Review & Article > รีวิว : Bose SoundLink Air

รีวิว : Bose Soundlink Air
วันที่ 12 มกราคม 2556
โดย วุฒิชัย เจริญบุรี  pockethifi@gmail.com  
pockethifi.wordpress.com



การฟังเพลงในปัจจุบันจะอาศัยแหล่งโปรแกรมดิจิทัลเป็นหลักแทบจะ 99.9999% แล้ว นั่นคือการเปิดจากคอมพิวเตอร์หรือเครื่องเล่นแบบพกพาสักตัวหนึ่ง  ไม่ว่าจะเป็น iPod หรือ iPhone หรือ iPad ก็ตาม หรือแม้แต่การเปิดเพลงจากโน้ตบุ๊คที่เรามักจะเปิดเพลงไปทำงานไปด้วย  การฟังเพลงในรูปแบบเดิมๆของเราจะต้องอาศัยลำโพงและเครื่องขยายเสียงแบบต่อสายออกมาจากเครื่องเล่น  บ้างก็เอาสายมาเสียบคอมฯ  บ้างก็เอาสาย mini 3.5 มาต่อกับ iPod หรือ iPhone แล้วก็ให้สัญญาณเสียงวิ่งผ่านสายไปยังแอมป์ที่ต่อกับลำโพงที่เราต้องการ

ความพะรุงพะรังของสายเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์เครื่องเล่นเพลงกับชุดเครื่องเสียงถือเป็นเรื่องน่ารำคาญที่ทุกคนเคยผ่านมาแล้ว  ไม่ว่าจะชุดถูกหรือแพงเพียงใดต่างก็ต้องมาติดขัดในเรื่องการเดินสายสัญญาณทั้งสิ้น  แค่โน้ตบุ๊คต้องเสียบกับปลั๊กไฟก็แย่แล้ว  ยังต้องมีสาย mini ต่อสัญญาณเพลงไปยังแอมป์อีก  แถมแอมป์ก็ยังต้องต่อปลั๊กไฟ ต่อสายลำโพง  ชีวิตเหนือระดับของคนไอทีมันก็หมดความเท่ห์ไปโดยปริยาย

มีนักเลงไอทีคนหนึ่งที่คิดว่าสิ่งเหล่านี้ต้องได้รับการแก้ไข  การฟังเพลงด้วยการต่อสายรุ่มร่ามควรจะหมดสิ้นไปได้แล้ว  แนวคิดการส่งสัญญาณเสียงแบบไร้สายจึงได้รับการพัฒนาให้เป็นรูปธรรม  แต่ความไร้สายรูปแบบนี้จะต้องไม่ใช่การต่อตัวรับส่งเฉพาะกิจเข้ากับอุปกรณ์ทีละตัว   ไหนๆเราต่างก็มีการเชื่อมต่อระบบแลนแบบไร้สายแล้ว  ก็ควรใช้แลนไร้สายนี่แหละเป็นตัวกลางของการเชื่อมต่อ  นักเลงไอทีคนนั้นก็เลยผลิต ตัวกระจายสัญญาณ  Wifi เฉพาะกิจขึ้นมาตัวหนึ่งที่มีความสามารถในการรับสัญญาณเสียงแบบ Stream ผ่านเครือข่าย  และเอาลำโพงมาต่อกับตัวมันได้เลย  นักเลงคนนั้นชื่อ สตีฟ จ๊อป

apple เป็นผู้นำเสนอรูปแบบการฟังเพลงแบบใหม่ที่สะดวกสบายกว่าเดิมเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว คือ การเปิดเพลงแบบที่เครื่องเล่นกับลำโพงอยู่คนละที่กัน  ในเวลานั้นเราเรียกกันว่าเป็นการ stream เสียงไปออกยังลำโพงปลายทางผ่านเครือข่ายภายในบ้าน  มีชื่อเรียกเทคนิคนี้ว่า Airtune  เครื่องเล่นหลักๆในระบบคือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีโปรแกรมเล่นเพลง iTune แล้วอุปกรณ์รับเสียงปลายทางก็คือ Airport Express ที่เป็นตัวกระจายสัญญาณ Wifi พร้อมกับมีความสามารถส่งสัญญาณเสียงออกมาจากช่อง Audio out ได้ด้วย  ในยุคบุกเบิกนี้  ผู้ใช้ต้องมีระบบแลนอยู่ในบ้าน  แล้วก็ไปซื้อ Airport Express มาเชื่อมต่อเข้ากับระบบแลน  โดยสามารถเชื่อมแบบใช้สาย หรือ แบบไร้สายก็ได้  เมื่อ Airport Express รวมกับแลนในบ้านเรียบร้อยแล้ว  ก็เอาลำโพงคอมฯ หรือเครื่องเสียงบ้านมาต่อกับช่อง  Audio out บน Airport Express  จากนั้นก็สนุกกับการฟังเพลงได้   โปรแกรม iTune ในคอมพิวเตอร์จะมองเห็นปลายทางที่เป็น Airport Express เราก็เลือกให้เสียงไปออกยังปลายทางแทนลำโพงบนคอมพิวเตอร์ได้ หากคอมพิวเตอร์ของเราต่อกับสายแลน สัญญาณเสียงก็จะวิ่งผ่านสายแลน  หากคอมพิวเตอร์เราต่อกับ Wifi สัญญาณเสียงก็จะวิ่งผ่าน Wifi ซึ่งเป็นต้นแบบการเล่นเพลงแบบไร้สายนั่นเอง



