Review & Article > รีวิว : Hifiman HE6

HiFiMAN HE-6
Planar Magnetic Full Size Reference Headphones
“พระกาฬมนุษย์ทองคำ” สุดยอดของทุกกระบวนท่า
เข็มแก้ว
..............



ผมเคยถามเฮียมั่นคงทีเล่นทีจริงว่าแกชอบหูฟังตัวไหน เอาแบบว่ารักเลย แกบอกว่าที่จริงแล้วมีหลายตัวแต่ช่วงนี้ที่เข้านอนด้วยกันแทบทุกคืนอย่างกับเป็นกิ๊กคนล่าสุดแกนึกออกอยู่ตัวหนึ่ง HiFiMAN HE-6

ได้ยินอะไรแมนๆ พาลคิดว่าเฮียเปลี่ยนรสนิยมแล้วเหรอวะเนี่ย “ไม่ใช่โว้ย หูฟัง หูฟัง ตัวนี้แม่มไม่ธรรมดานะว้อย ลองเอาไปฟังเด่ะ” ที่จริงแล้วเฮียยังเล่าให้ฟังอีกมากมายเกี่ยวกับ HiFiMAN HE-6 แต่ผมเป็นคนความจำสั้น (แต่ไอ้นั่นยาว… หมายถึงสายตาน่ะนะ) เลยจำอะไรไม่ค่อยเท่าไร มาอยากรู้ที่หลังเลยลำบากต้องอ่านที่ฝรั่งเขาเขียนไว้ตามเวบตาม review

อันที่จริงตอนแรกผมเห็นหูฟัง HiFiMAN HE-6 แล้วก็รู้สึกเฉยๆ นะครับ ผมว่ามันดูดำทะมึนแถมดีไซน์ก็ดูโบราณยังไงบอกไม่ถูก แต่พอได้ลองฟังเท่านั้นล่ะวางไม่ลงเลยทีเดียว เสียงไม่มันเหมือนหูฟังทั่วไปเลย มันโปร่งๆ พลิ้วใสดีมากๆ ฟังแล้วโล่งไม่มีอะไรแออัดอยู่ในหูเลย เขาว่ามันเป็นหูฟังแบบแผ่นฟิล์มหรือพลานาร์แมกเนติก (Planar Magnetic) หรือบางทีก็นิยมเรียกว่าหูฟังแบบออโธไดนามิก (Orthodynamic)

ปกติหูฟังทั่วไปที่เรารู้จักคุ้นเคยกันมักจะใช้ส่วนกำเนิดเสียงหรือ unit driver แบบ dynamic มีขดลวด voice coil เล็กๆ ที่วางในสนามแม่เหล็กคอยทำหน้าที่แปลงพลังงานไฟฟ้าจากแอมป์ไปเป็นพลังงานกล พลังงานกลนี้จะส่งต่อไปยังตัว diaphragm ที่ทำจากวัสดุประเภทฟิล์มพลาสติกบางๆ ซึ่งทำหน้าที่ผลักอากาศให้เกิดเป็นคลื่นเสียงออกมาให้เราได้ยินอีกที หลักการเหมือนลำโพงแบบ dynamic ทั่วไปที่เรารู้จักกันนั่นแหละครับ ซึ่งกระบวนการแปลงพลังงานไฟฟ้าไปเป็นพลังงานกลนี้คล้ายคลึงกับโครงสร้างของมอเตอร์ไฟฟ้า บางครั้งก็เรียกโครงสร้างของ unit driver แบบ dynamic นี้ว่า motor structure บ้างเรียกว่ากลไกแบบลูกสูบหรือ piston-type

