Review & Article > รีวิว : Audio GD NFB 7.32

AUDIO-GD NFB-7.32
High Resolution Fully Balanced DAC
“พระกาฬบาลานซ์ DAC”
เข็มแก้ว
..............



 

ในช่วงหลายปีมานี้แม้ว่าสินค้าจากประเทศจีนจะสามารถลบล้างคำสบประมาทต่างๆ ที่เคยมีมาในอดีตและพัฒนาจนหลายอย่างสามารถก้าวขึ้นมายืนอยู่ในระดับแนวหน้าได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งนั้นยังเป็นสินค้ายี่ห้อของต่างชาติที่เข้ามาอาศัยประเทศจีนเป็นเพียงแค่แหล่งผลิตต้นทุนต่ำ ในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นอะไรที่น่าจะเห็นภาพชัดเจนและดูใกล้ตัวมากที่สุด

แต่อีกส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับเช่นกันว่ามีสินค้าของคนจีนเองแท้ๆ จำนวนหนึ่งสามารถผลักดันตัวเองจนสร้างชื่อเสียงให้ทัดเทียมหรือแม้กระทั่งเหนือกว่าสินค้าจากตะวันตกได้ ซึ่งในแวดวงเครื่องเสียงไฮไฟเองก็มีให้เห็นอยู่พอสมควร เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้รู้จักเพิ่มอีกยี่ห้อหนึ่งครับ เป็นสินค้าของจีนที่สร้างและออกแบบโดยคนจีน 100% เครื่องเสียงยี่ห้อนี้มีชื่อว่าออดิโอจีดี AUDIO-GD

ชื่อยี่ห้อ AUDIO-GD นั้นแม้ว่าในบ้านเรายังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายอย่างยี่ห้อเครื่องเสียงจากอเมริกาหรือยุโรป แต่ในต่างประเทศทราบมาว่าเครื่องเสียงจีนยี่ห้อนี้ดังใช้ได้เลย ลองเอาชื่อไป search ตามเวบบอร์ดเครื่องเสียงดูสิครับจะเห็นชื่อของ AUDIO-GD ถูกพูดถึงอยู่บ่อยครั้งเลยทีเดียว ผมยังนึกแปลกใจอยู่เลยว่าเขาทำได้อย่างไร เครื่องเสียงจากจีนแท้ๆ ยี่ห้อนี้ได้รับการยอมรับจากฝรั่งมังค่าฝั่งตะวันตกที่มักจะถือว่าตัวเองมีเทคโนโลยีสูงกว่าคนอื่นได้อย่างไร?

พอได้อ่านประวัติความเป็นมาของ AUDIO-GD แล้วผมก็หายสงสัยครับ เพราะผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทั้งหมดของ AUDIO-GD ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเพราะเป็นตัวเจ้าของเองอย่าง Mr.He Qinghua หรือเรียกแบบถนัดปากหน่อยก็ Mr.Kingwa (คิงวา) นั้นมีปูมหลังเป็นนักอิเล็กทรอนิกส์ชั้นเซียนระดับ ‘รางวัลเหรียญทอง’ จากการแข่งขันออกแบบวงจรเครื่องเสียงของ National Semiconductor (USA) เชียวนะครับ เอาเป็นว่าดีกรีความสามารถนั้นไม่ธรรมดาก็แล้วกัน

สินค้าของ AUDIO-GD นั้นใครที่ชอบหรือรู้เรื่องอิเล็กทรอนิกส์มากหน่อยน่าจะชอบเป็นพิเศษ เพราะของเขาแต่ละตัวออกแบบได้น่าตื่นตาตื่นใจเลยทีเดียว วงจรและเครื่องเคราต่างๆ ดูอลังการมาก ก่อนหน้านี้ผมเคยลองฟังแอมป์ของเขาที่ร้านไฮไฟเลิฟเวอร์ของคุณหมูหวาน ผมว่าเสียงน่าสนใจดีครับถ้าไม่บอกว่ายี่ห้อของจีนรับรองว่าใครได้ลองฟังก็ต้องเดาว่าเป็นแอมป์ที่ราคาแพงกว่าค่าตัวจริงๆ ของมันแน่นอน

