Review & Article > รีวิว : Schiit Mjolnir

SCHIIT MJOLNIR
Balanced High-Output Headphone Amplifier
“พระกาฬบาลานซ์แอมป์”
เข็มแก้ว

..............
 


เมื่อคราวที่ได้ลองฟังหูฟังพระกาฬมนุษย์ทองคำ HiFiMAN HE-6 มีแอมป์หูฟังอยู่ตัวหนึ่งที่ผมประทับใจมากๆ มากจนคิดว่าถ้ามีวาสนาได้เป็นเจ้าของ HE-6 คงไม่แคล้วได้หิ้วเจ้าแอมป์ตัวนี้กลับบ้านไปด้วยเป็นแน่ มันคือแอมป์หูฟังรุ่นเรือธง (Flagship Model) ของรุ่น Mjolnir ของยี่ห้อ Schiit

ว่าก็ว่าเถอะครับ ทีแรกที่เฮียมั่นคงบอกชื่อยี่ห้อกับรุ่นมาผมทำหน้างงเหมือนโดนผีหลอก “ชลิต โม้เมีย” นั่นชื่อของมันจริงๆ เหรอเฮีย! “ชิล์ต (ออกเสียงว่า ชิด)  รุ่น โมลเนียร์ ว้อย ตาเข็ม…” คราวนี้เฮียพูดซ้ำชัดถ้อยชัดคำ พร้อมกำหมัดแน่น กะว่าถ้าขืนมีการกวนอวัยวะเบื้องล่างอีกอาจจะได้ออกอาวุธชวนเต้นกังนัมสไตล์กัน ผมเห็นเช่นนั้นเลยรีบทำทีเป็นเข้าใจ แต่ก็แอบสงสัยไม่ได้ว่าแอมป์ตัวนี้มีหัวนอนปลายเท้าเป็นมาอย่างไร

อันที่จริงแล้วเบื้องหลังของ Schiit นี่ไม่ธรรมดานะครับ คนออกแบบไม่ใช่ตาสีตาสามาจากไหน แต่เป็นมือเก่าเก๋ากึ้กของวงการเครื่องเสียงอเมริกานั่นคือ Jason Stoddard คนก่อตั้งยี่ห้อ Sumo เครื่องเสียงรุ่นดังก็คือแอมป์รุ่น Andromeda คู่หูของเขาที่ช่วยกันออกแบบเครื่องเสียง Schiit อีกคนก็คือ Mike Moffat คนก่อตั้งเครื่องเสียงชื่อดังยี่ห้อ Theta ซึ่งถ้าย้อนเวลากลับไปเมื่อสัก 10 ปีก่อน ยี่ห้อนี้ดังมากเรื่อง DAC หรือดิจิตอลโปรเซสเซอร์

เรียกว่าถ้าพูดถึงเครื่องเสียงไฮเอนด์ไม่ว่าจะเป็นแอมป์ fully balanced differential, DAC ออดิโอไฟล์ที่วงจรเป็นแบบบาลานซ์, ปรีแอมป์ไฮเอนด์ที่ใช้รีเลย์ทำหน้าที่เป็น stepped attenuator volume controls หรือโปรเซสเซอร์เซอร์ราวน์ระบบ DTS ระดับไฮเอนด์ เป็นอะไรที่พวกเขาคุ้นเคยและเคยสร้างผลงานเอาไว้มากมายในอดีต ก่อนที่จะมาจับมือกันทำเครื่องเสียง Schiit ซึ่งเน้นไปที่สินค้าสำหรับออดิโอไฟล์ยุคใหม่ที่ต้องการอะไรที่มากกว่าสินค้าเกรดธรรมดาทั่วไป แต่ไม่อยากจ่ายแพงจนเกินเหตุ พูดง่ายๆ ว่าทั้ง Jason Stoddard และ Mike Moffat เขาตั้งใจทำให้ Schiit เป็นเครื่องเสียงไฮเอนด์ที่คุ้มเงินด้วยว่าอย่างนั้น


