Review & Article > รีวิว : Meridian Explorer dac

MERIDIAN EXPLORER
Experience It For Yourself
“พระกาฬไฮเอนด์ชุดลำลอง”
เข็มแก้ว
..............



เมื่อปีที่ผ่านมา DAC ฉบับกระเป๋าอย่าง Audioquest Dragonfly ถือได้ว่าเป็น ‘ปรากฏการณ์’ ที่ทำให้วงการเครื่องเสียงไฮไฟเป็นที่สนใจมากขึ้นโดยเฉพาะในระดับ entry level คุณานุปการของ Dragonfly ส่งผลให้คนในแวดวงไฮไฟรวมถึงคนทั่วไปสามารถรับรู้ได้ถึงประสิทธิภาพอีกระดับหนึ่งของเครื่องเสียงที่มีราคาย่อมเยาแถมยังเรียบง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ

สำหรับคนทั่วไป ‘ปรากฏการณ์’ ดังกล่าวอาจจะแค่ทำให้รู้สึกสนใจและเข้าใจได้ว่าเครื่องเสียงไฮไฟนั้นไม่จำเป็นต้องยุ่งยากวุ่นวายอย่างที่คิดเสมอไป แต่กับคนเล่นเครื่องเสียงที่ผ่านร้อนหนาวมาหลายรอบด้านหนึ่งคงต้องสนเท่แน่นอนว่า DAC ตัวจ้อยแค่นี้ไม่น่าทำให้ DAC ตัวโตกว่าในอดีตต้องเสียหน้าได้มากถึงเพียงนี้

แต่ว่า 'ปรากฏการณ์' นั้นไม่จำเป็นต้องมีเพียงแค่ครั้งเดียว และไม่จำเป็นที่ปรากฏการณ์เดิมจะต้องอยู่ยั่งยืนถาวร เมื่อเร็วๆ นี้ Meridian ไฮเอนด์จากสหราชอาณาจักรได้สร้างอีกหนึ่งปรากฏการณ์ให้เกิดขึ้นด้วย DAC ระดับ entry level ที่มีชื่อรุ่นว่า Explorer มีการวางแผนการเปิดตัวรวมถึงการนำเสนอสู่ตลาดอย่างรัดกุมและสามารถสร้างกระแสเปรี้ยงปร้างได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว โดยเฉพาะในสื่อต่างประเทศนั้นต่างตอบรับการมาของ Explorer อย่างดี บางรายถึงขนาดยกย่องให้มันเป็นปรากฏการณ์ใหม่ไปแล้ว

Healthy Explorer
Meridian Explorer เป็น DAC พกพาได้ขนาด pocket size ที่มีหน้าตาสงบเสงี่ยมเรียบร้อยแลดูสะอาดตาสวนทางกับคุณสมบัติและความสามารถที่แต่ละอย่างล้วนแล้วแต่เป็นท่าไม้ตายทั้งสิ้น ภาษาวัยรุ่นแถวบ้านผมบอกว่า ...ของเขาแรง





นอกจากโปรโมชันแรงๆ ที่ทางมั่นคงแก๊ดเจ็ทร่วมกันจัดกับทางเดโค 2000 แล้ว ต้องบอกว่าคุณสมบัติที่เหลือของ DAC ตัวนี้ล้วนแล้วแต่เป็นของแรงทั้งสิ้น ตั้งแต่เรื่องการเล่น native digital ได้ถึง 192kHz ทางช่องอินพุตดิจิตอล USB ที่ทำงานแบบ Asychronous อย่างที่ DAC ชั้นดีทั้งหลายเลือกใช้ต่างกันแค่เมอริเดียนใช้กระบวนการวิธีที่เป็นของตัวเองควบคุมด้วย software ของตัวเอง (True Class 2 Audio Device) ด้านการออกแบบวงจรและการคัดเกรดอุปกรณ์ที่อ้างว่าถอดแบบมาจากเครื่องระดับขึ้นหิ้งราคาหลายแสนบาทของพวกเขาเอง

ทั้งหมดนี้อัดแน่นอยู่ภายในตัวเครื่องที่มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบาจนสามารถเอาใส่กระเป๋าเสื้อ กระเป๋ากางเกงพกติดตัวไปได้ทุกหนแห่งเหมือนที่เราพกโทรศัพท์มือถือ เผลอๆ มันจะเล็กและเบากว่าเสียด้วยซ้ำ ที่น่าสนใจคือมัน Made in England ผลิตที่โรงงานของเมอริเดียนเองด้วยมาตรฐานเดียวกับเครื่องรุ่นใหญ่ราคาเป็นแสนๆ ล้านๆ บาท แต่นั่นยังไม่แปลกและบ้าเท่าที่เขาตั้งราคาขายมันแค่หมื่นกว่าบาทเท่านั้น นี่ยังไม่นับโปรโมชันของตัวแทนในประเทศไทยที่บอกว่าราคาจะลดเหลือหกพันบาทมีทอนถ้าเอา Audioquest Dragonfly มาแลกซื้อ เริ่มเชื่อหรือยังครับว่าของเขาแรง