ผู้เขียนเองก็ใช้ระบบ Airtuneของ Airport Express มาหลายปี ตั้งแต่ความเร็วของอินเทอเน็ตระดับ ADSL ที่เร็วแค่ 128K หรือ 0.128 เม็ก ไม่ใช่ระดับ 6 เม็กแบบปัจจุบัน(คศ 2013)  คำว่า Airtune นั้นถูกใช้เรียกเป็นชื่อหลักของเทคนิคนี้มาตลอด จนกระทั่ง apple มีการเปิดตัว  macbook Air คำว่า Air ก็จะเริ่มมีบทบาทต่อการเรียกชื่อผลิตภัณฑ์อื่นๆที่เป็นระบบไร้สาย  และในที่สุด เมื่อมีการเปิดตัว apple tv ในรุ่นที่ 2 (gen2) คำว่า Air ก็ถูกนำมาใช้เป็นคำหลักของการส่งสัญญาณภาพและเสียงแบบไร้สาย โดยใช้คำเต็มว่า Airplay  และระบบนี้ก็ไม่ได้จำกัดอยู่กับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะหรือโน้ตบุ๊คอีกต่อไป  iPhone iPod touch และ iPad ต่างก็ใช้ความสามารถ Airplay กันได้ถ้วนหน้า  สามารถส่งสัญญาณภาพพร้อมเสียง หรือวิดีโอ หรือ หน้าจอของเครื่องเล่นทั้งหลายไปออกยัง apple tv ได้เลย  ทำให้การใช้ทีวีเป็นมอนิเตอร์ทั้งภาพและเสียงเป็นสิ่งที่ใช้งานได้จริง ใช้ดูหนังได้ ใช้ฟังเพลงได้  ใช้เป็นจอภาพสำหรับการพรีเซ้นต์งานได้  การฟังเพลงไร้สายในแบบ apple ก็เป็นจริงเป็นจังมากขึ้น และในที่สุดก็มีผลิตภัณฑ์ยี่ห้ออื่นๆที่ทำของออกมารองรับระบบ Airplay ดังเช่น Bose Soundlink Air ตัวนี้



Bose ไม่รู้ว่าทำบุญอะไรไว้กับ Apple ผลิตภัณฑ์หลายๆตัวถึงเป็นเนื้อคู่แบบคู่สร้างคู่สมกันอยู่หลายชิ้น  ลำโพงสำหรับการฟังเพลงในระบบมัลติมีเดีย หรือลำโพงสำหรับคอมพิวเตอร์ก็ถูกนำไปใช้งานกับเครื่องของ Apple บ่อยๆ  เมื่อมี iPod เป็นเครื่องเล่นเพลงยอดนิยมในตลาดมวลชน Bose ก็ออก Sounddock ขึ้นมาเป็นลำโพงแบบที่มีช่องวาง iPod ในตัว โดยตัวลำโพงเป็นลำโพงที่ให้คุณภาพเสียงที่ดีที่สุดตัวหนึ่งหาคู่แข่งยาก  แม้ว่าคู่แข่งรายอื่นๆจะทำลำโพงพร้อมแท่นวาง iPod ออกมาขาย แต่ก็ไม่มีตัวไหนที่ขายได้ ขายดี ขายง่ายแบบ Bose  แม้กระทั่ง Apple ทำลำโพงพร้อมแท่นวางออกมาขายเองในชื่อ iPod hifi ก็ยังขายสู้  Bose ไม่ได้ และในที่สุด iPod hifi ก็ปิดฉากตัวเองลงแบบเงียบๆ  ไม่มีลำโพงที่ออกจากค่าย Appleอีกเลย


Sounddock ของ Bose ได้กำหนดรูปแบบของลำโพงสำหรับ iPod จนกลายเป็นภาพคุ้นตา  คือลำโพงมีลักษณะเป็นก้อนวางมุมเอียงหันขึ้นสู่สายตาคนมอง  มี iPod dock อยู่ด้านหน้าลำโพง  คู่แข่งที่ทำสินค้าแนวเดียวกันต่างก็ยึดรูปแบบนี้กันทั้งตลาด แต่สิ่งที่แตกต่างคือคุณภาพเสียงของ Bose ที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ใช้งานได้มากกว่า  ความกระทัดรัดของลำโพงแต่ให้เสียงที่ใหญ่โตเกินตัว  ให้เสียงทุ้มได้เหลือเฟือราวกับเป็นลำโพงตั้งพื้นทำให้ Bose Sounddock ไม่มีคู่แข่งที่ทัดเทียม  และ Sounddock ก็คงรูปแบบนี้ไว้นานแสนนาน ไม่มีทีท่าว่าจะเปลี่ยนแปลงเลย