ในระบบ motor structure นั้นตัวขดลวดจำเป็นต้องเคลื่อนที่ไปกับตัว diaphragm ด้วย ขดลวดขนาดใหญ่จะมีปัญหาเรื่องมีมวลมากทำให้ตอบสนองความถี่สูงแย่ลง แต่ถ้าขดลวดมีขนาดเล็กก็จะทนกำลังขับได้น้อย ดังนั้น unit driver ประเภทนี้จึงมักจะมีข้อเสียตรงชิ้นส่วนที่เคลื่อนที่หรือ moving mass จะมีมวลค่อนข้างมากซึ่งมวลส่วนใหญ่มาจากมวลของขดลวดนั่นเอง อีกหนึ่งข้อจำกัดคือ unit driver ประเภทนี้การออกแบบ diaphragm มีผลกับเสียงมาก คือต้องทำให้มีน้ำหนักเบาและต้านทานการสั่นกระพือได้ดีด้วย อย่างไรก็ดีด้วยโครงสร้างแบบ motor structure การเคลื่อนที่ของ diaphragm จะเป็นเรื่องที่ทำให้สมบูรณ์แบบได้ยากมากเพราะพลังงานกลจาก voice coil นั้นถูกส่งต่อมาบริเวณใจกลาง diaphragm ทำให้แต่ละตำแหน่งของ diaphragm ถูกผลักด้วยแรงที่ไม่สม่ำเสมอ
ระบบ Planar Magnetic นั้นเป็นอะไรที่แตกต่างออกไป มันยังคงมีแม่เหล็กและแผ่น diaphragm แต่ไม่มี voice coil แต่อาศัยการฉาบชั้นโลหะตัวนำไฟฟ้าบางเฉียบลงไปบนตัว diaphragm ซึ่งทำจากแผ่นฟิล์มพลาสติกบางๆ และมีน้ำหนักเบามาก บางครั้งเรียกว่าแผ่น membrane เพราะมันบางและเบาจนสามารถเป่าด้วยลมให้ฉีกขาดเสียหายได้ ชั้นโลหะตัวนำไฟฟ้าที่ฉาบลงไปนี้จะมีแพทเทิร์นหรือลวดลายเป็นไปตามการออกแบบและบางดีไซน์ตัวแผ่น membrane เองก็อาจจะมีการพับเป็นหยักๆ เพื่อวัตถุประสงค์ที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์ทางเสียงเป็นไปตามที่ต้องการ

ชั้น membrane ที่มีโลหะตัวนำไฟฟ้าวางตัวอยู่ในสนามแม่เหล็กความเข้มข้นสูงมาก เมื่อถูกกระตุ้นด้วยสัญญาณไฟฟ้ามันจะเหนี่ยวนำกับสนามแม่เหล็กจนเกิดการขยับของตัว membrane ทั้งแผ่นไปตามจังหวะของคลื่นความถี่สัญญาณไฟฟ้าจนเกิดเป็นคลื่นเสียงออกมาให้เราได้ยิน

Planar Magnetic มีโครงสร้างและการทำงานอยู่ระหว่าง unit driver แบบไดนามิก (piston-type) และแบบอิเล็กโตรสแตติก กล่าวคือมันไม่มีขดลวด voice coil และอาศัยการขยับของแผ่น membrane ทำให้เกิดคลื่นเสียงเหมือนกับอิเล็กโตรสแตติก แต่มันอาศัยการเหนี่ยวนำพลังงานจากสนามแม่เหล็กเหมือน unit driver แบบไดนามิก แทนที่จะอาศัยการเหนี่ยวจากสนามไฟฟ้าสถิตย์ซึ่งสร้างขึ้นจากอิเล็กโตรดแรงดันสูงที่มีความซับซ้อนอย่างในระบบอิเล็กโตรสแตติก

จุดเด่นของระบบ Planar Magnetic คือส่วน moving mass จะมีมวลต่ำมาก ทำให้มี bandwidth กว้างมากโดยเฉพาะย่าน high frequency ตอบสนองสัญญาณได้ฉับพลันและมีแรงเฉื่อยน้อยกว่าระบบ piston-type อีกทั้งการขยับของ membrane หรือ diaphragm จะมีความสม่ำเสมอทั่วถึงกันทั้งแผ่นเสียงที่ออกมาจึงมีความผิดเพี้ยนของรูปคลื่นเสียงต่ำกว่า มีเรโซแนนซ์และพลังงานส่วนเกินต่ำกว่า ระบบนี้โด่งดังมากเมื่อลำโพงบ้านยี่ห้อ Magnepan นำไปสร้างเป็นลำโพง full range ไร้ตู้ตัวสูงท่วมหัวออกมาในชื่อ Magneplanar




