Review & Article > รีวิว Benchmark DAC2 (เรื่องแปล)


ปัจจุบันกระแสการฟังเพลงผ่านคอมพิวเตอร์ ด้วยการต่อ DAC ได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วงผ่านมา ทำให้ผู้ผลิต DAC นั้นไม่เพียงแค่ปรับปรุงคุณภาพเสียงเพียงอย่างเดียว แต่ยังเพิ่มความสามารถต่างๆเพื่อให้ใช้งานร่วมกับคอมพิวเตอร์ได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้นด้วย

Benchmark Media เป็นหนึ่งในผู้นำในการผลิต DAC ด้วยผลิตภัณฑ์ระดับเรือธงอย่าง DAC2 HGC ที่ไม่เพียงแค่ทำการอัพเกรด signal-path แต่ยังสามารถทำการถอดรหัสไฟล์ DoP (DSD-over-PCM) ที่กำลังได้รับความนิยมในขณะนี้

ที่ผ่านมานั้นอาจจะใช้เวลาในการวิจัยอยู่พอสมควร แต่ในสุดท้ายแล้วทาง Benchmark ก็สามารถอัพเกรดซีรีย์ DAC1 ซึ่งอยู่ในตลาดมาเป็นเวลานานด้วย DAC2 HGC ที่มีราคา $1,995 โดย DAC2 นี้จัดได้ว่าเป็น DAC ที่อยู่ในขั้นดีทีเดียว ความสามารถของมันนั้นมีเยอะมาก และยังไม่รวมการพัฒนาต่อจากรุ่น เก่า โดยมีวงจรสำหรับขับหูฟังอิมพิแดนซ์ต่ำๆได้ ในตัว ทำการประมวลผล และถอดรหัสด้วยชิปจากทาง ESS Sabre32, รองรับการส่งข้อมูลแบบ DSD-over-PCM, มีหน้าจอแสดงค่า Word length / Sample rate, Digital and Analog pass through และสถานะของAnalog/Digital volume control อีกด้วย

เสียงที่ได้จาก DAC2 มีคุณภาพดีจนน่าตกใจ มีเนื้อเสียงเนียนละเอียด และรายละเอียดของเบส กับเสียงกลางนั้นก็เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกันเมื่อเทียบกับรุ่นก่อน ส่วนเสียงแหลมก็เปี่ยมด้วยรายละเอียดและกำลัง ตามปกติแล้วการอัพเกรด DAC จากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งนั้นมักจะมีข้อแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย แต่สำหรับ DAC2 HGC นั้นสามารถรับรู้ได้อย่างทันทีตั้งแต่การฟังครั้งแรก

Feature
DAC2 HGC เป็นรุ่นสูงสุดของทาง Benchmark กำหนดมาแทนที่ DAC1 HDR ด้วยความสามารถบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน (remote control, analog input, USB input) แต่ยังเพิ่มความสามารถใหม่ๆเข้าไป อีกมากมาย ส่วนประมวลผลนั้นใช้ชิป ESS Sabre32 DAC อยู่บนวงจรซึ่งออกแบบใหม่ โดยจะให้ digital headroom มากขึ้น, S/N ที่ดีขึ้น และ gain ซึ่งได้จาก Hybrid Gain Control โดยทาง John Siau รองประธานและ chief product designer ได้กล่าวไว้ว่าจุดที่ทำให้เสียงของ DAC2 HGC มีความนุ่มนวล ลื่นไหลนั้นมาจาก High-Headroom DSP และตัว DAC เองยังสามารถรองรับสัญญาณสูงสุดถึง +3.5 dBFS ซึ่งเป็นหนึ่งในส่วนที่ช่วยให้เสียงมีความเที่ยงตรงมากยิ่งขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับ ไฟล์เพลงความละเอียดสูง

Siau ยังกล่าวต่ออีกว่า อุปกรณ์เกือบทั้งหมดจะทำการลดทอนสัญญาณ digital ที่สูงกว่า 0dBFS ซึ่งปกติแล้วระดับ 0dBFS น่าจะเป็นจุดซึ่งให้เสียงเหมาะสมและดูเข้าท่าที่สุดแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม จากการวัดค่าและการคำนวนตามหลักคณิตศาสตร์นั้นแสดงให้เห็นว่าสัญญาณ PCM นั้นสามารถมีค่า inter-sample ได้สูงมากกว่า +3 dBFS แต่ว่าค่า individual sample ก็ยังไม่เกิน 0dBFS อยู่ดี