เมื่อประมาณปีที่แล้ว(คศ 2012) Bose ออกลำโพงสำหรับการพกพาสายพันธุ์ใหม่ชื่อว่า Bose Soundlink ที่เป็นลำโพงทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดเล็กกว่าหนังสือ A4 ทั่วไป  มีแบตเตอรี่ในตัว ถูกออกแบบมาให้ใช้งานกับสัญญาณ Bluetooth เป็นหลัก  เจ้า Soundlink นี้เป็นลำโพงที่เน้นเรื่องการฟังเพลงไร้สาย คุณภาพของลำโพงอยู่ในระดับที่ดีมาก ไม่มีคู่แข่งอีกเช่นกัน  และก็ได้รับความนิยมอย่างมาก จนในเวลาไม่กี่เดือนก็มีการปรับปรุงและออกมาเป็นรุ่น Soundlink2 ซึ่งมีการปรับปรุงเล็กๆน้อยๆ  ดูด้วยตาเปล่าอาจจะไม่รู้ว่าปรับปรุงอะไร  แต่ก็ปรับรุ่นแล้วก็วางขายกันเรียบร้อยแล้ว  โดยในการปรับรุ่นให้เป็น Soundlink2 ครั้งนี้ Boseได้ทำ Soundlink Air ออกมาพร้อมกันด้วยอีกตัวหนึ่ง และวางขายพร้อมกัน  โดย  Soundlink2 จะใช้ระบบไร้สายแบบ Bluetooth ส่วน Soundlink Air จะใช้ระบบไร้สายแบบ Airplay

ข้อมูลผลิตภัณฑ์
ขนาดตัวลำโพง        
Height: 6.75 in (17.1 cm)
Width: 12.1 in (30.7 cm)
Depth: 4.0 in (10.3 cm)
Weight: 4.67 lbs (2.1 kg)

ขนาด Remote control
        Height: 4.25 in (1.5 cm)
        Width: 1.5 in (3.8 cm)
        Depth: .47 in (1.2 cm)
        Weight: 1.28 oz (36.2 g)
ขนาด อแด๊ปเตอร์หรือ Power supply
        Height: 3.0 in (7.6 cm)
        Width: 3.0 in (7.6 cm)


ลักษณะทั่วไป



ลำโพง Bose Soundlink Air เป็นลำโพงตั้งโต๊ะ ออกแบบมาให้เป็นก้อนวางโดดๆ ให้ดูเด่นเป็นสง่า  หน้าตาเหมือน Sounddock ในอดีตแทบจะแยกกันไม่ออก  แตกต่างเพียงไม่มีช่อง  iPod dock ด้านหน้าเท่านั้น  ถ้ามองผ่านๆอาจจะนึกว่าเป็น sounddock ก็ได้  สิ่งที่มีมาให้ในกล่องจะประกอบไปด้วย ลำโพง Soundlink Air  อแด๊ปเตอร์  สาย micro usb  รีโมทคอนโทรล และคู่มือ   บนตัว Soundlink Air ด้านหน้ามีเพียงสัญญาณไฟแสดงผล 3 ดวงเท่านั้น ดวงแรกซ้ายสุดเป็นสัญญาณ mute ดวงกลางเป็นไฟแสดงสถานะของการเชื่อมต่อแบบ Wifi ดวงที่สามทางขวาสุดเป็นไฟคำว่า Aux จะสว่างเมื่อมีการเสียบสายทางช่อง Aux
  



ด้านขวาของตัวเครื่องมีปุ่มปรับระดับเสียงสองปุ่ม เป็นปุ่มระบบสัมผัส กดบวกเพื่อเพิ่มเสียง กดลบเพื่อลดเสียง  ไม่มีปุ่ม mute บนตัวลำโพง ด้านล่างของ Soundlink Air มีปุ่ม Reset ทำหน้าที่ล้างระบบการตั้งค่าต่างๆที่ตั้งเอาไว้ ทำให้เครื่องมีสภาพเหมือนวันที่ออกจากโรงงาน ด้านหลังมีช่องเว้าด้านบนเพื่อให้ใช้มือจับยกได้สะดวกขึ้น  ตรงกลางด้านหลังเป็นแผงหลังที่สามารถถอดเปลี่ยนได้ สามารถซื้อฝาหลังที่เป็นแบตเตอรี่มาใช้งานได้ทำให้ Soundlink Air สามารถเคลื่อนย้ายไปใช้งานในที่ต่างๆได้ไม่ต้องง้อไฟบ้าน



ช่องต่อสัญญาณ Aux mini 3.5mm  และ ช่องเสียบไฟเลี้ยงอยู่ด้านหลังส่วนล่างข้างๆฝาหลัง  ด้านขวาของฝาหลังจะเป็นช่องเสียบสาย micro usb เอาไว้ทำการตั้งค่าการทำงานต่างๆ