พิจารณาตามตำราและคำบอกเล่าแล้ว ระบบ Planar Magnetic น่าจะเป็นอะไรที่ perfect ที่สุดและ unit driver ประเภทอื่นน่าจะหายไปจากโลกนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้วความสมบูรณ์แบบใช่ว่าจะได้มาอย่างง่ายดาย

หูฟังระบบ Planar Magnetic ซึ่งไม่ใช่ของใหม่นั้นถูกคิดค้นมาร่วมๆ จะ 40 ปีแล้ว โดยหูฟังยี่ห้อ Yahama เป็นเจ้าแรกๆ ที่มีหูฟังประเภทนี้ออกวางตลาดและให้ชื่อว่า ‘Orthodynamic Headphones’ ในปี 1976 ก่อนจะมีอีกหลายยี่ห้อตามออกมาไม่ว่าจะเป็น Fostex, MB Quart, Aiwa, Sansui, Technics, Akai, Grundig, Tandy, Heco, Wharfedale, Telefunken, Tandberg, Dual หรือ Peerless



แต่ในช่วงเวลาที่ผ่านมาด้วยข้อจำกัดในการสร้าง คุณภาพของวัสดุ ต้นทุนและองค์ประกอบอีกหลายอย่างทำให้ Planar Magnetic Headphones ยังไม่ perfect อย่างที่เขียนไว้ในตำรา หูฟังประเภทนี้จังยังได้รับความนิยมอยู่ในวงแคบ การออกแบบและการผลิตที่ยากเพราะหลายขั้นตอนไม่สามารถทำได้ด้วยเครื่องจักร เมื่อประกอบกับราคาต้นทุนที่ค่อนข้างสูงกว่าหูฟังแบบไดนามิก ผู้ผลิตหลายรายจึงค่อยๆ เลิกพัฒนาหูฟังแบบ Planar Magnetic Headphones ไปตามกาลเวลา

Planar Magnetic Headphones ของ HiFiMAN
HiFiMAN เป็นยี่ห้อเครื่องเสียงของจีนที่ก่อตั้งโดยนาย Fang Bian เริ่มแรกบริษัทของเขาเชี่ยวชาญเรื่องงานดีไอวายและการโมดิฟายเครื่องเสียงเป็นหลัก จนกระทั่งปี 2009 จึงได้เริ่มผลิตสินค้าออกวางจำหน่ายอย่างจริงจัง ซึ่งหูฟังตัวแรกของเขาก็คือรุ่น HE-5 ผลิตขึ้นแบบแฮนด์เมดภายในโรงงานเล็กๆ ของเขาที่ประเทศจีน ในปี 2010 HE-5 มีการปรับเปลี่ยนในรายละเอียดโดยเฉพาะตัว housing เดิมที่เป็นไม้และมีปัญหาในงานผลิตที่มาจากซัพพลายเออร์ได้ถูกเปลี่ยนมาเป็น housing ที่ขึ้นรูปด้วยพลาสติกเนื้อดีแทน หูฟังตัวใหม่นี้มีชื่อว่า HE-5LE

HE-5LE มีบาลานซ์ของเสียงที่ดีขึ้น ไม่มีเสียงแหลมที่หยาบกร้าน ไม่มีปัญหาการแตกของเนื้อไม้ที่ใช้ทำเป็น housing มีน้ำหนักเบาลง และใช้สายเคเบิ้ล OFC ที่คุณภาพดีขึ้น พร้อมกับขั้วต่อแบบ 4pin XLR และ XLR to 6.5mm converter

หูฟัง HE-5LE สร้างชื่อให้ HiFiMAN ได้มากพอสมควร อย่างน้อยก็ทำให้ชื่อของ HiFiMAN เริ่มเป็นที่รู้จักของนักเล่นหูฟังที่ชอบเสียงของหูฟังแบบ Planar Magnetic เมื่อถึงเวลาที่ต้องพัฒนารุ่นใหม่งานหนักจึงตกอยู่ที่ Fang Bian และทีมงานของเขา