แม้ค่า inter-sample over จะดีอย่างไรก็ตาม แต่มันก็เป็นปัญหาอย่างมากในกระบวนการ PCM interpolation filter ที่เป็นปัจจัยหลักของประสิทธิภาพของ DAC ระดับ 24 bit ซึ่งค่า inter-sample over จะทำให้เกิดการเสียงเพี้ยนซึ่งสามารถฟังได้อย่างชัดเจนในระหว่างการทดสอบ ถึงแม้ DAC1 จะไม่มีปัญหาตรงจุดนี้ให้เห็น แต่ใน DAC2 HGC นั้นได้เลี่ยงปัญหาโดยการรักษาระดับของ headroom ให้อยู่ในระดับ 3.5 dB ตลอดกระบวนการแปลงสัญญาณ ซึ่งเชื่อว่าการเพิ่ม headroom นั้นจะเป็นเป็นการพัฒนาคุณภาพให้สูงยิ่งขึ้นไปอีก

ในส่วนของ linear volume control ทาง DAC2 HGC ได้รวม analog gain control, passive low-impedance attenuators, 32-bit digital gain control และ servo-driven volume control เข้าไว้ด้วยกัน การควบคุม input ทั้งหมดนั้นทำผ่าน volume control แบบหมุน และตัว volume control เองก็ยังหมุนตามการสั่งการผ่านรีโมทอีกด้วย ทาง Benchmark ยังกล่าวอีกด้วยว่า “analog input นั้นจะไม่มีการแปลงไปเป็น digital และ digital input นั้นจะไม่ผ่านทาง analog potentiometer”

Digital input นั้นจะถูกควบคุมผ่าน 32-bit DSP เพื่อความสมดุลกันระหว่างซ้ายและขวาและ stereo imaging ที่เที่ยงตรง และยังสามารถหลีกเลี่ยงเสียงรบกวนและเสียงเพี้ยนได้อีกด้วย
Benchmark ยังเชื่ออีกด้วยว่า unique passive output attenuators ซึ่งอยู่ภายใน DAC2 HGC เป็นหนึ่งในส่วนประกอบหลักที่สำคัญต่อประสิทธิภาพของตัวเครื่อง มีส่วนช่วยในเรื่อง distortion-free gain reduction โดยที่จะไม่ลด dynamic range ไปในขณะเดียวกัน ในส่วนของ attenuators ก็ถูกใช้ในเรื่องการการปรับ gain staging ให้เหมาะสมกันระหว่าง DAC2 HGC และ power amplifier ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับ dynamic range ของเครื่องเสียงทั้งระบบ Siau กล่าว

Benchmark ยังปรับปรุงในส่วนของอุปกรณ์ภายในเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ในราคาที่สมเหตุสมผล DAC2 HGC เลือกใช้ชิป 8-channel 32-bit Sabre32 ES9018 D/A converter ที่ทำงานด้วยระบบ 4 Balance และปล่อย Output ออกมาเป็นระบบ Stereo 2 Channel Op-Amp LME49860 จากทาง National Semiconductor ถูกใช้้ในวงจรของเสียง และลูกบิดปรับเสียงชนิดมีมอเตอร์ในตัวจาก Alps Japan สำหรับการควบคุมเสียง


ในส่วนของ digital processing ก็ได้เลือกใช้ชิปจาก Burr-Brown SRC4392 Digital Audio transceiver, firmware ที่ถูกปรับแต่งโดยเฉพาะจากทาง Xilinx FPGA ส่วนฟังก์ชั่น DSP ก็รวมไปถึง Ultralock2(TM) jitter attenuation system ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของ Benchmark, asynchronous upsampling, automatic de-emphasis, PCM และ DSD filters, DoP decoding (สำหรับการเล่นไฟล์แบบ DSD), word length detection และ sample rate detection ส่วนภาคจ่ายไฟนั้นเป็นแบบ dedicated low-noise voltage regulators โดยส่วนสำคัญของวงจร ได้เลือกใช้แผ่นวงจรที่ประกอบไปด้วยทองแดงจำนวน 6 ชั้นและมี 3-dimensional shielding เพื่อป้องกันสัญญาณรบกวนอีกด้วย