รีโมทของ Bose Soundlink Air จะเป็นรีโมทมีปุ่มกดไม่กี่ปุ่ม  ทำหน้าที่สำคัญๆ คือ เปิดปิดเครื่อง เล่นเพลง หยุดเพลง เพ่ิมเสียง ลดเสียง ปิดเสียงชั่วคราว  การเปิดปิดเครื่องจะต้องทำจากรีโมทคอนโทรลเท่านั้น เพราะบนตัว Soundlink Air ไม่มีปุ่ม power เลย  ในส่วนของอแด๊ปเตอร์ก็ให้มาเป็นแบบเสียบกับไฟบ้านแปลงเป็นไฟตรง 20V 2 amp



สิ่งที่ดูขัดใจก็คืออแด๊ปเตอร์นี่เอง  ออกแบบให้เป็นกล่องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่โต สามารถพันสายไฟรอบตัวมันได้หลายรอบเพื่อเก็บสายให้เรียบร้อยในตอนที่ไม่ใช้งาน  ตอนเก็บก็ดูเรียบร้อยจริง แต่ตอนใช้งาน ตัวเสียบมันใหญ่มาก  เมื่อเสียบไปบนกำแพงแล้วมันจะบังปลั๊กตัวเมียข้างเคียงไปด้วย  แทนที่เต้าเสียบบนกำแพงสองช่องจะได้ใช้งานทุกช่อง กลายเป็นโดนอแด๊ปเตอร์บังเอาไว้



การทำงานของ Soundlink Air จะทำงานด้วยเทคโนโลยีการส่งสัญญาณ Airplay ของ Apple เป็นหลัก โดยที่ Soundlink Air ก็จะทำงานเฉพาะส่วนของเสียงเท่านั้น  อุปกรณ์อื่นๆที่รับสัญญาณภาพและเสียงไร้สายได้ก็คือ Apple TV Gen2  และ Apple TV Gen3   นอกจากระบบ Airplay แล้ว Soundlink Air ก็ยังรับเสียงผ่านทาง Aux ได้ด้วยสำหรับการใช้งานกับอุปกรณ์ที่ไม่รองรับ Airplay

Soundlink Air ทำหน้าที่เป็นตัวรับสัญญาณเสียง  สัญญาณเสียงดิจิทัลจะวิ่งผ่านเครือข่ายระบบแลนไร้สาย หรือ Wifi ตัวส่งสัญญาณก็จะเป็นเครื่องเล่นของ Apple ต่างๆที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบ Wifi ได้ ซึ่งก็ได้แก่ iPod touch iPhone iPad ที่ใช้ iOS รุ่น 4.3.3 เป็นต้นมา  ส่วนเครื่องคอมพิวเตอร์ก็สามารถส่งสัญญาณเสียง Airplay ได้เช่นกัน แต่จะต้องทำงานผ่านโปรแกรม iTune เท่านั้น  โดย iTune รุ่นที่รองรับจะต้องไม่ต่ำว่า 10.2.2

เดิมทีระบบส่งสัญญาณเสียงแบบไร้สายของ Apple นั้นมีให้ใช้มานานแล้วตั้งแต่มีการออกอุปกรณ์ตัวที่มีชื่อว่า  Airport Express ก่อนจะมี iPhone ผู้ใช้คอมพิวเตอร์สามารถเปิดเพลงด้วยโปรแกรม iTune แล้วเลือกสัญญาณเสียงให้ไปออกยัง Airport Express ได้  สัญญาณขาออกของ Airport Express จะเป็นได้ทั้งอนาลอก และ ดิจิทัลผ่านสาย optical  สามารถเลือก Dac ที่ถูกใจมาต่อใช้งานร่วมกันได้  ความนิยมการใช้งาน Airport Express เพื่อการฟังเพลงไม่ค่อยได้รับความนิยมนัก  เพราะนักเล่นเครื่องเสียงไม่ค่อยรู้  คนเล่นคอมฯก็ไม่ค่อยสนใจเรื่องการฟังเพลง และไม่ค่อยมีใครอยากลงทุนกับอุปกรณ์อีกหลายพันบาทเพื่อทำให้ฟังเพลงไร้สายได้  และยังมีความยุ่งยากในการติดตั้งฮาร์ดแวร์ Airport Express เข้ากับระบบ Wifi ของเราอีกด้วย  เพราะการตั้งค่าให้กับ  Airport Express ต้องใช้คอมพิวเตอร์ และใช้ความรู้ทาง network พอสมควร  เนื่องจากลูกเล่นที่เยอะมากของ Airport Express นั่นเอง

พอ Bose เอาระบบ Airplay มาให้ใช้ใน Soundlink Air คราวนี้นับว่า Bose ทำการบ้านมาอย่างดี  ความยุ่งยากในการตั้งค่าถูกแก้ไขให้ลดน้อยลงไปมาก  สามารถตั้งค่าได้หลายวิธี  แต่ละวิธีได้รับการคิดวิเคราะห์มาแล้วว่าเหมาะสม