อาเฮียคิงวาแกไม่ได้ทำแค่แอมป์ออกมาขายครับ แกยังทำ DAC ออกมาหลายรุ่นด้วย มีตั้งแต่หลักพันจนถึงตัวละหลายหมื่น เมื่อเร็วๆ นี้คุณหมูหวานเจ้าลัทธิไฮไฟเลิฟเวอร์กระซิบบอกผมว่า "คุณเข็มอยากลองอะไรที่มันสุดๆ เลยมั๊ย ผมมี DAC รุ่นท้อปของ AUDIO-GD เพิ่งเข้ามาใหม่ๆ เลย ใหม่ซิงๆ ไม่มีการย้อมแมวแบบว่าใหม่ที่นี่เก่าที่อื่นแต่อย่างใด"

แม้ว่าคำเชิญชวนของหมูหวานจะฟังดูทะแม่งๆ และคุ้นๆ ชอบกล แต่ผมก็ไม่ปฏิเสธนั่นเพราะว่าคุณสมบัติของ DAC ตัวที่หมูหวานเอามาอวดผมนี่มันเข้าข่าย DAC สเปคเทพชัดๆ

 


DAC ตัวที่ว่านี้คือ AUDIO-GD รุ่น NFB-7.32 นี่คือรุ่นเรือธงหรือว่ารุ่นที่อาเฮียคิงวาแกใช้ฝีมือการออกแบบทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ตอนนี้ใส่เข้าไปทั้งหมด เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดและมีเทคโนโลยีทันสมัยที่สุดเท่าที่ AUDIO-GD เคยทำออกมา จุดเด่นคร่าวๆ ของมันคือ การเล่นไฟล์ดิจิตอลความละเอียดสูงซึ่งเล่นได้ถึงระดับ 192kHz (384kHz สำหรับบางเงื่อนไข) วงจรดิจิตอลที่ใช้ชิพ ES9018 ซึ่งมีใช้งานอยู่ใน DAC ไฮเอนด์ตัวละหลายแสนบาท ตัววงจรที่เป็นแบบ Fully Balanced ทั้งหมด แถมด้วยส่วนของภาคขยายเสียงอะนาล็อกยังออกแบบเป็นวงจรที่ใช้ทรานซิสเตอร์แยกเป็นตัวๆ มาต่อเข้าด้วยกันหรือที่ทางเทคนิคเรียกว่าวงจรแบบ discrete ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกันกับเครื่องเสียงระดับไฮเอ็นด์ ไม่มีการใช้ไอซี opamp เพื่อให้ออกแบบง่ายหรือต้องการลดต้นทุนแต่อย่างใด

เห็นตัวเครื่องหน้าตาดำทะมึนและดูค่อนข้างจะขี้ริ้วอย่างนี้ แท้จริงแล้วข้างใน NFB-7.32 มีของดีที่เป็นหมัดเด็ดเอาไว้น็อค DAC ราคาแพงๆ แอบซ่อนเอาไว้มากมาย


 
การออกแบบและเทคนิคเบื้องลึก
สมัยเรียนมีเพื่อนผมอยู่คนหนึ่งที่ชอบเอาเครื่องเสียงมาเปิดเครื่องดูตัววงจรของมันเพื่อหาว่ามีตรงไหนบ้างที่เขาจะโมดิฟายได้ ก็ไม่ได้ใช้ความรู้อะไรมากมายหรอกครับอาศัยว่าพอจะรู้จักอะไหล่เกรดดีหน่อย พอเห็นในวงจรเขาใช้ของถูกๆ พี่แกเลยจับเปลี่ยนซะ ผมเคยเห็นเขาโมดิฟายเครื่องเสียงมียี่ห้อบางตัวแล้วก็สงสัยว่า เปลี่ยนซะเยอะขนาดนี้อีกนิดเดียวก็เหมือนทำเครื่องใหม่ขึ้นมาแล้วนะนี่