การป้องกันค่า Jitter ทาง Benchmark ใช้ Ultralock Jitter Attenuation และ asynchronous USB2 input ซึ่งคิดค้นด้วยตัวเอง โดย USB input ที่ใช้ระบบ asynchronous ในการส่งข้อมูลจะช่วยลด jitter ที่เกิดขึ้นระหว่างการส่ง สามารถใช้ในระบบ USB 2.0 โดยจะรองรับไฟล์ความละเอียดสูงสุด 192 kHz หรือจะใช้ในรูปแบบ USB 1.1 ที่ไม่ต้องใช้ driver ในการทำงาน แต่จะรองรับได้สูงสุดเพียงแค่ 96 kHz เท่านั้น โดยสามารถเลือกรูปแบบการทำงานผ่านทางรีโมท หรือปุ่มกดด้านหน้าเครื่องก็ได้ และ driver สำหรับการใช้งานรูปแบบ USB 2.0 นั้นสำหรับระบบปฏิบัติการ Windows เท่านั้น สำหรับผู้ใช้ OSX นั้นไม่จำเป็นจะต้องลง driver แต่อย่างใด

DAC2 HGC ยังสามารถใช้ในรูปแบบอื่นๆได้อีกด้วยเช่น SPDIF digital pass-through output, analog pass-through, sample rate และ word length indicator
ฟังก์ชั่น DSD-over-PCM นั้นเป็นการเปิดโลกใหม่ในเรื่อง DSD สำหรับผู้ที่ไม่ใช่มืออาชีพ รูปแบบ DoP นี้ (รูปแบบเดียวกันกับที่ใช้ใน SACD) ทำให้สามารถ download ไฟล์ลงไปเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ จากนั้นก็ทำการ “บรรจุ” ไฟล์เข้าไปในสัญญาณ 24-bit/176 kHz PCM ทำให้สามารถส่งสัญญาณไปยัง DAC ซึ่งรองรับได้ โดยปกติแล้วจะส่งไปทาง USB

รูปแบบ DoP นั้นไม่ใช่การแปลงสัญญาณจาก DSD ไปเป็น PCM เหมือนกับที่ใช้ในโปรแกรม Korg Audiogate แต่ไฟล์ DoP นั้นเป็นไฟล์ดั้งเดิมซึ่งเดินทางไปในรูปแบบ PCM เท่านั้น ทำให้ใช้งานร่วมกับคอมพิวเตอร์ได้ง่ายกว่า ค่ายเพลงอย่าง Blue Coast ก็เปิดให้บริการ download ไฟล์เพลงแบบ DSD ส่วนโปรแกรมอย่าง Pure Music, Audirvana และ Jriver ก็สามารถทำให้ไฟล์เพลงนั้นส่งผ่านไปยัง DAC ที่เชื่อมต่อภายนอกได้ เช่น DAC2 HGC และโปรแกรม Pure Music, Jriver ยังสามารถทำการ save ไฟล์ซึ่งผ่านการแปลงแล้ว ให้เป็นไฟล์ใหม่ที่สามารถใช้งานร่วมกับ DAC ตัวใดก็ได้ที่รองรับความละเอียด 24/176 PCM ได้อีกด้วย

DAC2 HGC ไม่เพียงแค่สามารถถอดรหัสและเล่นไฟล์ เสียงแบบ DoP จากคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องเล่น PCM เท่านั้น แต่ยังสามารถทำการบันทึกไฟล์ DoP แบบ realtime จากคอมพิวเตอร์ได้อีกด้วย ถ้าหากคุณใช้งาน DAC2 HGC กับเครื่อง MAC คุณสามารถทำการบันทึกสัญญาณ DoP เป็นแบบ 24/176 PCM โดยการใช้เครื่องบันทึกซึ่งรองรับผ่านการเชื่อมต่อทางช่อง SPDIF pass through และคุณก็จะสามารถเล่นไฟล์ DoP จากเครื่อง PCM recorder/player ผ่าน DAC2 ได้อย่างสบายๆ
DAC2 ยังมีของดีอย่างอื่นอีกเช่น 12-volt trigger และ front panel ที่มีทั้งสีดำและสีเงินให้เลือก DAC2 ยังจัดการด้านพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า DAC1 และมีอุณหภมิน้อยกว่าขณะทำงานด้วย

