่อยอยากปิด  อยากให้มันส่งเสียงไปเรื่อยๆ  ผมเดาว่า  D6 น่าจะช่วยให้เครื่องเล่นเพลงทุกเครื่องมีเสียงที่ดีขึ้นได้ไม่ยาก

เท่าที่ลองฟังนี้ยังเป็นการใช้ของแถมมากับ D6 เท่านั้น  ถ้าได้อัพเกรด ซื้อสาย mini-to-mini ที่ดีขึ้น หรือ ใช้ dock to mini ที่ออกแบบมาเน้นคุณภาพโดยเฉพาะน่าจะช่วยให้คุณภาพเสียงไปไกลกว่านี้อีก  ผมคิดว่าคนเล่นแอมป์หูฟังน่าจะมีเรื่องให้เสียเงินตามมาอีกหลายสเต๊ป  ไปๆมาๆอาจจะไม่ได้ประหยัดอย่างที่คิดก็ได้  แต่มันก็สนุกจริงๆที่จะค้นหาไปเรื่อยๆ

D6 เหมาะกับใครบ้าง
เหมาะกับคนที่มีหูฟังตัวโปรดที่ต่อตรงกับเครื่องเล่นแล้วเสียงไม่ดีแบบที่คาดไว้
เหมาะกับคนที่มี playerที่ยังเสียงไม่ดี  แต่ไม่อยากซื้อเครื่องเล่นใหม่  เพราะไม่รู้จะซื้ออะไร ซื้อแอมป์ดีกว่าใช้ได้กับหลายเครื่อง
เหมาะกับคนที่ต้องการฟังเพลงผ่านช่อง Dock เพราะสัญญาณจาก Dock ต้องใช้แอมป์เสมอ
เหมาะกับคนที่ต้องการฟังเพลงผ่านโน้ตบุ๊ค อยากต่อหูฟังดีๆกับชุดโน้ตบุ๊คของตัวเอง เพราะ D6 พกง่าย ไม่เป็นภาระในการแบก

D6 ไม่เหมาะกับใคร
คาดว่าจะไม่เหมาะกับหูฟังโอห์มสูงระดับ 600 โอห์ม  เพราะไฟเลี้ยงและกระแสที่ได้จากแอมป์พกพา ไม่พอแน่นอน แต่ก็ใช่ว่าจะใช้ไม่ได้  เพราะหูเทพเหล่านี้ต่อตรงกับ iPod ก็ยังพอฟังได้  หากได้แอมป์ที่มีภาคจ่ายไฟสูงสักหน่อยมาช่วยก็ย่อมดีกว่า

สรุป
iBasso D6 เป็นแอปม์หูฟังที่มีคุณภาพสูงที่สุดตัวหนึ่งที่ออกแบบด้วย op-amp  ใช้เทคนิคการออกแบบที่ฉลาดหลายอย่างเพื่อเพิ่มคุณภาพ  ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้ op-amp ที่สามารถทำงานในย่านความถี่ได้สูงมากเพื่อออกแบบให้รองรับการตอบสนองความถี่ได้ระดับ 100KHz  การขนาน op-amp เพื่อช่วยจ่ายกระแสให้หูฟัง  การแยกภาคชาร์จไฟออกไปไว้ข้างนอกเพื่อให้วงจรควบคุมการชาร์จไม่ให้กวนวงจรขยาย  ภาค DAC ที่ใช้ระบบ DAC 2 ตัวแยกกันระหว่างซ้ายขวา   การได้ฟังเพลงผ่าน D6 จะช่วยให้เสียงจากเครื่องเล่นต่างๆมีคุณภาพที่ดีกว่าเดิม โดยเฉพาะที่เครื่องเล่นที่มีภาคขยายคุณภาพต่ำอยู่แล้วจะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่จาก D6   และการฟังเพลงจากการต่อผ่าน Dock ของ iPod จะได้คุณภาพสูงสุด  การจะออกแบบแอมป์หูฟังให้ดีกว่า D6 เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่ายนัก ยิ่งจะทำโดยราคายังไม่เกินไปกว่าค่าตัวของ D6 อาจจะยาก  แม้ D6 ระบุค่าอิมพีแดนซ์ของหูฟังว่าควรอยู่ในระดับ 8-300 โอห์ม แต่ด้วยความสามารถที่จ่ายกระแสได้สูงกว่าปกติ และไฟเลี้ยงที่มากกว่า iPod และ iPad  ถึงสองเท่า  D6 ก็ยังคงน่าใช้งานกับหูฟังโอห์มสูงอยู่ดี เพราะดีกว่าเอาหูโอห์มสูงไปต่อตรงกับเครื่องเล่นแรงน้อยทั้งหลาย
โดย: วุฒิชัย เจริญบุรี
SHARE:

Related Review & Article