เขาตัดสินใจใช้ housing ของ HE-5LE กับ HE-6 หูฟังรุ่นใหม่ซึ่งถือว่าเป็น top of the line เนื่องจากมันยังทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมและไม่มีปัญหาในคุณภาพการผลิตเลย แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในรุ่นใหม่นี้คือตัว unit driver ที่ถูกพัฒนาขึ้นใหม่ให้ใช้ ‘ทองคำ’ เป็นตัวนำไฟฟ้าที่จะฉาบลงบน membrane แทนรุ่นเดิมที่ฉาบด้วยอะลูมิเนียม

ทองคำเนี่ยอ่ะนะ… เวลานี้ถึงถูกลงมาหน่อยแต่ก็ยังถือว่าแพงอิ๊บอ๋าย อีตา Fang Bian เริ่มประสาทกลับหรือว่าที่บ้านขายทองแล้วมีเหลือเยอะล่ะนี่ ลองไปดูเหตุผลที่เขาบอกไว้ละกันครับ







ข้อดีของทองคำคือมันสามารถฉาบเคลือบลงไปบน membrane ได้บางมากๆ อีกทั้งทองคำยังเป็นโลหะที่ต่อต้านการเกิดออกไซด์ได้ดีกว่า จึงทำให้ได้ membrane ที่มีน้ำหนักเบากว่าเดิมมาก ทำให้หูฟังรุ่นใหม่ของเขามี frequency response กว้างไปกว่าเดิมอีกจาก 10Hz-60kHz ในรุ่น HE-5LE ไปเป็น 8Hz-65kHz ในรุ่น HE-6 เรื่องความเพี้ยนก็สามารถลดต่ำลงไปได้อีก แหม อะไรๆ ก็ดีไปหมดอย่างนี้ต้องเรียกว่าพระกาฬมนุษย์ทองคำแล้วล่ะจ้า

การวางโครงการพัฒนา HiFiMAN HE-6 ถูกตั้งความคาดหวังไว้สูงมาก หูฟังรุ่นนี้จะเป็น ‘The World's Finest Headphones’ และ ‘No-Compromise Design’ เรียกว่าทุ่มทุนได้เท่าไรอาเฮีย Fang Bian ยอมเทหมดหน้าตัก เพื่อให้ HE-6 เป็นที่สุดของที่สุด

นอกจาก unit driver ที่ใช้วัสดุราคาแพงอย่างทองคำเพื่อให้ moving mass มีมวลเบาแล้ว HE-6 ยังเปลี่ยนไปใช้สายหูฟังที่ใช้ทองแดง OCC ผลึกเดี่ยวหรือ OCC, single-crystal copper แทนทองแดง OFC มีการออกแบบการจัดวางแม่เหล็กใหม่เพื่อเพิ่มความเข้มของสนามเหล็ก ช่วยให้มีความไวมากขึ้น มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น รวมถึงการปรับปรุงการออกแบบโครงสร้างให้ใส่ใช้งานได้ดีขึ้น มีการเก็บรายละเอียดของงานในจุดเล็กจุดน้อยที่ดีกว่าเดิม










HE-6 มี frequency response 8Hz-65kHz ความต้านทาน 50 Ohm ประสิทธิภาพความไว 83.5 เดซิเบล น้ำหนัก 502 กรัม อุปกรณ์ที่ให้มาในกล่องประกอบไปด้วย Leather storage box, OCC (single crystal copper) 4pin XLR cable ยาว 2 เมตร, OCC XLR to 6.5mm headphone plug adapter ยาว 1 เมตร,
Leather earpad 1 คู่ที่ติดมากับหูฟัง และ Velour earpad อีก 1 คู่เป็นอุปกรณ์สำรองใช้