Knobs and Things
ด้านหน้าของ DAC2 HGC นั้นมีช่องเสียบหูฟังแบบ low-impedance, load-handling headphone jack พร้อมกับปุ่ม mute/dim, ปุ่ม polarity switch, power switch และ volume control แบบมีมอเตอร์ในตัว มีหน้าจอบอกการทำงาน input แบบครบๆ พร้อมด้วย word length indicator โดยขนาดตัวเครื่องมาในรูปแบบ half rack เท่านั้น

ในส่วนของ word length/sample rate indicator เป็นสิ่งที่ DAC แทบทุกตัวนั้นขาดไป บางเครื่องอาจจะบอก sample rate แต่ไม่ได้บอก word length แต่อย่างไรก็ตาม การได้รู้ถึง word length/sample rate ทำให้แน่ใจได้ว่าเครื่องกำลังเล่นไฟล์ที่ความละเอียดสูงอยู่ ในตอนนี้คอมพิวเตอร์เริ่มเข้ามามีบทบาทในตลาดมืออาชีพและ hi-fi มากขึ้น แต่ว่าระบบเสียงกับคอมพิวเตอร์นั้นกลับไม่ก้าวหน้าไปอย่างพร้อมกัน ยกตัวอย่างเช่น หากคุณใช้ MAC คุณสามารถเล่นไฟล์ 24-bit/96 kHz ได้ แต่ถ้าหาก core audio system file parameter ของ MAC ถูกตั้งไว้ที่ 16-bit/44.1 kHz ไฟล์ความละเอียดสูงของคุณจะถูกแปลงและ word length จะถูกลดทอนลงเหลือเพียง 16-bit เท่านั้น ทำให้บางครั้งคุณคิดไปเองว่า กำลังฟังเพลงความละเอียดสูงอยู่ เพราะว่าตัว DAC นั้นไม่มีหน้าจอบอกสถานะการทำงานนั่นเอง


ด้วย DAC2 คุณสามารถแน่ใจได้ผ่านหน้าจอแสดง word length ซึ่งถูกส่งออกมาจาก PC (หรือแหล่งอื่นๆ) และเมื่อเชื่อมต่อกันเรียบร้อยแล้ว คุณจะเห็นไฟสถานะสีน้ำเงิน บอกการทำงานว่าตอนนี้กำลังเล่นอยู่ที่ความละเอียดเท่าไร

แผงหน้าจอที่คอยบอก sample rate/ward length จะประกอบไปด้วยหลอด LED ซึ่งระบุ 16-bit และ 24-bit สำหรับการตรวจสอบ word length และ 44.1/48 กับ 2X/4X สำหรับการบอกสถานะ sample rate ดังนั้นหากสัญญาณที่เข้ามามีความละเอียด 24-bit/96 kHz sampling ไฟแผงหน้าจะติดช่อง 24-bit, 48 kHz และ 2X (48 kHz x 2 เท่ากับ 96 kHz) หากเป็นไฟล์ 24-bit/192 kHz ไฟแผงหน้าจะติดที่ 24-bit, 48 kHz และ 4x นั่นเอง หากเป็นไฟล์ DSD ไฟสถานะ 2X และ 4X จะติดทั้งสองดวง รวมไปถึงไฟที่บอกว่าขณะนี้กำลังรับสัญญาณ input ผ่านทางช่องไหนอีกด้วย

ด้านหลังของ DAC2 HGC อัดแน่นไปด้วยช่อง input และ output ได้แก่ช่อง Toslink 2 ช่อง, coaxial 2 ช่อง, USB input 1 ช่อง และ analog input อีก 2 ชุดด้วยกัน (DAC1 มีมาให้เพียง 1 ชุด) ส่วนช่อง output ก็ประกอบไปด้วย analog 2 ชุดและ XLR 1 ชุดด้วยกัน และช่อง digital input หมายเลข 4 ยังทำหน้าที่เป็น digital pass-through (ทำได้โดยการสลับขา jumper) ไม่มี XLR input ด้วยเหตุผลว่าขนาดของ DAC2 มาในรูปแบบ half rack เท่านั้น จึงเป็นข้อจำกัดในการใส่ input อื่นๆมาให้