 
ผมนึกถึงเพื่อนคนนี้หลังจากที่ได้เห็นข้างในตัว DAC รุ่น NFB-7.32 ผมนึกถึงเขาเพราะว่าถ้าเขาได้มาเห็นมัน นี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่เขา ‘ไปต่อ’ ไม่เป็น เพราะเท่าที่สอดส่ายสายตาดู เครื่องในของ NFB-7.32 ล้วนแล้วแต่ใช้ของเกรดไฮเอนด์ตั้งแต่ระดับดีถึงดีมาก บางอย่างเชื่อแน่ว่าคุณไม่มีทางได้เห็นใน DAC ราคานี้แน่นอน ที่เห็นชัดเจนในภาพรวมก็คือแผง PCB พิมพ์ลายวงจรแบบ 2 ชั้นที่เคลือบด้วยทองคำสีเหลืองอร่ามเงางาม (gold plated) แยกวงจรภาคดิจิตอลและอะนาล็อกอิสระจากกัน ภาคเพาเวอร์ซัพพลายมีหม้อแปลงแบบ R-Core ขนาดเขื่องมากถึง 3 ตัว คาพาซิเตอร์ออดิโอเกรดของ NOVER ความจุรวมมากถึง 40,000 ไมโครฟารัด และออกแบบให้มีภาคจ่ายไฟแบบมีเรกูเลเตอร์ย่อยๆ อีกร่วม 15 ชุดแยกจ่ายไฟให้แต่ละส่วนของวงจร ไม่มีการใช้ไฟเลี้ยงปะปนกันระหว่างวงจรดิจิตอลกับวงจรอะนาล็อก (แยกวงจรข้างซ้าย/ขวาด้วยต่างหาก) เพื่อขจัดปัญหาการ modulate ของสัญญาณรบกวนจากภาคดิจิตอลซึ่งมักจะกวนให้วงจรอะนาล็อกเสียงแย่ลง

ลำพังแค่ภาพรวมนี่ก็ต้องบอกว่านี่มัน concept เครื่องเสียงไฮเอนด์ระดับโลกชัดๆ ใครจะไปคิดเล่าครับว่าเครื่องเสียงจีนนั้นได้เดินทางมาจนถึงจุดนี้แล้ว แต่แค่นั้นยังไม่พอหรอกครับที่เกริ่นไปนั่นน่ะแค่น้ำจิ้มทีเด็ดของ DAC ตัวนี้ยังมีอีกหลายส่วน

ส่วนแรกสุดที่เป็นหัวใจสำคัญคือตัวชิพ DAC ESS ES9018 ที่ AUDIO-GD ไม่ได้สักแต่ว่าเอามาใช้ตามปกติเหมือนยี่ห้ออื่นทั่วไปแต่เอามาปรับปรุงใหม่โดยมุ่งให้ความสำคัญไปที่การลด jitter ของสัญญาณดิจิตอลที่เข้ามาทางอินพุต Coaxial และ Optical

วงจรภาคอะนาล็อกเอาต์ก็ไม่ใช่ธรรมดาครับ เป็นวงจรที่มีชื่อเรียกว่า ACSS หรือ Audio-GD Current Signal System ใช้เทคนิคการส่งผ่านสัญญาณไฟฟ้าในรูปแบบของ 'กระแสไฟฟ้า' ซึ่งเฮียคิงวาแกบอกว่าวิธีนี้จะทำให้เสียงมีสีสันน้อยที่สุด มีรายละเอียดดีที่สุด และให้เสียงที่เป็นธรรมชาติด้วยต่างหาก ในวงจรเป็นวงจรแบบ discrete ใช้ทรานซิสเตอร์แบบคัดเกรดคัดแมตช์ด้วยต่างหาก

ก่อนจะมาเป็น NFB-7.32 ย้อนกลับเมื่อปี 2010 AUDIO-GD ได้สร้าง NFB-7 ซึ่งถือว่าเป็น 'โคตร DAC' รุ่นหนึ่งในเวลานั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปการออกแบบดิจิตอลชิพที่ใช้ในวงจรมีการพัฒนามากขึ้น NFB-7.32 จึงเป็นผลงานสานต่อที่ถูกพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปอีกไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงวงจรไฟเลี้ยงย่อยทั้ง 15 ชุดที่ใช้กับวงจรภาคดิจิตอลและอะนาล็อก ในส่วนของวงจรอะนาล็อกสเตจเป็นการออกแบบลงบนแผงวงจรหลักทั้งหมดไม่มีการนำโมดูลมาต่อเป็นส่วนๆ เหมือนในรุ่นเก่า นอกจากนั้นยังได้มีการเลือกใช้อะไหล่ระดับพรีเมียมอาทิ สายไฟที่เดินในวงจรเป็นแบบตัวนำ OCC วงจรสัญญาณนาฬิกาที่ใช้ TCXO นอกจากนั้นคิงวายังมั่นใจในอะไหล่เกรดพรีเมียมของเขาถึงขนาดกล้าบอกว่า ไม่มีอะไหล่ส่วนไหนของ DAC ตัวนี้ที่สามารถอัพเดรดได้อีกแล้ว อย่างน้อยก็ในเวลานี้