เลือกแอมป์
HiFiMAN HE-6 ถือว่าเป็นหูฟังที่มีความไวต่ำมากถึงมากที่สุด ถ้าให้ยกตัวอย่างหูฟังที่ขับยากที่สุดในโลกที่ยังมีขายอยู่ในตอนนี้ผมว่าหูฟังตัวนี้น่าจะมีชื่อติดอยู่ในสามลำดับแรกอย่างแน่นอน ดังนั้นคุณลืมไปได้เลยที่จะใช้มันกับแอมป์ portable ตัวเล็กๆ ทั้งหลาย มันไม่มีทางขับ HE-6 ออกแน่ๆ ไม่ใช่ว่าใช้แล้วจะแค่เสียงไม่ดีนะครับแต่มันอาจจะเลวร้ายถึงขั้นไม่มีเสียงออกมาให้ได้ยินเลย เป็นหูฟังที่โหดดีแท้

ทาง HiFiMAN เขาบอกว่าแอมป์ที่จะขับหูฟัง HE-6 ได้ควรต้องมีกำลังมากสักหน่อย อย่างเช่นแอมป์ HiFiMAN EF5 ที่มีกำลังข้างละ 2 วัตต์ หรือ HiFiMAN EF6 ที่มีพลังมากขับมากขึ้นเป็น 5 วัตต์ต่อข้างที่ความต้านทาน 50 Ohm

การทดสอบหูฟังตัวนี้ผมต้องขอยืมแอมป์หูฟังจากร้านมั่นคงเพื่อมาปราบ HE-6 ให้อยู่หมัด เพราะทราบกิตติศัพท์ดีว่าหูฟังตัวนี้ขับยากแค่ไหน ซึ่งก็ได้มา 3 ตัวด้วยกันได้แก่แอมป์ Burson Soloist ที่มีกำลังขับข้างละ 4 วัตต์ที่ 16 โอห์ม อีก 2 ตัวเป็นแอมป์ของยี่ห้อ Schiit คือรุ่น LYR ที่มีกำลังขับข้างละ 6 วัตต์ที่ 32 โอห์ม และรุ่น Mjolnir ซึ่งเป็นบาลานซ์แอมป์แท้ๆ กำลังขับมากถึง 8 วัตต์ที่ 32 โอห์ม (5 วัตต์ที่ 50 โอห์ม)




Soloist กับ LYR นั่นถือว่าเป็นแอมป์ที่คุ้มมาก และเก่งเกินตัวเลยทีเดียวเชียวครับ ที่สามารถไดร์ฟหูฟังความไวต่ำมากอย่าง HE-6 ได้แบบไม่มีข้อสงสัย แอมป์ Burson Soloist เมื่อใช้งานที่ระดับเกนสูงสุดสามารถขับดันรายละเอียดออกมาจากหูฟัง HE-6 ได้ในระดับ volume ประมาณบ่ายโมงเป็นต้นไปจนถึงราวๆ บ่ายสามบ่ายสี่โมง ฟังเพลงได้หลากหลายแต่อาจจะไม่เหมาะในเวลาที่อินพุตรับสัญญาณเข้ามาเบามากเช่นต่อเล่นจาก iPod โดยตรง เพราะเกนขยายของแอมป์อาจจะไม่พอใช้ขับ HE-6 ออกมาได้ดี ถ้าจะเล่นกับแอมป์ Soloist ต้นทางควรให้ output ออกมาไม่ต่ำกว่า 2 V RMS อย่างเช่น DAC Ayre รุ่น QB-9 นี่ถือว่าเหลือกินเหลือใช้

ส่วนแอมป์หูฟังของยี่ห้อ Schiit ทั้งสองตัวดูเหมือนจะขับ HE-6 ได้แบบสบายกว่าเพราะแว่วๆ มาว่าคนออกแบบเขาใช้หูฟังของ HiFiMAN เป็น reference ด้วย แอมป์ของ Schiit ใช้ volume อยู่ในช่วงประมาณเกือบเที่ยงถึงบ่ายสองโมงกว่าเท่านั้นก็เสียงดังคับหูแล้วครับ