รีโมทที่ให้มาด้วยนั้น มีปุ่มเหมือนกันกับแผงด้านหน้าของตัวเครื่อง ประกอบไปด้วยปุ่มเลือก input, volume, dim/mute และ polarity control ตัวรีโมทใช้วัสดุอลูมิเนียมทำให้ดูดีมาก สามารถกดแต่ละปุ่มได้โดยง่าย มอเตอร์ซึ่งอยู่ในลูกบิดเวลาทำงานก็ไม่มีเสียงรบกวนแต่อย่างใด เมื่อเปิดเครื่องมอเตอร์ที่ปุ่มปรับเสียงจะทำการเช็คโดยหมุนไปมาอยู่ระยะหนึ่ง และจะมาหยุดอยู่ตำแหน่งเสียงที่ได้เปิดไว้ครั้งสุดท้าย เมื่อคุณกดปุ่ม dim/mute จากแผงด้านหน้าหรือจากรีโมท ตัวเครื่องจะทำการหรี่เสียงลง และกดอีกครั้งเมื่อต้องการให้เสียงกลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิม

The setup
ผมใช้ DAC2 HGC ในการเล่นเพลงหลายๆรูปแบบ ทั้งการใช้เป็น headphone amp หรือ lineout preamp ผมเลือกใช้ AKG K702s และ Shure SRH1840 ในการฟังคู่กับ DAC2 ผ่านทางช่อง headphone output และเช่นเดียวกันกับ DAC ตัวอื่นๆ ผมได้ลองเชื่อมต่อ DAC2 HGC เข้ากับ Coda preamp และจาก Coda output เข้าไปยัง Benckmark H1 headphone amp ผ่านทางช่อง balanced การจับคู่นี้ทำให้ผมสามารถทดลองฟังการตั้งค่าทั้งสองแบบไปได้พร้อมกันโดยผ่านหูฟังที่มีความเที่ยงตรงสูง คุณจะสามารถฟังความแตกต่างเพียงเล็กน้อย ในอุปกรณ์ต่างๆอย่างเช่น DAC ในส่วนของ room ambience และ audio stereo cues ก็สามารถรับรู้ได้ง่ายขึ้นเมื่อคุณใชร่วมกับหูฟัง

ในการรีวิวครั้งนี้ใช้อุปกรณ์ซึ่งประกอบไปด้วย Benchmark DAC1 Pre, Lavry DA-10 และ Oppo BDP-95 ส่วนเครื่องเล่นอื่นๆประกอบไปด้วย TASCAM DVRA-1000HD PCM/DSD player recorder, TASCAM HDP2 CF recorder/player และ Sony PCM-D1 ซึ่งเป็นเครื่องบันทึกชนิดพกพาที่มีช่อง digital out

สำหรับการฟังผ่านลำโพง ผมเลือกเชื่อมต่อ DAC2 เข้ากับ CODA high-current solid state preamp ผ่านทางช่อง balanced output จากนั้นก็ส่งต่อไปยัง Pass X350.5 หรือ Bryston 14BSST amp และผมยังใช้ DAC2 ในรูปแบบ preamp ต่อตรงไปยังลำโพงอีกด้วย ส่วนลำโพงนั้นก็ใช้ Martin Logan Montis ที่เป็นลำโพงแบบ electrostatic และ Legacy Focus 20/20s สายสัญญาณทั้งหมดนั้นใช้ของ Alpha-Core’s solid conductor silver cable ใช้ปลั๊กและสายไฟจากทาง Essential Sound Product Essence II