วิธีติดตั้ง Soundlink Air
Soundlink Air จะฟังเพลงไร้สายได้ มีหลายรูปแบบการติดตั้ง  วัตถุประสงค์คือต้องทำให้มีเสียงเพลงที่เปิดจากคอมพิวเตอร์ หรือ iDevice ในที่นี้คือ iPhone, iPod touch และ iPad ไปดังที่ Soundlink Air ได้  ขอเริ่มแบบมาตรฐานที่ Bose แนะนำให้ทำคือ


แบบที่ 1 ตั้งค่าด้วยสาย micro usb แบบนี้คือ ที่บ้านมี Wifi อยู่แล้ว อยากใช้ Soundlink Air ร่วมกับ  Wifi เดิม  คอมพิวเตอร์ และ idevice ต่อกับ Wifi ตัวนี้่เช่นกัน  ให้ทำการดาวน์โหลดโปแกรมที่ลิงค์ http://www.Bose.com/Wifisetup  แล้วเลือกภาษาที่อ่านออก แล้วก็โหลดโปรแกรมมาติดตั้งลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถเลือกเวอร์ชั่น windows หรือ mac ก็ได้ เมื่อติดตั้งโปรแกรม เสร็จ ก็เสียบ  Soundlink Air เข้ากับคอมพิวเตอร์ด้วยสาย micro usb  เสียบปลั๊กไฟให้กับ Soundlink Air จัดการเข้าโปรแกรมแล้วทำตามขั้นตอนภายในนั้น ทำการตั้งค่าให้เรียบร้อย บอก Soundlink Air ให้มันเชื่อมต่อกับ Wifi ชื่ออะไร ซึ่งต้องเป็น Wifi ที่เราใช้งานนั่นเอง ด้วยรหัสอะไร เสร็จแล้วก็รอให้ Soundlink Air  บู๊ทตัวเองอีกรอบหนึ่งก็จะพร้อมฟังเพลงผ่าน Airplayได้  จะมีสัญลักษณ์ Airplay ปรากฏอยู่ในโปรแกรมเล่นเพลง



แบบที่ 2 ตั้งค่าผ่าน Wifi อาจจะเป็นเพราะผู้ใช้ไม่มีสาย usb หรือไม่อยากเปิดคอมพิวเตอร์ แต่มี Wifi อยู่ในบ้านอยู่แล้ว ก็ให้เปิด Soundlink Air ทิ้งไว้ประมาณ 30 วินาที  เมื่อ Soundlink Air ไม่พบ Wifi ที่รู้จัก มันจะตั้งตัวเป็น Wifi access point แทน แล้วเราก็ใช้ iDevice เปิดสัญญาณ Wifi เมื่อพบ  Wifi ของ Bose  ก็เชื่อมเข้าไป    เมื่อ iPhone ต่อกับ Wifi ของ Soundlink Air เรียบร้อยแล้ว ก็ให้เปิดโปรแกรม Browser แล้วพิมพ์ URL ดังนี้ 192.168.1.1 เราก็จะเข้าสู่เมนูการตั้งค่าแบบ Web config ทำการตั้งค่าให้เรียบร้อย บอก Soundlink Air ให้มันเชื่อมต่อกับ Wifi อะไร ด้วยรหัสอะไร เสร็จแล้วก็ รอให้ Soundlink Air reset ตัวเองแล้วทำงานใหม่ มันก็จะเชื่อมต่อกับ Wifi ที่ระบุเอาไว้และพร้อมใช้งานแล้ว  จะมีสัญลักษณ์ Airplay ปรากฏอยู่ในโปรแกรมเล่นเพลง
เราสามารถใช้อุปกรณ์อื่นๆอย่างมือถือ androids เข้าไปตั้งค่าใน web config ได้เช่นกัน  จากภาพตัวอย่างผู้เขียนใช้ galaxy note เข้าไป setup

แบบที่ 3  ที่บ้านไม่มี Wifi แต่อยากใช้ Soundlink Air  มี iPhone (iPad หรือ iPod touchก็ได้ )  กรณีนี้ทำให้มันส่งเสียงเพลงผ่านระบบไร้สายได้เช่นกัน คือ เสียบปลั๊กเปิดเครื่อง Soundlink Air เอาไว้สักพัก เมื่อ Soundlink Air ไม่เจอ Wifi ที่มันรู้จัก มันจะตั้งตัวเองเป็น Wifi Access point เสียเอง  จากนั้นก็ให้ใช้ iPhone เปิดเชื่อมต่อเข้ากับ Soundlink Air ผ่านทาง Wifi  เมื่อต่อเข้าไปได้เรียบร้อยแล้ว  ก็เปิดเพลงฟังได้เลย  จะมีสัญลักษณ์ Airplay ปรากฏอยู่ในโปรแกรมเล่นเพลง  เราก็แค่เลือกให้เสียงไปออกยัง Bose Soundlink Air เท่านั้น  แต่แบบนี้จะทำให้ iPhone ไม่สามารถเล่นเน็ตได้  เพราะว่ามันเชื่อมตัวเองเข้ากับ Wifi ของ Soundlink Air ซึ่งไม่มีระบบอินเทอเน็ตให้ใช้นั่นเอง  แบบนี้เป็นแบบแก้ขัด ถูไถ  ถ้ามีเวลา ควรจัดหา Wifi ในบ้านมาใช้ และตั้งค่าตามแบบที่ 1หรือ2 จะสะดวกในระยะยาว