สายหูฟังของ HE-6 เขาทำมาแบบให้ถอดแยกหรือเปลี่ยนได้ จุดที่ต่อกับหูฟังเป็นแบบล็อคด้วยสกรูมีตัวหนังสือบอกด้านซ้ายหรือด้านขวามาให้เสร็จสรรพ สามารถถอดเก็บได้ไม่เกะกะหรือจะเปลี่ยนเป็นสายแต่งที่มีคนทำออกมาก็ได้เหมือนกันแต่ผมคิดว่าของที่เขาให้มาก็น่าจะดีมากๆ อยู่แล้ว เพราะทองแดงแบบ OCC แถมเป็นแบบผลึกเดี่ยวด้วย ผมเคยเห็นแต่ในสายสัญญาณเครื่องเสียงบ้านราคาแพงๆ นะครับ สายที่มากับ HE-6 นี่ก็เส้นไม่ได้ใหญ่โตมาก น้ำหนักเบาใช้งานสะดวก สายหลักเป็นขั้วต่อ 4pin XLR ซึ่งใช้กับบาลานซ์แอมป์อย่างยี่ห้อ Schiit รุ่น Mjolnir ได้เลย แต่ถ้าใช้กับ Soloist หรือ LYR ก็ต้องเสียบผ่านสายอีกท่อนที่เป็น XLR to 6.5mm headphone plug adapter



ทั้งสามตัวนี้ถ้าให้เลือกที่ชอบที่สุดคิดว่าเป็นแอมป์ค้อนปอนด์เทพ Mjolnir ที่ดูจะแลกหมัดบี้กับ HE-6 ได้สมน้ำสมเนื้อกว่าเพื่อน ยิ่งเปิดกับเพลงคลาสสิกหรือโปรเกรสสีฟเมทัลที่มีสเกลของดนตรีใหญ่เบ้อเริ่มด้วยล่ะก็ขอบอกเลยจ้าว่า “ฟินาเล่ !!!”

Sound and Stage
อยากจะบอกว่าทีแรกกังวลอยู่เหมือนกันว่าหูฟังตัวหนักเป็นรุ่นเฮฟวี่เวทอย่างนี้จะใส่ฟังได้นานหรือเปล่า แต่พอลองใช้ดูก็แปลกใจว่ามันใส่สบายกว่าที่คิด ปรับความกว้างเข้ากับหัว ปรับให้สายคาดด้านบนมันทาบบนหัวพอดีๆ กระจายน้ำหนักไปทั่วๆ ก็ใช้ได้แทบไม่มีปัญหาอะไรเลย หนังส่วนที่เอามาแนบหูก็นุ่มมากๆ ลองใส่แล้วรู้สึกกระชับกว่า Audeze LCD2 ที่ผมใช้อยู่เสียด้วยซ้ำ แต่ไม้โร้สวู้ดของ LCD2 สวยกินขาดนะ (ฮ่าๆ แอบเชียร์น้องนางไม้)

ใครที่เคยฟังแต่หูฟังไดนามิกธรรมดามาก่อนถ้าลองได้มาฟังหูฟังพลานาร์แมกเนติกดีๆ รับรองว่าครั้งแรกต้องตื่นเต้นกับมิติเสียงที่โปร่งโล่งสบายหูมากๆ รวมถึงการให้ sound ที่ถ่างขยายกว้างออกไปทั้งทางด้านความถี่เสียงแหลมลากลงไปถึงเสียงทุ้มลึกซึ่งหูฟังประเภทนี้ได้เปรียบอยู่แล้วตรงที่ใช้ unit driver ขนาดใหญ่กว่ามาก แต่ความใหญ่ของ unit driver นั้นใช่ว่าจะมีแต่ข้อดี ปัญหาหนึ่งของพลานาร์แมกเนติกไม่ว่าจะเป็นลำโพงบ้านหรือหูฟังคือการทำ damping

การ damping เป็นการจัดระเบียบให้แผ่นพลานาร์มีการปล่อยความถี่ออกมาอย่างสม่ำเสมอกันตลอดช่วงความถี่เสียง เนื่องจากตัวแผ่น membrane ที่บางและเบามากมันจึงไวและเก็บตัวได้ดีมากกับความถี่เสียงกลางถึงความถี่สูง ส่วนเสียงทุ้มนั้นจะมีความไวน้อยกว่าและเก็บตัวได้ช้ากว่า ถ้าไม่มีการ damping ที่ดีเสียงที่ออกมาจะฟังว่าแต่ละความถี่ตีรวนกันเอง บาลานซ์ของเสียงไม่ดี การออกแบบตัว housing และการ damping จึงมีผลกับเสียงในหูฟังประเภทนี้มากๆ