   


ก่อนจะมาเป็นแอมป์โมลเนียร์
ก่อนจะมาเป็นแอมป์หูฟังรุ่น Mjolnir ทาง Schiit ได้ลองหยั่งเชิงตลาดด้วยแอมป์หูฟังออกมาก่อนหน้านี้ถึง 3 รุ่นและทั้งหมดเป็นแอมป์หูฟังแบบตั้งโต๊ะเสียบไฟบ้านที่เน้นคุณภาพเสียงและพลังขับที่เหลือเฟือมากกว่าฟังก์ชันหรือลูกเล่นต่างๆ

แอมป์หูฟังที่เข้ามาในตลาดรุ่นแรกใช้ชื่อว่า Asgard (แอส-การ์ด) เป็นแอมป์หูฟังแบบโซลิดสเตท Single Ended Class A FET Headphone Amplifier, Zero Feedback, Single Voltage Gain Stage และเป็นวงจรแบบ Fully Discrete คือการใช้งานทรานซิสเตอร์แยกเป็นตัวๆ ไม่มีการใช้ไอซี ทั้งหมดนี้ใครที่พอรู้เรื่องเทคนิคจะทราบว่าล้วนแล้วแต่เป็นคุณสมบัติและแนวทางการออกแบบวงจรแอมป์ขยายเสียงที่มักจะพบได้แต่ในเครื่องเสียงระดับไฮเอนด์ ซึ่ง Asgard น่าจะเป็นแอมป์หูฟังสเปคไฮเอนด์ที่มีราคาถูกที่สุดในตลาด ($249.00) โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคิดว่ามันเป็นสินค้า Made in USA ด้วยแล้ว

รุ่นต่อมาของเขาคือ Valhalla (วัล-ฮัล-ล่า) ตัวนี้เป็นแอมป์หูฟังที่วงจรเป็นหลอดสุญญากาศล้วนๆ วงจรขยายเป็นแบบ Class A, single-ended triode และยังคงเป็นวงจรแบบไร้การใช้ฟีดแบ็ครวม (no overall feedback) ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับแอมป์ระดับไฮเอนด์ส่วนใหญ่ และแม้ว่าจะเป็นแอมป์หูฟังระบบหลอดสุญญากาศแต่ราคาของ Valhalla ที่ $349.00 ก็ยังถือว่าราคาน่าคบหา ซื้อได้โดยไม่ต้องโกหกเมีย ซื้อแล้วไม่ต้องทนกินแต่มาม่าไปทั้งเดือนแต่อย่างใด

ตามกันมาติดๆ เป็นแอมป์หูฟังรุ่น LYR (แอล-วาย-อาร์) ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมชื่อของมันถึงออกแนวแปลกประหลาดพิลึกพิลั่นไม่คุ้นหูอย่างนี้ ก็เพราะเขาเอาชื่อหรืออะไรต่อมิอะไรที่เกี่ยวกับเทพเจ้าของทางยุโรปเหนือ (God of Norse) มาใช้เรียกเป็นชื่อรุ่นนั่นเอง แอมป์รุ่น LYR มีดีไซน์เป็นแบบไฮบริด ไฮบริดในที่นี้ไม่เกี่ยวกับรถประหยัดน้ำมันแต่อย่างใด แต่หมายถึงวงจรที่เป็นลูกผสมทรานซิสเตอร์ + หลอดสุญญากาศ เหมือนเป็นการรวมเอาข้อดีของทั้ง Asgard และ Valhalla เข้ามาไว้ในตัวเดียว เสียงของแอมป์รุ่นนี้จึงถูกใจทั้งคนที่ชอบแบบหวานๆ สไตล์หลอดและแบบหนักแน่นสไตล์โซลิดสเตท ถือว่าเป็นแอมป์อีกรุ่นหนึ่งของ Schiit ที่ได้รับผลตอบรับค่อนข้างดีและสร้างชื่อให้กับ Schiit ได้พอสมควร