The audition
จากการทดลองเชื่อมต่อจาก Oppo BDP-95 ไปยัง DAC2 HGC ผ่านทาง digital output ผมได้ทดลองเล่นไฟล์เพลงความละเอียดสูงแบบ PCM สำหรับการฟังกับหูฟัง เมื่อเริ่มฟัง ผมรู้สึกได้ถึงความแตกต่างในรายละเอียดของเสียงเมื่อเทียบกับ DAC1 โดยไม่ต้องทดลองฟังพร้อมกัน มีการโฟกัสเบสและเสียงกลางที่ดีกว่ามาก ส่วนเสียงสูงก็มีความนุ่มนวล สามารถสัมผัสได้ถึงความกว้างและลึกจากดนตรีที่บรรเลงอยู่
เมื่อเปรียบเทียบ DAC1 กับ DAC2 ผ่านทาง Coda ซึ่งเชื่อมต่อเข้ากับลำโพง electrostatic อย่าง Martin Logan ผมได้ทดลองฟัง Ole-Bull ผ่านทางแผ่น Blu-ray เสียงของวง violin concerto ที่ความละเอียด 24/192 kHz นี้ทำได้อย่างน่าประทับใจเมื่อเล่นผ่าน DAC2 HGC เสียง violin โดยมีรายละเอียด และ dynamic range ให้ความรู้สึกดื่มด่ำจนเหมือนกับการฟังการบรรเลงสดมากกว่าเมื่อฟังเปรียบเทียบกับ DAC1 ซึ่งไม่ใช่ว่าเสียงจาก DAC1 นั้นไม่มีรายละเอียด แต่ DAC2 นั้นให้เสียงมีรายละเอียดและความสมจริงมากกว่า และไม่มีปลายเสียงที่สากเสี้ยนซึ่งพบได้บ่อยในไฟล์รูปแบบ PCM ความลื่นไหลนี้ทำให้ผมนึกถึง DSD แต่ยังได้ความหนักแน่นในรูปแบบของ PCM ในช่วงความถี่สูงอีกด้วย ผมสามารถรับฟังสิ่งเหล่านี้ได้จากเสียง violin ที่เล่นผ่าน DAC2

เพลงต่อมาเป็นไฟล์ความละเอียด 24/96 ของ Chesky live-to-two track recording, Bucky Pizzarelli-Swing Live เสียงของ jazz guitar และ กลองผ่านการแสดงสดนั้นมี dynamic range ที่เยี่ยมยอดเมื่อเล่นผ่าน DAC2 และในเพลงของ Lawrence Juber-Guitar Noir เสียงของ percussion และการดีดของ guitar นั้นมีความนุ่มนวลมากกว่า DAC1 อย่างเห็นได้ชัด และยังนุ่มนวลมากกว่า Oppo BDP-95 ที่ใช้ชิป DAC ตัวเดียวกันซึ่งถูกใช้มาอย่างยาวนาน

ไฟล์เพลงรูปแบบ PCM อื่นๆที่ผมยอมรับว่ามีคุณภาพดีมากๆนั้นก็ได้แก่ Itrax music Blu-ray, Bryan Pezzone-Piano Pieces ซึ่งเป็นไฟล์ความละเอียด 24/96 kHz จากเพลงที่ทำการบันทึกแบบ 5.1 เมื่อนำมา mix ให้เป็นรูปแบบ strereo ก็ยังทำได้อย่างไร้ที่ติทีเดียว และ DAC2 ก็ให้เสียง piano ที่สมจริงมากกว่าอุปกรณ์ electronic ตัวใดๆสามารถจะทำได้

เมื่อลองฟังกับเพลงแนว pop อย่างเช่น Talking Heads-Little Creatures, Dual-Disc ที่เป็นการบันทึกแบบ analog-to-24 bit ที่มีเครื่องดนตรีหลายชิ้นและ soundstage ที่กว้าง DAC2 ก็ยังสามารถแสดงศักยภาพโดยให้เสียงที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่า DAC1 เสียง guitar, bass และ กลองมีจังหวะที่ดีและเปิดกว้าง เมื่อรวมกับเสียงของ David Byrne ที่อยู่ตรงกลางของเวทีแล้ว เสียงที่ได้นั้นมีความสมจริงและเสียงกลางมีการโฟกัสที่ดีกว่า DAC1 และกับบางเพลง DAC2 ทำให้เสียงของ DAC1 นั้นดูบางไปเลยเมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน

ที่สำคัญ เสียงอันเป็นเอกลักษณ์นี้ได้มาจากชิปของ ESS DAC chip ที่อยู่ใน DAC2 และ Benchmark ก็ได้ต่อยอดโดยการเพิ่ม custom DSP, jitter reduction, digital headroom ที่มากขึ้น เมื่อรวมกับชิ้นส่วนวงจรที่มีคุณภาพสูง ทำให้ได้มาซึ่งเสียงที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยฟังมา และที่สำคัญ ราคาของมันยังต่ำกว่า $2000 อีกด้วย