อีกหนึ่งไฮไลต์สำหรับ DAC รุ่นเรือธงตัวนี้ก็คือ การเพิ่มอินพุต USB เข้ามาเพื่อให้ใช้งานเป็น USB DAC ใช้งานกับคอมพิวเตอร์ และก็เช่นกันที่วิศวกรรมออกแบบของ AUDIO-GD จะไม่ประนีประนอมเรื่องคุณภาพเสียง หลังจากคัดเฟ้นชิพ USB ชื่อดังซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันมาหลายต่อตัว ที่สุดแล้วก็เลือกใช้วงจร USB-32 ที่ใช้ชิพ VIA VT1731 Vinyl EnvyUSB 2.0 Audio Controller ซึ่งรองรับการเชื่อมต่อสัญญาณดิจิตอลแบบอะซิงโครนัสขึ้นไปถึงความละเอียดระดับ 32bit ความถี่แซมปลิง 384kHz ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงมาก มี jitter ต่ำกว่าชิพ TE7022 ของ TENOR ถึง 15 เท่าและอาจจะพูดได้ว่าเป็นชิพ USB ที่ดีที่สุดในเวลานี้ นอกจากนั้นแล้วทาง AUDIO-GD ยังได้ให้ทางผู้ผลิตชิพช่วย custom ตัวซอฟต์แวร์ไดรเวอร์เพื่อให้ตัวชิพสามารถทำงานได้ด้วยประสิทธิภาพสูงสุด ตัดส่วนที่ไม่จำเป็นออกไปทั้งภาค ADC และภาครับสัญญาณ SPDIF

คุณสมบัติและการเชื่อมต่อใช้งาน
    



ก่อนอื่นต้องขอบอกว่า DAC สัญชาติจีนแท้ๆ ตัวนี้เมื่อได้ลองใช้แล้วมันให้ความรู้สึกถึงงานแบบแฮนด์เมดระดับพรีเมียม หมายความว่ามันมีการออกแบบบางส่วนที่ยังดูไม่ใช่งานระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เสียทีเดียวแต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันถูกออกแบบขึ้นมาอย่างลวกๆ หรือแบบขอไปที ที่จริงแล้วกลับเป็นตรงกันข้ามมากกว่า

NFB-7.32 เป็นเครื่องเสียงขนาด full size ที่มีตัวถังค่อนข้างใหญ่ ขนาดและน้ำหนักทำให้นึกถึงแอมป์ขนาดสัก 100-120 วัตต์ หรือถ้าจะเป็น DAC ก็คงเป็นระดับไฮเอ็นด์ราคาอยู่ระดับเลข 6 หลักเป็นต้นไป

NFB-7.32 มีอินพุตดิจิตอลให้ใช้งานมากถึง 6 ชุด เลือกใช้งานได้จากปุ่มกดบนหน้าปัด แสดงตัวเลขอินพุตที่เลือกใช้งานด้วย LED 7 segment สีน้ำเงิน อินพุตดิจิตอลที่ว่านี้ประกอบไปด้วยอินพุต coaxial BNC, AES XLR, coaxial RCA, Optical, I2S (อ่านว่า ไอสแควร์เอส หน้าตาเหมือนขั้วต่อ LAN) และขั้วต่อ USB (USB1.1 /2.0 high speed)

ขั้วต่อสัญญาณดิจิตอลทั้งหมดรองรับสัญญาณดิจิตอลความละเอียด 16/24/32 Bit ความถี่ sampling 44.1kHz, 48kHz, 88.2kHz, 96kHz, 176.4kHz และ 192kHz คือเท่ากับความสามารถสูงสุดของตัวชิพ DAC ES9018 ช่องอินพุต USB จะพิเศษกว่าอินพุตอื่นๆ ตรงที่สามารถรองรับความถี่ sampling ได้สูงถึง 384kHz