อย่างผมเองซึ่งคุ้นเคยดีกับหูฟัง LCD2 แน่นอนครับว่ามันเสียงดีมากๆ นุ่มนวลน่าฟัง มิติเสียงเยี่ยมเลย แต่พอได้มาฟัง HiFiMAN HE-6 ผมคิดว่า HE-6 มีบาลานซ์เสียงที่เป็นกลางมากกว่า หูฟัง LCD2 มีบาลานซ์ของเสียงนุ่มกว่า เสียงจะฟังแล้วถอยลึกเข้าไปในสเตจมากกว่า รายละเอียดชัดเจนแต่น้ำหนักของแสงและสีสันของดนตรีฟังแล้วรู้สึกสลัวครึ้มและมี signature ชัดเจนกว่า

เปล่าครับ ผมไม่ได้พยายามจะบอกว่า Audeze LCD2 เสียงไม่ดีหรือไม่น่าเล่น ผมคิดว่าผมยังชอบเสียงของมันนะ แต่ถ้าให้เลือกเวลานี้ผมว่า HE-6 น่าสนใจกว่าครับ เพราะเมื่อเปลี่ยนแอมป์หรือเปลี่ยนเพลงไปเรื่อยๆ หูฟังตัวนี้จะพาคุณท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ ในโลกของเสียงเพลงโดยไม่ต้องสนใจว่าเสียงของหูฟังจะเป็นยังไง

ไหนๆ ก็ได้ลองฟัง HE-6 กับ DAC ของ Ayre ที่รับ digital sample ได้ถึง 192kHz ผมก็เลยทำเป็นหูสูงเลือกเพลงที่เขาว่ามีรายละเอียดสูงเหมือนกันมาลองฟังกัน ชุดแรกเป็นเพลงโปรดที่ฟังมาตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น Eagle Hotel California เวอร์ชั่นดิจิตอลสมัยใหม่มาแบบรายละเอียดคมชัดหนักแน่นได้อารมณ์ดีเหลือเกิน ให้ฟิลลิงของมาสเตอร์แบบอะนาล็อกทั้งเสียงซ่าและเนื้อเสียงแบบนวลๆ นุ่มแต่แน่น ให้สเตจที่โปร่งและกว้างไกล การแออัดของดนตรีแทบไม่มีเลย ฟังสนุกมากทั้งเพลงช้าเพลงเร็วหรือเพลงจังหวะเนิบๆ อย่าง New Kid in Town ฟังแล้วอยากเร่ง volume ขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้าไม่กลัวหูตัวเองจะดับไปซะก่อน

ผมมีไฟล์ดิจิตอลของ Stevie Ray Vaughan ที่แปลงมาจากแผ่นลองเพลย์ที่เพื่อนทำมาฝากอยู่ 2-3 ชุด ชอบและฟังบ่อยมากคือชุด Couldn't Stand the Weather ที่มีเพลงเอกอย่าง Tin Pan Alley (aka Roughest Place in Town) หูฟัง HE-6 ให้รายละเอียดได้ถึงน้ำหนักเสียงและสั่นการกระพือของหนังหน้ากลอง ไดนามิกที่ดีเยี่ยม เสียงกีตาร์ระริกระรี้โปรยเสน่ห์บาดลึกลงไปถึงสุดปลายของไส้ติ่ง บรรยากาศเสียงก็สุดยอดครับ โปร่งใส กว้าง เสียงหวานด้วยต่างหาก บาลานซ์ของเสียงทุ้มก็ฟังดูเป็นกลางมากๆ ตอนฟังจากหูฟัง LCD2 แสงไฟในสเตจจะถูกหรี่สลัวกว่านี้ และได้ยินแต่ละเสียงหลบมุมเห็นเป็นเงาสลัวท่ามกลางแสงไฟที่ถูกหรี่ให้ soft นวลตา