ระหว่างการออกแบบแอมป์หูฟังชื่อเรียกยากทั้ง 3 รุ่นข้างต้น ทางทีมออกแบบของ Schiit ก็ได้ซุ่มออกแบบแอมป์หูฟังอีกรุ่นหนึ่งที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะวางตำแหน่งให้เป็นรุ่นเรือธงหรือระดับอ้างอิงของพวกเขา ดังนั้นทุกความรู้ ทุกประสบการณ์ จึงได้ถูก ‘ประเคน’ ลงไปให้แอมป์รุ่นใหม่ที่ว่านี้แบบไม่มีกั๊กไว้ เรียกว่ามีของดีอะไรเอาออกมาใช้ให้หมด ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบวงจร การเลือกใช้อุปกรณ์และแนวคิดในการออกแบบ ซึ่งทำให้แอมป์หูฟังรุ่นใหม่นี้เป็นอะไรที่ได้รับการคาดหมายแต่ต้นว่าต้องเหนือกว่ารุ่นเดิมไปแบบก้าวกระโดด และจะเป็นแอมป์หูฟังที่ได้ขึ้นทำเนียบไปยืนอยู่ในระดับไฮเอนด์อย่างแท้จริง แอมป์หูฟังรุ่นนี้มีชื่อว่า Mjonir (โมลเนียร์)






      
แนวคิดและการออกแบบแอมป์โมลเนียร์
จุดเด่นในการออกแบบของ Mjolnir คือ วงจรที่เป็นแบบบาลานซ์แท้ตลอดทั้งวงจร (Fully Balanced Crossfet) มีการขยายสัญญาณแบบสมดุลตั้งแต่การรับสัญญาณขาเข้าจนถึงสัญญาณขาออกที่ส่งออกไปขับหูฟัง นี่เป็นอีกหนึ่งแนวทางการออกแบบที่มักจะพบได้ในเครื่องเสียงบ้านระดับไฮเอนด์อย่างเช่นแอมป์บ้านตัวละหลายแสนบาทจนถึงระดับซุปเปอร์ไฮเอนด์ราคาเลยหลักล้านบาท ซึ่ง Schiit หยิบเอามาใช้กับแอมป์หูฟังระดับไม่เกิน $1,000 ได้อย่างหน้าตาเฉย นอกจากนั้นแล้วแอมป์ Mjolnir ยังคงใช้รูปแบบวงจรที่เรียบง่ายแบบสูงสุดคืนสู่สามัญด้วยการใช้วงจรขยายแรงดันไฟฟ้าเพียงแค่ชั้นเดียว (Single Voltage Gain Stage) และไม่มีการใช้ฟีดแบ็ครวมในวงจร (Zero Feedback)

ข้อมูลเทคนิคจากทาง Schiit เปิดเผยว่า Mjolnir เป็นแอมป์หูฟังที่พิเศษกว่าใครตรงที่เลือกใช้วงจรแบบ Circlotron (Circlotron-style topology) หรือ cross-shunt push-pull topology ภาครับสัญญาณออกแบบด้วย high-voltage JFET และภาคขยายสัญญาณขาออกเป็น MOSFET (N-channel MOSFET) ทุกๆ ภาคของวงจรออกแบบให้เป็นแบบสมดุล (balanced design) ตลอดทั้งวงจร วงจรมีความเรียบง่ายและมีประสิทธิภาพการทำงานอันยอดเยี่ยม มิใช่เป็นเพียงแค่ภาคขยายเสียงเหมือนกัน 2 ชุดที่ชุดหนึ่งทำการกลับขั้วสัญญาณเพียงเหมือนแอมป์หูฟังระบบบาลานซ์ทั่วๆ ไป