อินพุต USB ของ NFB-7.32 ยังได้ custom ภาครับสัญญาณมาให้เลือกใช้งาน 2 รูปแบบ แตกต่างกันที่ตัวโปรแกรมไดรเวอร์ซึ่งสามารถเลือกติดตั้ง/ใช้งานตามความต้องการ แบบแรกคือโปรแกรมไดรเวอร์แบบ default หรือแบบ firmware #3 ซึ่งจะติดตั้งมาในเครื่องทุกตัวที่ผลิตออกมาในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม ปี 2012 แต่ถ้าเป็นเครื่องที่ผลิตออกมาในช่วงเดือนมกราคม ปี 2013 เป็นต้นมาจะเป็น firmware #4 ความแตกต่างของ firmware ทั้ง 2 รุ่นนี้อยู่ที่ #3 การรองรับ sampling rate ได้ถึง 384kHz และมี volume control ขณะที่ #4 ได้แค่ 192kHz และสนับสนุน ASIO

อีกส่วนที่แตกต่างกันของ firmware #3 และ #4 คือไดรเวอร์ที่จำเป็นต้องติดตั้งลงในคอมพิวเตอร์ที่ใช้ Windows OS กับชิพ firmware #3 คอมพิวเตอร์จะมองเห็นตัว DAC ในชื่อ 'HI-End audio' ส่วน firmware #4 จะเห็นเป็นชื่อ 'audio-gd' รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้จาก www.audio-gd.com/Pro/dac/USB32/USB32EN.htm

โดยภาพรวมแล้วต้องบอกว่า DAC ตัวนี้มีอินพุตให้ใช้งานเพียงพอหรืออาจจะพูดได้ว่าเหลือเฟือเสียด้วยซ้ำสำหรับการต่อใช้งานกับ digital audio source สำหรับฟังเพลงทั้งในอดีตและปัจจุบัน

สำหรับเอาต์พุตอะนาล็อกที่ออกจากตัว DAC รุ่นนี้มีให้เลือกใช้งาน 3 แบบ ที่สามารถใช้งานกับเครื่องเสียงทั่วไปก็คือ unbalanced RCA (2.5v) และ balanced XLR (5v) สำหรับขั้วต่ออีกชุดคือขั้วต่อแบบ ACSS (2+2mA) ซึ่งสามารถต่อใช้งานกับแอมป์ของ AUDIO-GD บางรุ่น

คุณภาพเสียง
การทดสอบ DAC NFB-7.32 ผมได้ลองต่อใช้งานอินพุต SPDIF coaxial RCA ของเครื่องกับเครื่องเล่นซีดีของ Marantz และเครื่องเล่นบลูเรย์ของ Pioneer เพื่อลองใช้ฟังเพลงทั่วไป เสียงที่ได้น่าสนใจกว่าที่ผมคิดไว้เสียอีก ยิ่งถ้าเครื่องเล่นเป็นรุ่นที่ยังไม่เข้าขั้นไฮเอ็นด์ด้วยแล้ว DAC ตัวนี้จะช่วยเติมชีวิตชีวาให้ฟังเพลงที่ฟังได้อย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะเนื้อเสียงที่ห่างไกลจากคำว่าแห้ง บาง หรือจัดจ้านน่ารำคาญหู
 

เชื่อว่ามีหลายคนที่ฟังเสียงของ DAC ตัวนี้แล้วอาจจะคิดไปว่าวงจรข้างในมีการใช้หลอดสุญญากาศเพราะเนื้อเสียงนั้นแม้ว่าจะมีรายละเอียดดีเยี่ยมทั้งมิติ เวทีเสียงและไดนามิก ขณะเดียวกันก็ยังรู้สึกได้ถึงความนิ่มนวลน่าฟังเหมือนที่บ่อยครั้งได้ยินได้ฟังจากเครืื่องเสียงหลอด