ผมไปเลียบๆ เคียงๆ ที่มั่นคงเรือธงแล้วก็จัดการจิ้ก Meridian Explorer มาหนึ่งตัวตอนที่พนักงานเขาเผลอ เฮ้ย ไม่ใช่แล้ว ผมโทรไปจีบเอาจากเฮียโตนายห้างของร้านมั่นคงนั่นแหละครับ ผมบอกว่าขอยืมไปฟังหน่อยถ้าดีจริงจะแกล้งลืมแล้วไม่เอามาคืน เฮียขยับปากขมุบขมิบเข้าใจว่าคงชื่นชมผมอยู่แน่เลย ผมบอกเฮียไปว่าไม่ได้มาสู่ขอไปฟัน เอ้ย ฟังฟรีๆ ถ้าฟังแล้วชอบจะเขียนรีวิวมาให้ก็แล้วกัน ดังนั้นเมื่อมีรีวิวนี้เกิดขึ้นก็คงไม่ต้องบอกครับว่าผมฟังแล้วชอบไหม

แม้ว่าตัวจริงของ Explorer ดูใหญ่กว่าที่ผมคิดไว้นิดหน่อย และใหญ่กว่า Audioquest Dragonfly เกือบเท่าตัวแต่มันยังก็จัดว่ามีขนาดเล็กมาก แถมการออกแบบยังดูจะเอาใจสาวกคอมพิวเตอร์ Mac เป็นพิเศษตั้งแต่วัสดุอะลูมิเนียม งานประกอบที่เนียนตาไม่มีน้อตโผล่มาให้เห็นสักตัว สีสัน รูปทรง หรือไฟสีขาวจุดเล็กๆ 3 ดวงบนตัวมัน ดูแล้วอย่างกับออกมาจากดีไซน์แลปที่คูเปอร์ติโน (สำนักงานของ Apple)





Explorer มาในแพคเกจกล่องกระดาษธรรมดาที่ออกแบบได้อย่างหรูหรา ภาษาบ้านๆ จะบอกว่ามันดูแพง เอาไปวางโชว์ใน shop ของ Meridian บนห้างสยามพารากอนก็ไม่กลายเป็นแกะดำ ในแพคเกจกล่องหน้าตาหรูเกินตัวแน่นอนว่าเปิดมาต้องเจอตัวเครื่อง ถ้าไม่เจอแปลว่าเด็กที่ร้านมั่นคงลืมใส่มา (ตึ่งโป๊ะ) ในกล่องยังมีสาย USB ที่ปลายด้านหนึ่งเป็น Micro USB ยาวประมาณคืบมือและถุงผ้าเนื้อนุ่มสีดำสำหรับใส่ตัวเครื่องและสาย USB แถมมาให้ด้วย นอกจากนั้นก็เป็นเอกสารอะไรต่อมิอะไรอีกเล็กน้อยพอให้อ่านแล้วเข้าใจได้ว่าเครื่องใช้งานยังไง ไม่ต้องถึงขั้นเอาไปเผาแล้วชงกับน้ำดื่มเหมือนฮู้ผ้ายันตร์จีนแต่อย่างใด

เมอริเดียนบอกว่าการใช้สาย USB สั้นๆ เชื่อมต่อระหว่างตัว DAC กับคอมพิวเตอร์นั้นมีข้อดีกว่าการออกแบบให้ขั้วต่อติดอยู่ที่ตัว DAC เพราะไม่ทำให้ขั้วต่อที่เชื่อมอยู่กับเมนบอร์ดของคอมพิวเตอร์เกิดแรงเค้น อีกทั้งยังต่อได้สะดวกในกรณีที่ขั้วต่อของคอมพิวเตอร์นั้นอยู่ในที่แคบหรือแบนบาง (เช่น Macbook Air หรือ Ultra book ทั้งหลาย)


เจาะลึกเข้าไปที่ตัววงจรซึ่งทางเมอริเดียนให้ความสำคัญเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในส่วนของวงจรภาคอะนาล็อกตั้งแต่การเลือกใช้อุปกรณ์เกรดออดิโอไฟล์เหมือนที่ใช้ในเครื่องรุ่นแพง มีการใช้วงจรไฟเลี้ยงแบบ linear regulator ซึ่งทำหน้าที่จัดการกับไฟเลี้ยงที่รับมาจากพอร์ต USB ให้สะอาดและราบเรียบปราศจากมลพิษต่อเสียง ขนาดแผ่นวงจรพิมพ์ก็ยังใช้แบบ 6 layer เพื่อแยกวงจรไฟเลี้ยงแต่ละส่วนไม่ให้รบกวนซึ่งกันและกัน