สรุปเป็นภาษาที่ให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือเมื่อเทียบกับแอมป์หูฟังรุ่น Asgard เจ้าแอมป์หูฟัง Mjolnir ตัวนี้มีกำลังขับมากเป็น 8 เท่า รวมถึงมีความเพี้ยนและสัญญาณต่ำกว่า Asgard ถึง 8 เท่า  โอ้โห… แม่เจ้าโว้ย ยังดีที่ว่าราคาไม่ได้แพงกว่าเป็น 8 เท่าด้วย

ด้วยความที่ Mjolnir เป็นบาลานซ์เฮดโฟนแอมป์ วงจรข้างในตัวมันจึงมีชิ้นส่วนดับเบิ้ลขึ้นไปเท่าตัวเมื่อเทียบกับแอมป์สเตริโอทั่วไป สัญญาณบาลานซ์ที่รับเข้ามาทางอินพุตไม่มีการรวบเป็นสัญญาณซิงเกิลเอนด์อันบาลานซ์ก่อนเข้าสู่วงจรขยาย ขนาด volume control ยังเลือกใช้เป็นแบบ 4-gang RK27 ของยี่ห้อ Alps ตลอดทั้งวงจรขยายสัญญาณเป็นแบบ DC-coupled โดยใช้วงจร DC servo ความแม่นยำสูงในการจัดการกับไฟ DC Offset ส่วนเกิน เพื่อให้ตอบสนองความถี่ต่ำได้ดีเยี่ยม ในส่วนของภาคเอาต์พุตยังมีวงจรป้องกันและหน่วงเวลาช่วงการเปิด-ปิดเครื่องด้วยรีเลย์อีกชั้นหนึ่ง

แอมป์หูฟัง Mjolnir มีกำลังขับสูงสุดมากถึง 8W RMS ให้สัญญาณเอาต์พุตขับหูฟังได้มากถึง 45V P-P การตอบสนองความถี่กว้างมากตั้งแต่ 2Hz-400kHz, -3dB ระบุว่าสามารถขับหูฟังได้หลากหลายตั้งแต่ 8-600 โอห์ม น้ำหนักเครื่อง 12 ปอนด์หรือราวๆ 5-6 กิโลกรัม จัดว่าเป็นแอมป์หูฟังที่น้ำหนักมากใช้ได้เลย น้ำหนักสูสีใกล้เคียงกับแอมป์บ้านบางรุ่นแล้วล่ะครับ ดีไซน์หลักๆ ยังไม่แตกต่างจากรุ่นก่อนหน้าของ Schiit เพียงแต่มีแท่นเครื่องหน้ากว้างเหมือนเครื่องเสียงบ้าน ไม่ใช่ไซส์ย่อส่วนเหมือนรุ่นก่อนหน้า ตัวถังเครื่องส่วนใหญ่เป็นอะลูมิเนียมช่วยระบายความร้อนให้ตัวเครื่องในขณะทำงานติดต่อกันนานๆ ได้ดีมาก แอมป์หูฟังรุ่นนี้ทาง Schiit ยังคง Made in USA ด้วยงานผลิตมาตรฐานสูงเหมือนเช่นเคย


    


การใช้งานแอมป์โมลเนียร์กับหูฟังระดับพระกาฬ
แม้ว่าจะต้องใช้เวลาในการรันอินเหมือนเครื่องเสียงทั่วไปแต่แอมป์โมลเนียร์ก็เป็นตัวหนึ่งที่พูดได้ว่าให้เสียงที่ ‘ฟังได้’ ตั้งแต่ยกออกมาจากกล่องใหม่ๆ คุณสามารถใช้เลือกใช้สายไฟเอซีอัพเกรดกับแอมป์หูฟังตัวนี้ได้ ผมได้ลองใช้สายไฟรุ่น Diamondback C13 ของ Shunyata Research พบว่ามันไปด้วยกันได้ดีมาก สายไฟเอซีดีๆ มีส่วนช่วยสนับสนุนให้แอมป์ที่เสียงดีอยู่แล้ว ดีสมบูรณ์พร้อมมากขึ้นไปได้อีกพอสมควรเลยทีเดียว