การตอบสนองเสียงที่ความถี่กว้างมากและการใช้ unit driver ขนาดใหญ่ ช่วยให้ HE-6 นั้นแทบจะไม่มีจุดอ่อนที่แท้จริงเลย มันให้เสียงทุ้มที่ลึก สะอาด ไม่รู้สึกว่าเยอะหรือมีอาการท่วมล้นจนกลายเป็นบุคลิกเฉพาะตัว เสียงกลางและเสียงแหลมมีความโปร่งใสกังวาน ให้รายละเอียดที่หยุมหยิมแม้ว่าเสียงนั้นจะค่อนข้างแผ่วเบามากก็ตาม

ความเป็นกลางและการให้รายละเอียดที่เปิดเผยตรงไปตรงมาของ HE-6 ค่อนข้างแตกต่างจากหูฟังที่มีแนวเสียงเปิดเผยจะแจ้งทั่วไปโดยเฉพาะหูฟังแบบไดนามิกอย่าง Sennheiser HD800 ผมว่าฟังคู่เป็นหูฟังที่ดีแต่ถ้าพูดถึงความกลมกล่อมน่าฟัง ความโปร่งพลิ้วที่ปราศจากความระคายหู มีความชัดเจนสดใสแบบพอดีๆ ไม่รู้สึกว่ามากมายจนเกินงามหรือเน้นชัดเสียจนฟังแล้วรู้สึกเหนื่อยล้า เรียกว่าถ้าจะมองหาหูฟังที่มีความครบเครื่อง ให้รายละเอียดและเวทีเสียงออกมาแบบสวยๆ ตอบสนองไดนามิกได้ชัดเจนปราศจากความคลุมเครือ นาทีนี้ผมเห็นว่าคงไม่มีใครเกินหน้าเกินตาหูฟังของ HiFiMAN ตัวนี้ไปได้แล้วล่ะครับ



Like : ความโดดเด่นที่โดนใจและประทับใจ
- เสียงที่เปิดและโปร่งสุดๆ เวทีเสียงยอดเยี่ยม และไม่ติดแปร๋น ไม่แผดจ้า ไม่ปรี๊ด ชอบจริงๆ ให้ไปเลย 5 กะโหลก
- แบนด์วิดธ์กว้างและราบเรียบ ไม่มีความถี่ช่วงใดที่ถูกขยายจนฟังดูเกินจริง คนที่ชอบฟังเพลงจริงๆ ฟังแล้วจะชอบมาก
- แม้ว่าดีไซน์จะดูค่อนข้างธรรมดา แต่ใช้วัสดุดีมาก ให้สัมผัสที่ดีและดูทนทาน ถ้าไม่พกเอาไปฟังในสนามรบคิดว่าคงไม่พังคามือง่ายๆ แน่นอน… ฟันเฟิร์ม !!!

Don’t Like : ยังไม่ค่อยโดนใจนะ
- น้ำหนักมาก ใส่นานแม้จะไม่ปวดหูแต่อาจจะเมื่อยคอได้ แนะนำให้พักบ้างอย่าฟงติดต่อกันนานๆ หรือไม่ก็หาเก้าอี้เอนพิงหลังเวลาฟังจะดีกว่า
- ความไวต่ำ ขับยากเหลือเกิน ทำให้เลือกแอมป์ พวก super จิ๋วทั้งหลายขอบอกว่าลืมไปได้เลย ต้องแอมป์ตั้งโต๊ะดีๆ หน่อย นึกไม่ออกบอกไม่ถูก ปรึกษาร้านมั่นคงแกดเจ๊ดเอาเองละกันครับ

Wanted : อยากให้มี
- อยากให้ตา Fang Bian ใช้วัสดุที่น้ำหนักเบาลงหน่อย รู้ว่ายากแต่ขออีกสักนิดก็ยังดี
- กล่องใส่สวยๆ และแข็งแรง ให้ดูสมฐานะหูฟังเทพ





โดย: เข็มแก้ว
SHARE:

Related Review & Article