แบบที่ 4 เมื่อรู้สึกว่าแบบที่ 1 2 และ 3 ยุ่งยาก ก็ให้ใช้สาย mini 3.5 to 3.5 เชื่อมต่อช่อง headphone out ของเครื่องเล่นเพลงเข้ากับช่อง Aux ของ Soundlink Air เมื่อใช้วิธีต่อสาย ระบบ Airplay จะตัดการทำงาน ก็ให้ใช้งานเหมือนเป็นลำโพงคอมพิวเตอร์ตัวหนึ่ง

ทดลองฟังเสียง



Bose Soundlink Air ใช้ดอกลำโพง 1 คู่ แบบ Fullrange ติดตั้งไว้ภายใน  ออกแบบลำโพงเป็นแบบทรานสมิชชั่นไลน์ มีช่องทางลมภายในที่คดเคี้ยวไปมาเพื่อให้อากาศวนมาเสริมกันภายนอกได้เสียงที่ใหญ่โตเกินตัว  รูปแบบตู้ลำโพงแบบนี้เป็นเอกลักษณ์ของ Bose มาตลอดเป็นสิบปี  ทางเทคนิค Bose เรียกรูปแบบตู้ลำโพงแบบนี้ว่า Waveguide technology  อาศัยท่อลมที่มีความยาวทำงานร่วมกับดอกลำโพงน้ำหนักเบาแต่ประสิทธิภาพสูงมากเพื่อให้สร้างเสียงที่ครอบคลุมความถี่ต่ำไปถึงสูงได้กว้างเกือบจะเต็มย่านความถี่เสียงที่คนเราจะได้ยิน

นอกจากเรื่องดอกลำโพงและตู้ลำโพงที่ Bose ชำนาญมากแล้ว  ยังมีเรื่องของการปรับเสียงแบบอัตโนมัติอีกตัวหนึ่งที่ Bose มักจะใส่ไว้ในลำโพง Active ของตัวเองเสมอ  การทำงานคือ จะมีวงจรพิเศษคอยตรวจสอบสัญญาณเสียงที่วิ่งเข้าไปยังลำโพงว่ามีโทนเสียงที่สมดุลย์หรือยัง  เวลาเปิดเสียงเบาๆ  หูคนเราจะได้ยินเสียงเบสที่น้อยลง  Bose ก็จะเติมเสียงเบสให้มากกว่าปกติเพื่อชดเชยการได้ยินให้รู้สึกพอดี  พอเปิดให้ดังขึ้นมาหน่อย ปริมาณเบสที่เน้นเอาไว้ก็ลดระดับลง ให้เป็นเสียงเบสปกติของระบบ waveguide ถ้าเทียบกับเครื่องเสียงและลำโพงทั่วไป  เสียงของ Bose Soundlink Air ก็จะคล้ายกับระบบที่มีการเปิดปิด Loudness ให้อัตโนมัติตามระดับความดังที่เราเลือกฟัง  ดังนั้นคุณภาพเสียงของ Soundlink Air ค่อนข้างจะคงที่  คือดีคงที่ 


เสียงของ  Soundlink Air เมื่อเทียบกับ Soundlink2  ตัวSoundlink Air จะให้เสียงที่แน่นกว่า เบสหนักกว่า  มีพลกำลังมากกว่าอย่างชัดเจน  ถ้าบอกว่าจะเอาลำโพงไปดูหนัง จะเอาไปต่อกับทีวี  Soundlink Air เหมาะสมกว่าทุกประการ  เพราะให้เสียงต่ำได้ลึกกว่า หนักแน่นกว่า  สามารถรองรับเสียงที่ฉับไวของหนังแอ๊คชั่นต่างๆได้ไม่สำลัก  เสียงกลางให้ความคมชัดเป็นจุดเด่นประจำค่าย Bose เสียงคนพูดเป็นน้ำเสียงที่มีเสน่ห์น่าฟัง  มีเสียงทุ้มลงในลำคอให้ความรู้สึกถึงความนุ่มและเนียน  จะบอกว่าเป็นเสียงพูดหรือเสียงร้องที่หนาก็ไม่ผิด 

การเอาไปฟังกับดนตรีทั่วไป  Soundlink Air เหมาะกับดนตรีเต็มวงอย่างยิ่ง  ถ้าคุณชอบฟังรายการวิทยุ  ถ้าชอบฟังเพลงสารพัดไม่เน้นแนวทางใดเป็นหลัก การเลือก Soundlink Air ก็เป็นสิ่งที่เหมาะที่สุด  เพราะเสียงกลอง เสียงเบส จากแต่ละเพลง Soundlink Air โชว์ออกมาได้ไม่คลุมเครือเลย ไม่ว่าจะเป็นเพลงเฮฟวี่เมทััลอย่าง metalica  และ Dreamtheater หรือ เพลง Rock Alternative อย่าง oasis, foo fighter, moderndog, big ass, body slam ต้องบอกว่าฟังสนุกมาก  เบสและกลองชัดเจนสุดๆ