อย่างที่ได้บอกไว้ตั้งแต่ต้นล่ะครับว่าแอมป์หูฟังโมลเนียร์ เป็นแอมป์ที่ไม่มีลูกเล่นอะไรหวือหวา หมายความว่าทุกฟังก์ชันของแอมป์ตัวนี้มีเท่าที่จะเอื้อประโยชน์กับความเที่ยงตรงแม่นยำและความบริสุทธิ์ของเสียง บนหน้าปัดเครื่องจึงพบเห็นเพียงปุ่ม volume ไฟ LED สีขาวบอกสถานะเปิดใช้งานเครื่องและขั้วต่อหูฟัง สังเกตไหมครับว่าขั้วต่อหูฟังของแอมป์โมลเนียร์นั้นเขาเน้นที่คุณภาพและรักษาคุณสมบัติความเป็นบาลานซ์แอมป์เอาไว้อย่างสมบูรณ์แบบ หมายความว่าบาลานซ์แอมป์ตัวนี้ไม่มีเอาต์พุตแบบอันบาลานซ์ (หรือซิงเกิลเอนด์) ให้ครับ มันจึงไม่มีขั้วต่อหูฟังแบบโฟนแจ็คทั่วไปให้มาไม่ว่าจะเป็น 3.5 หรือ 6.3mm มีเฉพาะขั้วต่อหูฟังแบบบาลานซ์ให้เลือกใช้ 2 รูปแบบคือ 4-pin balanced female XLR หนึ่งช่องและ 3-pin female XLR อีกคู่ แม้แต่ขั้วต่อสัญญาณสเตริโอปรีแอมป์เอาต์ที่ด้านหลังเครื่องก็ยังเป็นแบบ XLR

เพราะฉะนั้นแล้วหูฟังที่จะใช้งานกับแอมป์ตัวนี้ได้จำเป็นต้องมีขั้วต่อสายหูฟังที่เป็น 2 รูปแบบข้างต้นเท่านั้นคือแบบ XLR 4 เขี้ยว หรือแบบ XLR 3 เขี้ยวที่แยกข้างซ้ายและขวาออกจากกัน หูฟังไฮเอนด์บางรุ่นแม้ว่าสายมาตรฐานตอนซื้อมาจะไม่ใช่ขั้วต่อทั้ง 2 รูปแบบดังกล่าว แต่ท่านสามารถอัพเกรดเปลี่ยนสายเป็นของที่ดีกว่าได้ในภายหลังและสายอัพเกรดบางรุ่นก็มีขั้วต่อแบบบาลานซ์ให้เลือกใช้ด้วย อย่างเช่นหูฟังของ HiFiMAN, Audeze หรือ Sennheiser

อย่างไรก็ดีเพื่อไม่ให้มีข้อจำกัดการใช้งานกับ source มากเกินไป ด้านอินพุตของแอมป์โมลเนียร์จึงให้ขั้วต่อมา 2 รูปแบบคือทั้งแบบบาลานซ์ XLR และซิงเกิลเอนด์ RCA เลือกฟังได้โดยการโยกสวิตช์เลือกระหว่าง BAL (BALANCED) และ SE (SINGLE-ENDED) ที่อยู่ใกล้ๆ กับขั้วต่อ

ในการทดสอบนี้ผมมีโอกาสได้ลองแอมป์หูฟัง Mjolnir กับหูฟังพระกาฬมนุษย์ทองคำ HiFiMAN HE-6 เพียงตัวเดียว เนื่องจากหูฟังอื่นๆ ที่มีอยู่เป็นขั้วต่อแบบโฟนแจ็คไม่สามารถใช้กับ Mjolnir ได้ แต่เชื่อเถอะครับว่าถ้าแอมป์หูฟังตัวไหนสามารถไดร์ฟหูฟังขาโหดตัวนี้ได้ แอมป์ตัวนั้นก็สามารถขับหูฟังทั้งหมดที่เหลือในโลกนี้ได้เช่นกัน !