To DSD and beyond
หลังจากอิ่มเอมจากการฟังในรูปแบบ PCM ที่ได้จาก DAC2 HGC แล้ว ความสามารถในการเล่นไฟล์เพลงแบบ 1-bit DSD นั้นเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับนักฟังเลยทีเดียว ถึงแม้ว่ามันจะยังเป็นสิ่งที่ใหม่มากอยู่ แต่ความสามารถในการถอดรหัสแบบ DSD-on-PCM ก็ทำให้วิวัฒนาการการฟังเพลงก้าวไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว
ขั้นตอน DoP นั้นเป็นการเข้ารหัสไฟล์ DSD ให้เป็นแบบ PCM 24-bit 176.1 kHz ด้วยเหตุที่ว่าคอมพิวเตอร์นั้นใช้งานไฟล์แบบ PCM ได้ง่ายกว่า จึงทำให้สามารถ upload และ download ไฟล์ DoP ผ่านทาง internet ได้ และการเล่นไฟล์ DSD ก็สามารถทำได้โดยผ่านช่อง USB ทำให้เกิดบริการ download ไฟล์เพลงแบบ DSD ขึ้นมา ยกตัวอย่างเช่น Blue Coast และส่วนของทาง Benchmark ก็ได้ใส่ความสามารถ DoP-decoding ลงไปใน DAC ของตัวเองเมื่อเล่นผ่านโปรแกรมอย่างเช่น Pure Music, Jriver และ Audirvana คอมพิวเตอร์ทำการส่งไฟล์มาในรูปแบบของ DSD-on-PCM ให้ DAC2 ก็สามารถทำงานได้อย่างไม่มีปัญหาใดๆ

เมื่อใช้งาน Apple Macbook Pro ร่วมกับโปรแกรม Audirvana ผมได้ทดลอง download ไฟล์เพลงจากทาง Blue Coast รวมไปถึงการทดลองเล่นไฟล์ DSD ซึ่งได้บันทึกเอาไว้บน TASCAM DVRA-1000 DSD/PCM โดยการส่งไฟล์มาเก็บเอาไว้บน Macbook ก่อน และผมยังได้ download ไฟล์ live-to-two-track DSD piano cuts ที่ Tom Jung ได้ทำการบันทึกเอาไว้เมื่อหลายปีก่อน และเชื่อมต่อ Macbook เข้ากับ DAC2 ผ่านทางสาย USB


เช่นเดียวกันกับเมื่อฟังด้วยไฟล์ PCM, Benchmark สามารถเล่นไฟล์เสียงแบบ DSD ที่ให้รายละเอียด,ความนุ่มนวล และ stereo image ที่เปิดกว้างเหมือนกัน ไฟล์แบบ DSD จะให้เสียงอุ่นกว่าเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับ PCM หากใครเป็นผู้ชื่นชอบไฟล์ DSD คงจะชอบ DAC2 ไม่น้อยเลย การบรรเลง piano ของ Tom Jung ผ่านไมโครโฟนแบบเฉพาะที่ผลิตโดย Joe Grado นั้นให้เสียงสมจริงที่สุด เสียงของ piano จาก Stienway นั้นดีที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินมา มีทั้งความกว้างและความลึกในตัวของมันเอง

ช่อง SPDIF pass-through ของ DAC2 ยังช่วยเสริมความสามารถให้มากยิ่งขึ้นไปอีก ในโหมด digital pass-through ซึ่งสามารถเลือกได้โดยการสลับขา jumper และเชื่อต่อเข้าไปยัง input หมายเลข 2 ที่เป็น coax input จะสามารถทำการบันทึกไฟล์ DSD ได้แบบ realtime ผมได้ลองต่อเข้ากับ TASCAM HDP2 compact flash recorder ผ่านทาง digital input ที่ความละเอียด 24/176 จากนั้นก็สั่งเล่นไฟล์ DSD จากคอมพิวเตอร์มายัง DAC2 ผ่านทางช่อง USB ซึ่งจะส่งสัญญาณต่อไปยัง TASCAM อีกครั้งหนึ่ง