เอาต์พุตของ DAC ไม่ว่าจะเป็นช่องบาลานซ์หรืออันบาลานซ์มีความแรงสัญญาณมากพอที่จะไดร์ฟปรีแอมป์ เฮดโฟนแอมป์ low gain ทั่วไปหรือแม้แต่ปรีแอมป์แบบพาสสีฟ เมื่อเทียบกับ DAC ที่ผมเคยฟังแล้วไม่ว่าราคาแพงกว่าหรือถูกกว่า NFB-7.32 ถือว่าเป็นหนึ่งใน DAC ที่มีความเงียบสงัดบนพื้นเสียงมากที่สุด มี low level detail ชัดเจนแม้แต่ตอนที่ฟังดิจิตอล 44.1kHz 16 bit จากแผ่นซีดี

เวลาส่วนใหญ่ที่ผมฟัง DAC เครื่องนี้เป็นการฟังจากช่องอินพุตที่ 6 นั่นคืออินพุต USB โดยใช้สาย USB รุ่น Blue Heaven ของยี่ห้อ Nordost นอกจากนั้นผมยังมีโอกาสได้ลองใช้งานกับทั้งคอมพิวเตอร์ Mac OSX และ Windows 7




 
NFB-7.32 เครื่องที่ผมทดสอบนี้ช่องอินพุต USB ติดตั้งชิพ firmware #3 การใช้งานกับคอมพิิวเตอร์ Mac OSX ตัว DAC สามารถใช้งานได้เลยโดยไม่ต้องลงไดรเวอร์ใดๆ บน Mac OSX ตัวคอมพิวเตอร์จะมองเห็น DAC ในชื่อ 'Line 1'

สำหรับการใช้งานบน Windows 7 จำเป็นต้อง download ตัวไดรเวอร์จากเวบไซท์ของ AUDIO-GD ไปติดตั้งเสียก่อน Contol Panel ของ Windows จะมองเห็น DAC ในชื่อ SPDIF Interface SVB-202D และมี sound panel ชื่อ HIEND USB SOUND Deck ซึ่งสามารถปรับ volume ของตัว DAC ได้ (ถ้าต่อปรีแอมป์หรือเฮดโฟนแอมป์ที่มี volume แนะนำให้ปรับ volume ของ HIEND USB SOUND Deck ให้ดังที่สุดจะได้เสียงที่ดีกว่า) รวมถึงการเลือกปรับ resolution ในโหมด sharing เช่นเดียวกับที่มีใน Control Panel ของ Windows อนึ่ง resolution ในโหมด sharing นี้ไม่ใช่ resolution ของไฟล์ที่ playback กรุณาอย่าได้สับสน สามารถใช้ค่า default ได้ตามปกติ









การใช้งานบน Windows 7 ชื่อของ DAC อาจจะถูกเรียกแตกต่างกันออกไป อย่างเช่นตอนที่ผมลองฟังจากโปรแกรมเล่นเพลง JRiver18 ถ้าเลือกใช้เอาต์พุตโหมดเป็น WASAPI Event Style หรือ WASAPI คอมพิวเตอร์จะมองเห็น DAC ในชื่อ SPDIF Interface SVB-202D เหมือนใน Control Panel แต่ถ้าหากเลือกเล่นเอาต์พุตโหมด Kernel Streaming (KS) คอมพิวเตอร์จะมองเห็น DAC ในชื่อ HIEND USB SOUND ซึ่งทั้ง WASAPI Event Style หรือ WASAPI และ KS ต่างก็เป็นการเอาต์พุตข้อมูลออกมาในลักษณะ bit perfect แต่กับ DAC ตัวนี้ในโหมด WASAPI Event Style ดูเหมือนจะเสียงดีกว่าเอาต์พุตอื่น

นอกจากนั้นแล้วดูเหมือนทางช่องอินพุต USB ไม่เพียงแค่สะดวกกับการเล่นไฟล์ความละเอียดสูงๆ จากคอมพิวเตอร์แต่ยังให้เสียงที่ขี่อินพุตช่องอื่นๆ ด้วยลักษณะเสียงที่มีความโปร่งใส ความสะอาดเกลี้ยงเกลาและการตอบสนองต่อจังหวะดนตรีที่ดีกว่าด้วย ชัดเจนมากตั้งแต่ตอนที่ผมฟังอัลบั้ม Warm Your Heart ของ Arron Neville (ไฟล์จากแผ่น K2HD พบว่าเสียงร้องของอาร์รอนเนวิลล์นั้นน้ำเสียงสะอาดมากๆ การแยกแยะของชิ้นดนตรีสามารถเกลี่ยจนปราศจากการซ้อนทับกัน ยิ่งฟังเสียงจากในหูฟังดีๆ รายละเอียดเหล่านี้จะพรั่งพรูออกมาจนอาจจะทำให้คุณแปลกใจได้ว่าทำไมฟังจาก DAC ตัวอื่นแล้วไม่เคยได้ยินเสียงเหล่านี้มาก่อน