โดยปกติแอมป์หลายตัวที่ผมเคยลองเอามาขับ HiFiMAN HE-6 เวลาใช้งานจะรู้สึกอยู่เกือบตลอดเวลาว่าแอมป์กำลังหมดแรงเพราะ volume นั้นขึ้นสูงระดับบ่ายสองบ่ายสาม เจอ source ที่สัญญาณมาเบาเป็นพิเศษด้วยแล้วบางทีต้องเร่งจนสุดเกจ์ volume เลยก็มี แต่สำหรับแอมป์ Mjolnir ต้องถือเป็นข้อยกเว้นมันขับหูฟังตัวนี้ให้มีเสียงออกมาได้เนื้อได้หนังตั้งแต่ระดับ volume ไม่เกินเที่ยง

จุดเด่นที่เด่นมากๆ อย่างหนึ่งของ Mjolnir คือความเงียบครับ มันเป็นแอมป์ที่มีสัญญาณรบกวนต่ำมากๆ ถ้าไม่เปิดเสียงส่งมาจาก source แล้วลองเร่ง volume ขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงระดับ max คุณแทบจะไม่ได้ยินอะไรเล็ดลอดออกมาจากหูฟังเลย ความเงียบของแอมป์กับหูฟังขนาดใหญ่อาจจะไม่มีผลกับ background noise มากเท่าหูฟัง IEM แต่มันมีส่วนช่วยอย่างมากเวลาที่คุณฟังเพลงที่มีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ หรือเพลงที่มีการแยกชั้นของเสียงร้องหรือเครื่องดนตรีชัดๆ ความเงียบของแอมป์จะทำให้รายละเอียดเหล่านั้นมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับพวกเพลงคลาสสิกที่มักจะมีการเล่นอย่างแผ่วเบาในบางช่วง และบางทีก็อึกทึกขึ้นมาอย่างฉับพลัน ระดับเสียงที่แตกต่างกันมากเช่นนี้แอมป์หูฟังที่สัญญาณรบกวนต่ำอย่าง Mjolnir จะโชว์ไดนามิกของดนตรีออกมาได้อย่างน่าตื่นตะลึง

ผมได้พิสูจน์คุณสมบัติดังกล่าวของแอมป์หูฟัง Mjolnir ด้วยไฟล์เพลงรายละเอียดสูงจำนวนหนึ่งโดยเล่นผ่าน DAC Ayre QB9 สลับกับ Audio GD NFB-7.32 ต่อสัญญาณเอาต์พุตบาลานซ์ด้วยสายสัญญาณ Nordost Heimdall 2 เข้ามาที่อินพุตของแอมป์ การที่สัญญาณทั้งระบบทำงานเป็นแบบบาลานซ์เช่นนี้ยิ่งเป็นการสนับสนุนจุดเด่นของแอมป์ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นไปอีก ทำให้เพลงคลาสสิกรายละเอียดสูงของสังกัดเพลง Reference Recording มีความน่าสนใจมากขึ้นอย่างมหาศาล

อันที่จริงแล้วถ้าถามว่าแอมป์ตัวนี้ใช้ฟังเพลงแนวไหนได้ดี ผมขอแสดงความยินดีด้วยที่จะบอกว่ามันไม่เกี่ยงแนวเพลงเลย ไม่ว่าคุณจะฟัง pop, rock, hip hop, classical, jazz, blue, vocal หรือ metal แอมป์หูฟัง Mjolnir ล้วนตอบสนองความต้องการในรายละเอียดและสีสันของดนตรีเหล่านั้นได้ดีเยี่ยมทั้งสิ้น