เมื่อเริ่มการบันทึก สิ่งหนึ่งน่าสนใจคือสัญญาณ PCM ซึ่งส่งมายัง TASCAM นั้น ที่จอได้แสดงค่า noise อยู่ที่ -30 dB และผมยังได้ยินเสียงหึ่งๆเมื่อลองฟังผ่านหูฟัง AKG ของผม แต่เมื่อทำการเล่นไฟล์ผ่าน DAC2 ตัวเครื่องจะทำการถอดรหัส DoP โดยจะไม่มี noise หรืออาการกระตุกแต่อย่างใด ทำให้ได้มาซึ่งความกว้างและมีรายละเอียดของ soundstage ในแบบฉบับของ DSD และไฟล์ที่บันทึกมานี้ยังมีความยืดหยุ่นอีกด้วย ผมได้ทดลองนำไฟล์ไปใส่ไว้ใน thumb drive แล้วเสียบเล่นเข้ากับ Oppo BDP-95 ซึ่งต่อเข้ากับ DAC2 ก็สามารถเล่นไฟล์ได้อย่างไม่มีปัญหาเช่นกัน

One fine preamp
หลังจากที่เราได้พูดถึงความสามารถในการถอดรหัสของ DAC2 กันไปแล้ว เราก็ไม่ควรมองข้ามความสามารถในการเป็น pre-amp ของมันซึ่งรวม Class A headphone amp เข้าไว้ด้วยกัน DAC2 นั้นอาจจะเป็น pre-amp ที่นักฟังหลายๆท่านต้องการก็เป็นได้ ตัวเครื่องมี RCA input จำนวน 2 ชุด มีทั้ง balanced และ unbalanced output และมี digital input มากมาย รวมไปถึง USB ด้วย

เมื่อเปรียบเทียบกับ pre-amp หลายๆตัว ช่อง analog output ของ DAC2 HGC ทำงานได้อย่างเงียบสนิท จากสเปคซึ่งทางโรงงานได้ให้มานั้นด้วยการทดสอบ S/N ratio มีค่าอยู่ที่ -127 dB ซึ่งเงียบกว่าเกือบ 10 dB เมื่อเทียบกับ DAC1 สื่อให้เห็นถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการผลิตชิปในสมัยนี้

ผมไม่มีปัญหาใดๆกับ DAC2 ถึงแม้มันจะเป็นของใหม่มากก็ตาม ตัว remote เองก็ทำงานได้ดีอย่างไร้ปัญหาใดๆ, ฟังก์ชั่นการทำงานทุกอย่างก็สามารถใช้ได้อย่างไม่มีปัญหา คู่มือที่ให้มาก็มีความละเอียดครอบคลุมทุกส่วน ผมได้ลองใช้ 12V trigger ซึ่งสามารถเปิดเครื่อง Bryston ไปพร้อมๆกันกับการเปิด DAC2 และมันก็สามารถทำได้อย่างที่บอกไว้

ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือการขาด balanced analog input ซึ่งจะทำให้สามารถเชื่อต่อแบบ balanced ได้สมบูรณ์ทั้งระบบ รวมไปถึงการตั้งค่า digital pass-through ที่คุณจะต้องไขน๊อตทั้ง 8 ตัวเพื่อทำการสลับขา jumper ภายใน และต้องยอมสละช่อง digital input ไปอีกหนึ่งช่องด้วย

The verdict
DAC2 HGC นั้นมีหน้าตาภายนอกไม่แตกต่างกับ DAC1 ที่เป็นรุ่นเก่ามากนัก แต่ความสามารถและจำนวนการเชื่อมต่อของมันมีมากกว่า DAC1 มากมาย การเพิ่มรายละเอียดและความนุ่มนวลทำให้ดนตรีที่ฟังมีความรู้สึกเหมือนกำลังฟังดนตรีสดยิ่งขึ้นไปอีก และความสามารถในการเล่นไฟล์ DSD เป็นการทำให้โลกเพลงแบบ high-res เข้าใกล้ผู้ใช้งานทั่วไปมากขึ้น

ไม่ว่าคุณจะใช้งานในรูปแบบ DSD หรือว่า PCM หรือเพียงต้องการ analog gain ที่สะอาด DAC2 สามารถให้คุณได้อย่างสบายๆ และ DAC2 ยังได้รางวัล Everything Audio Network Stellar Sound Award อีกด้วย

---------------------
Special Thanks to
http://www.everythingaudionetwork.blogspot.com/2012/10/exclusive-first-review-benchmark-media.html
โดย 
โดย: Munkong Staff
SHARE:

Related Review & Article