สำหรับคนที่มีวาสนาได้เป็นเจ้าของ DAC รุ่น flagship ตัวนี้สิ่งแรกที่ผมแนะนำให้คุณขวนขวายเสียตั้งแต่วันนี้คือ การสะสมไฟล์เพลงความละเอียดสูงซึ่งสามารถซื้อแบบออนไลน์ดาวน์โหลดได้จากเวบไซท์ขายเพลงอย่าง HDTrack หรือ Linn Records หรือเวบไซท์อื่นๆ ที่มีอยู่ในเวลานี้และมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต เพราะว่าไฟล์เพลงความละเอียดสูงเหล่านั้นจะทำให้ DAC ตัวนี้ให้เสียงน่าทึ่งยิ่งขึ้นไปอีก

 

อย่างเช่นไฟล์ 176.4kHz 24 bit จากอัลบั้ม HRX Sampler ของสังกัด Reference Recording ที่บันทึกมาสเตอร์บนฟอร์แมต high resolution digital recording เมื่อไฟล์ถูกถอดรหัสด้วย DAC รุ่นสุดยอดของ AUDIO-GD เครื่องนี้ นอกจากรายละเอียดที่ไม่เป็นสองรอง DAC รุ่นใดในยุทธจักรแล้ว ยังให้ความเป็นธรรมชาติที่สมจริงมากๆ ด้วย อีกทั้งความสมจริงนี้ยังไม่เลือกด้วยว่าจะเป็นช่วงที่เสียงดนตรีเบาๆ หรือดังกึกก้อง ไม่เลือกด้วยว่าเป็นเสียงดนตรีที่อยู่ด้านหน้าในระนาบเวทีเสียงหรืออยู่ลึกในเวทีเสียงถอยร่นไปถึงแถวหลังๆ ของวงออเคสตร้า ถ้าเปรียบกับภาพถ่ายก็ต้องบอกว่าทุกระนาบมีความคมชัดสดใสเท่าๆ กับ ไม่มีเอฟเฟ็คต์หน้าชัดหลังเบลอ หรือหน้าเบลอหลังชัดอย่างเด็ดขาด

Like : ความโดดเด่นที่โดนใจและประทับใจ
- ออพชั่น Input/Output มากเกินพอกับการใช้งาน
- ใช้อะไหล่เกรดดีเกินราคามากๆ ดีจนไม่คิดว่าจะได้เห็นใน DAC ตัวใดในระดับราคาเดียวกันหรือแม้แต่ที่แพงกว่า
- แท่นเครื่องใช้วัสดุดีประกอบได้แน่นหนาทนทาน
- คุณภาพเสียงเกินราคา น้ำเสียงมีรายละเอียดดี มีความเป็นธรรมชาติสูง มีส่วนที่ลื่นไหลน่าฟังเหมือนเครื่องเสียงหลอด และตอบสนองต่อไดนามิกเสียงได้ดีเหมือนเครื่องเสียงทรานซิสเตอร์ดีๆ

Don’t Like : ยังไม่ค่อยโดนใจนะ
- การออกแบบแท่นเครื่องยังดูแข็งทื่อ และยังมีบางจุดของงานผลิตที่น่าจะปรับปรุงให้เรียบร้อยกว่านี้ได้อีกในอนาคต
- การเล่นไฟล์ความถี่ sampling เกิน 192kHz ยังไม่ตอบโจทย์ความสมบูรณ์แบบในเวลานี้

Wanted : อยากให้มี
- ส่วนแสดงผลแจ้งข้อมูล resolution หรือความถี่ sampling ของไฟล์ที่กำลังเล่น
- เอาต์พุตสำหรับหูฟัง
โดย: เข็มแก้ว
SHARE:

Related Review & Article