เทียบแนวเสียงกับ Burson Soloist แล้ว Mjolnir ดูเหมือนจะไปทางอบอุ่นและมีกลางต่ำที่หนากว่า บรรยากาศโดยรวมฟังนุ่มกว่าเล็กน้อย ในขณะที่แอมป์รุ่นใหม่ของ Burson ไปเด่นเรื่องความพลิ้วใสของเสียงแหลมซึ่งเหมาะมากกับหูฟังที่มีโทนคัลเลอร์ไปทาง dark หน่อยๆ อย่าง Audeze LCD2 แต่ถ้าหูฟังของคุณมาทางฝั่งพลิ้วใสเน้นรายละเอียดสักหน่อยอย่าง Sennheiser HD800 หรือรุ่นไฮเอนด์ของ Grado ผมว่า Mjolnir น่าจะโดนใจมากกว่า

ใครที่คุ้นกับแอมป์หูฟังเล็กๆ มาฟัง Mjolnir จะรับรู้ได้ถึงพลังเสียงที่มาพร้อมกับรายละเอียดชนิดหยุมหยิมและแยกแยะได้อย่างชัดเจน มีตัวตนเด่นชัด ไม่ต้องเงี่ยหูฟังแต่อย่างใด เวทีเสียงที่เปิดโล่งเชิญชวนให้การนั่งเสพสุขเสียงเพลงผ่านหูฟังมีความน่ารื่นรมย์ไม่ด้อยไปกว่าการรับฟังจากชุดเครื่องเสียงไฮเอนด์ชั้นดีเลย

ถ้าคุณเคยฟังแอมป์หูฟังหลอดระดับ Woo Audio มาก่อน เรื่องเดียวที่คุณอาจจะรู้สึกว่า Mjolnir ยังทำได้ไม่ดีเท่าก็คือโทนคัลเลอร์ในลักษณะที่หวานลื่นเอาใจหู ซึ่งเป็นจุดแข็งของเครื่องเสียงหลอดโดยเฉพาะรุ่นที่เป็นดีไซน์ซิงเกิลเอนด์ แต่แอมป์โซลิดสเตทอย่าง Mjolnir ก็ปลอบใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ด้วยเสียงทุ้มที่มีการควบคุมที่ดี มีความคมชัดหนักแน่น ฟังเพลงร็อคหรืออิเล็กทรอนิกส์ได้สนุกมากๆ และที่จะลืมเสียไม่ได้ก็คือ พลังเสียงที่สามารถปราบหูฟังขับยากทั้งหลายในโลกนี้ลงได้อย่างราบคาบ ซึ่งแอมป์หูฟังบางรุ่นที่ราคาแพงกว่ามัน 2-3 เท่ายังไม่สามารถทำได้ใกล้เคียงเลยด้วยซ้ำ

จุดหมายปลายทาง
เท่าที่สังเกตดูผมเห็นว่าแนวทางการเล่นหูฟังในสมัยนี้แตกต่างจากเมื่อก่อนไปมาก บางคนมองว่ามันยุ่งยากวุ่นวายมากขึ้นและยังมีของราคาแพงชนิดคาดไม่ถึงออกมาให้เล่นด้วย ไม่เหมือนแต่ก่อนที่เล่นกันแบบง่ายๆ ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรวุ่นวาย แต่ถ้า think positive ผมกลับมองว่าวงการนี้มีการพัฒนากว่าแต่ก่อนในแง่ของความละเอียดอ่อน การเอาใจใส่ในจุดเล็กจุดน้อยเพื่อคาดหวังให้เสียงดีขึ้นนั้นเป็นแนวทางที่ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ ไม่เช่นนั้นแล้ววงจรอุปกรณ์เสริม หรือของแต่งสำหรับเครื่องเสียงและอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับหูฟังคงไม่มีทางได้เติบโตเหมือนเช่นทุกวันนี้

การไดร์ฟหูฟังไฮเอนด์ด้วยระบบบาลานซ์ เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ได้รับมาโดยตรงจากเครื่องเสียงทางฝั่งโปรเฟสชันนัล หูฟังหลายรุ่นสามารถเปลี่ยนสายหูฟังที่มาจากโรงงานให้เป็นสายแบบบาลานซ์ได้ หลายคนฟังแล้วบอกว่าเสียงดีขึ้นไปอีกมากเมื่อเทียบกับสายเดิม ต้องบอกว่าที่ดีกว่านั้นส่วนหนึ่งมาจาก material ต่างๆ ของสายอัพเกรด อีกส่วนหนึ่งมาจากระบบบาลานซ์ไดร์ฟซึ่งถ้าคุณมีแอมป์หูฟังที่มีขั้วต่อบาลานซ์ ผมแนะนำเป็นอย่างยิ่งให้คุณเสียบใช้งานจากช่องนี้