กับเพลง Jazz เป็นของตายของ Bose มาแต่ไหนแต่ไร  แต่ที่จะพิเศษกว่าลำโพงทั่วไปก็คือ รายละเอียดของเบสในเพลง Jazz ที่มันชัดเจนยิ่งกว่าลำโพงบ้านเสียอีก  เสียงดับเบิ้ลเบสในอัลบั้มแรกของ norah jones ให้ความกลม เด้ง และรับรู้ถึงการดีด การสบัดตัวของสายได้ชัดเจนมาก  จะบอกว่าเบสคมก็ได้ แต่มันไม่บาดหู  ฟังไปนานๆรู้สึกว่า norah jones ชุดแรกเป็นงานโชว์เสียงร้องกับเสียงเบสเป็นหลักเลย

เพลงแนวออดิโอไฟล์ ก็เป็นงานง่ายๆของ Bose Soundlink Air เช่นกัน  ไม่ว่าจะเป็นแผ่น Audiophile Voice 1 แผ่นของ Janis ian ชุด Breakin silent  และแผ่นของ jennifer warns ชุด  The Hunter ทุกแผ่นให้เสียงร้องนุ่ม ใส ชัด  เสียงเบสเด้ง อิ่ม ลงลึก คุณไม่มีวันได้ยินเสียงแบบนี้จากมินิคอมโปตามห้างแน่นอน  เผลอๆ ลำโพงแยกชิ้นบางชุดยังให้น้ำเสียงน่าฟังอย่างนี้ก็ยังลำบากเลย

 การจัดวาง Soundlink Air  ต้องพิถีพิถันอย่างมาก  ควรระวังไม่ให้เบสเยอะเกินไป  ยิ่ง Bose ไม่ยอมให้ตัวปรับโทนเสียงมากับลำโพงของตัวเองเลยด้วย ยิ่งทำให้การจัดวางเป็นสิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษ  การจัดวางลำโพง Soundlink Air ควรจะเลือกวางในระดับความสูงประมาณ 1 เมตรขึ้นไป  หรือเทียบได้กับระดับความสูงของโต๊ะทำงาน  เพราะถ้าเราวางต่ำเกินไป เสียงเบสจะล้น เนื่องจากระดับลำโพงใกล้พื้นมากทำให้ปริมาณเบสเพิ่มขึ้น  และเสียงกลางและแหลมที่ออกจากลำโพงก็ต่ำกว่าระดับหูเราไปเยอะ  ทำให้การรับรู้เสียงกลางและสูงน้อยลงไปในตัวนั่นเอง  การวางห่างผนังเล็กน้อย ซ้ายและขวาไม่ติดกำแพงจะให้เสียงที่ฟังกำลังพอดี   ระยะการฟังที่ให้ความไพเราะจะอยู่ที่ประมาณสองเมตรเป็นต้นไป  ยิ่งห้องกว้าง Bose Soundlink Air ยิ่งเพราะมากขึ้น   หากคุณมีห้องรับแขก ไม่ควรวาง Soundlink Air บนโต๊ะกลาง  เพราะเตี้ยเกินไป  ควรหาชั้นวางให้มันโดยเฉพาะจะดีที่สุด  หากคุณวางในห้องทำงาน จะวางบนโต๊ะทำงาน หรือ ตู้โชว์  หรือ ชั้นวางหนังสือก็พอไหว ขอให้ความสูงได้ระดับก็พอ  การเปิดเพลงผ่าน Soundlink Air ทิ้งไว้ในห้องแล้วหันหลังฟังพร้อมกับทำงานอื่นๆไปด้วยจะเป็นสิ่งที่สร้างความเพลิดเพลินได้ดีที่สุด 

ระบบ Airplay เป็นลักษณะของไฟล์เพลงดิจิทัลวิ่งผ่านเครือข่ายภายในบ้าน  อาการเพลงสะดุดจะเกิดขึ้นหากระบบเครือข่ายมีปัญหาความหนาแน่นของข้อมูล  ถ้ามีใครสักคนในบ้านโหลดเพลง โหลดหนัง หรือก๊อปปี้ข้อมูลปริมาณมหาศาลและต่อเนื่องนานๆจะทำให้การ Stream เสียงสะดุดได้  ดังนั้นเพื่อไม่ให้เสียอารมณ์ในการใช้งาน ไม่ควรก๊อปปี้ไฟล์เพลงจำนวนมากไปพร้อมๆกับการฟังเพลง  ลำพังเพียงการใช้งานอินเทอเน็ต หรือการทำงานเอกสารทั่วไป ไม่ทำให้เครือข่ายยุ่งจนทำงานไม่ทันแน่นอน  ถ้าใช้งานไปแล้วเกิดเสียงสะดุดบ้างเป็นบางช่วงเวลาก็ไม่ต้องแปลกใจ  

Bose Soundlink Air เหมาะกับใคร
เหมาะกับคนที่ชอบฟังเพลงในห้องทำงาน ห้องรับแขก ห้องใดห้องหนึ่งในบ้านที่ไม่ใช่ห้องฟังเพลง
เหมาะกับคนที่มีอุปกรณ์ค่าย Apple อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น iPhone, iPod touch, iPad
เหมาะกับคนที่เปิดเพลงจากคอมพิวเตอร์และใช้โปรแกรม iTune เป็นหลัก ทั้งฝั่ง OSX และ windows ได้หมด
เหมาะกับคนที่ไม่ชอบสาย ไม่ชอบความรุ่มร่ามในการเดินสาย
เหมาะกับผู้ที่มีระบบแลนไร้สายในบ้านอยู่แล้ว เพิ่มตัวฟังเพลงระบบ Airplay เข้าไปก็มีความสุขได้เต็มที่

Bose Soundlink Air ไม่เหมาะกับใคร
ไม่เหมาะกับการใช้งานในห้องฟังเต็มรูปแบบ
ไม่เหมาะกับคนที่อยากอัพเกรดสายไฟ AC สายสัญญาณ คนที่นิยมจ่ายค่าปลั๊กไฟแพงกว่าค่าแผ่นซีดีเพลง
ไม่เหมาะกับคนที่มองหาลำโพงมอนิเตอร์  เพราะส่งเสียงอะไรเข้าไป Bose ปรับแต่งให้ทั้งหมด

ข้อดี
เสียงดี จัดวางได้ทุกห้องในบ้าน
ฟังเพลงไร้สายสะดวกมาก
สามารถซื้อแบตเตอรี่เสริมมาติดเพิ่มเพื่อใช้งานนอกสถานที่ได้

ข้อด้อย
อแด๊ปเตอร์ตัวใหญ่อลังการ ใช้ลำบาก  ควรออกแบบใหม่
ไม่มีปุ่ม mute บนตัวลำโพง ทำให้บางครั้งต้องการปิดเสียงแบบเร่งด่วน ไม่สามารถทำได้
ไม่มีปุ่มปิดเครื่องบนตัวลำโพง  ไม่มีปุ่มเลือกฟังจากช่อง Aux บนตัวลำโพง ต้องกดรีโมทเท่านั้น
ถ้ารีโมทหายจะถือเป็นเรื่องเศร้าที่สุดของชีวิตนักเล่นเครื่องเสียงเลย


สรุป
Bose Soundlink Air เป็นลำโพงชนิด Active ที่มีน้ำเสียงกลมกล่อมเฉพาะตัว เป็นบุคลิกเสียงที่เป็นเสียงประจำยี่ห้อ Bose มาตลอด  เสียงทุ้มลึกมีความฉับไว ลงได้ลึก ให้ปริมาณและแรงประทะที่รวดเร็วและฟังสนุกสนาน  เบสนุ่ม  เสียงกลางอิ่มและคมชัดไม่บาดหู  เสียงสูงไปได้ไกลกว่าลำโพง full range ทั่วไปที่เคยฟังมา  ถือเป็นพัฒนาการของดอก full Range ของ Bose ที่ดีที่สุดตัวหนึ่งของบริษัท  การใช้งานร่วมกับระบบ Airplay ทำให้การฟังเพลงมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น  การใช้งานร่วมกับ iPhone หรือ iPad หรือ iPod Touch จะราบรื่นน่าใช้งานอย่างยิ่ง  การใช้งานร่วมกับคอมพิวเตอร์ต้องใช้ผ่านโปรแกรมเปิดเพลง iTune เป็นหลัก  ในงบหมื่นกว่าบาทไม่เกินสองหมื่นผมคิดว่าหาตัวเลือกที่ได้ทั้งคุณภาพและความสะดวกแบบนี้ค่อนข้างยาก  อาจจะมีชุดแอมป์และลำโพงที่รวมกับ Airport Express แล้วราคาใกล้เคียงหรือต่ำกว่าเล็กน้อย แต่ก็ต้องแลกกับความพะรุงพะรัง สายไฟ สายสัญญาณ สายลำโพงอีกหลายเส้นที่ต้องเชื่อมต่อกันทั้งหมด  ยังไม่รวมเรื่องบุคลิกเสียงที่ไม่มีใครทำได้อย่าง Bose  อาจมีบางคนบอกว่า เสียงดีกว่านี้ก็ทำได้  มันก็จริง แต่เมื่อไหร่ที่คุณต้องการฟังเพลงแบบบางครั้งอยากฟังเบาๆ บางวันอยากฟังดังๆ  ไม่แน่นอน แต่ยังคงต้องการคุณภาพเสียงที่ดีอยู่ ยังไง Bose ก็ทำได้ดีกว่า
โดย: วุฒิชัย เจริญบุรี
SHARE:

Related Review & Article