แต่ที่ผ่านมาแอมป์หูฟังที่เป็นระบบบาลานซ์แท้ๆ นั้นนอกจากมีราคาสูงลิบลิ่วแล้วยังมีผลิตออกมาจำหน่ายในเชิงเป็นจำนวนน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับแอมป์หูฟังทั้งหมดที่มีอยู่ในตลาด ในวันนี้เป็นเรื่องน่ายินดีที่ Schiit มี Mjolnir ออกมาให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือก ด้วยคุณสมบัติต่างๆ ที่แอมป์ตัวนี้มีเมื่อพิจารณาร่วมกับค่าตัวแล้วผมคิดว่ามันเป็นแอมป์หูฟังอีกตัวของ Schiit ที่คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตได้ก็คือ เมื่อเร็วๆ นี้หลังจากคลอด Mjolnir ออกมา ทาง Schiit ก็ได้พัฒนาแอมป์หูฟังรุ่นใหม่ออกมา แทนที่จะเป็นรุ่นที่ดีกว่า Mjolnir ขึ้นไปอีกตาม timeline ที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่ารุ่นใหม่นี้กลับเป็นรุ่นเล็กสุดราคาถูกที่สุดเพื่อออกมาปิดช่องว่างในตลาดระดับ entry level แสดงว่าแอมป์ Mjolnir ตัวนี้ได้พัฒนามาจนสุดทางแล้วอย่างนั้นหรือ? น่าคิดนะครับ

Like : ความโดดเด่นที่โดนใจและประทับใจ
- เป็นแอมป์ที่มีพลังเหลือเฟือ สามารถขับหูฟังขับยากๆ ได้สบาย และอาจจะพูดได้ว่าในโลกนี้ไม่น่าจะมีหูฟังตัวไหนที่ Mjolnir ขับไม่ได้หรือไดร์ฟไม่ออก
- เป็นแอมป์หูฟังที่เงียบมาก สัญญาณรบกวนต่ำ แบนด์วิดธ์กว้างและราบรื่นครอบคลุมตลอดย่านความถี่เสียง
- งานผลิตมาตรฐานสูง ดูแน่นหนาทนทาน
- ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับคุณภาพงานและคุณภาพเสียง

Don’t Like : ยังไม่ค่อยโดนใจนะ
- จำนวนอินพุตมีให้น้อยไปหน่อย

Wanted : อยากให้มี
- ช่องเสียบเอาต์พุตหูฟังน่าจะมีแบบโฟนแจ็คให้เลือกใช้ด้วย จะได้ใช้กับหูฟังทั่วไปได้


Specifications

Headphone Impedance: 8-600 ohms

Gain: 8 (18db)

Frequency Response: 2Hz-400KHz, -3dB

Maximum Output: 45V P-P typ. Into 32 ohms, or 8W RMS into 32 ohms, 5W RMS into 50 ohms
THD: Less than 0.006%, 20Hz-20KHz, at 1V RMS
Output impedance: 1.5 ohms
Topology: Fully discrete FET, cross-shunt push-pull Crossfet output stage, no overall feedback, noninverting, single voltage gain stage

Inputs: one pair balanced XLR, one pair single-ended RCAs, choose one
Outputs: one 4-pin balanced female XLR, one pair dual 3-pin female XLR, and one pair male XLR preamp outs
Power Consumption: 45W

Size: 16 x 8.75 x 2.25”

Weight: 12 lbs
โดย: เข็มแก้ว
SHARE:

Related Review & Article