ด้านวงจรส่วนที่เป็นสัญญาณดิจิตอลน่าสนใจตั้งแต่ตัวชิพโปรเซสเซอร์รับสัญญาณอินพุตที่ใช้ XMOS 'L1' การออกแบบวงจร clock ที่แบ่งแยกเป็นสองส่วนตามฐานความถี่ sampling 44.1 และ 48kHz ใช้ชิพ DAC ของ Texas Instrument รุ่น PCM 5102 (24 bit 384kHz)

Explorer มีเอาต์พุตมาให้ 2 รูปแบบด้วยกัน แบบแรกคือเอาต์พุตสำหรับหูฟัง (ช่องมินิสเตริโอ 3.5mm) สกรีนกราฟฟิกรูปหูฟัง เอาต์พุตนี้เป็นแบบ variable analogue output คือสามารถเพิ่มหรือลดความดังได้ด้วย volume ในตัวแบบอะนาล็อกซึ่งควบคุมผ่านทางซอฟแวร์เล่นเพลงได้ (64 steps digitally controlled analog volume) เอาต์พุตนี้นอกจากเสียบใช้งานกับหูฟังโดยตรงแล้วก็ยังสามารถต่อใช้กับเพาเวอร์แอมป์หรือจะเป็นลำโพงระบบแอคทีฟที่มีแอมป์ในตัวก็ได้เช่นกัน

เอาต์พุตอีกรูปแบบหนึ่งเป็นขั้วต่อมินิสเตริโอ 3.5mm เช่นกัน แต่มีสกรีนเป็นกราฟฟิกรูปวงกลมมีลูกศรชี้ออกจากวงกลม เอาต์พุตนี้จะเป็นช่องสัญญาณแบบ fix analogue output สัญญาณเสียงที่ปล่อยออกไปจะเป็นแบบ 'จัดเต็ม' ไม่ควรต่อใช้งานกับคู่ฟังโดยตรง แต่สามารถใช้งานเอาต์พุตช่องนี้ได้โดยอาศัย volume ของอินทิเกรตแอมป์หรือปรีแอมป์เป็นตัวปรับเพิ่ม/ลดความดังของเสียง

และถ้าสังเกตให้ดีขั้วต่อสัญญาณ fix analogue output นี้จะมีแสงไฟสีแดงสว่างในระหว่างใช้งานเนื่องจากขั้วต่อเดียวกันนี้ยังถูกใช้เป็นขั้วต่อสัญญาณ digital output แบบแสงหรือที่รู้จักกันในชื่อ optical digital output ด้วยครับ



สำหรับไฟสีขาวจุดเล็กๆ 3 ดวงที่บริเวณตัวเครื่อง เป็น indicator บอก sample rate ของไฟล์ที่รับเข้ามาทางอินพุต โดยแสดงผลเป็นตัวคูณฐานความถี่ sampling 44.1 หรือ 48kHz ถ้าไฟติด 1 ดวงหมายความว่าสัญญาณที่เล่นอยู่มี sample rate x1 คือเท่ากับ 44.1 หรือ 48kHz ถ้าไฟติดสว่าง 2 ดวงเท่ากับ x2 คือ 88.2 หรือ 96kHz และถ้าไฟติดสว่างหมดทั้ง 3 ดวงหมายความว่าไฟล์ที่เล่นมี sample rate x4 คือ 176.4 หรือ 192kHz

Simply Listen
การใช้งาน Meridian Explorer ไม่มีอะไรยุ่งยากไปกว่า external USB DAC ตัวหนึ่งครับ มันถูกออกแบบมาให้ทำหน้าที่แทน soundcard คุณภาพงั้นๆ ใน desktop คอมพิวเตอร์หรือ notebook ตัวเก่งของคุณ ถ้าคุณใช้ Mac หรือ Linux เสียบปุ๊บก็ใช้งานได้เลยไม่ต้องลงไดรเวอร์เพิ่ม แต่ถ้าคอมพิวเตอร์ของคุณเป็น Windows คุณจำเป็นต้องลงไดรเวอร์เสียก่อนเพื่อให้คอมพิวเตอร์ของคุณรู้จัก Explorer ซึ่งไดรเวอร์นี้รวมถึงวิธีการใช้งานสามารถหาโหลดได้ง่ายๆ ในเวบของ Meridian เองที่ http://www.meridian.co.uk/en/collections/products/explorer-1000/4/support/



การเบิร์น DAC ตัวนี้แนะนำให้เบิร์นด้วยไฟล์ดิจิตอลที่ความถี่ sampling ทั้งสองฐานความถี่เพื่อให้ clock ทั้งสองส่วนได้ทำงานเต็มที่ ในที่นี้ผมเบิร์นด้วยไฟล์ที่ความถี่ sampling 44.1 และ 192kHz แต่อันที่จริงผมอยากบอกว่า Explorer นั้นแทบไม่ต้องเบิร์นอะไรให้วุ่นวาย เพราะลำพังแค่แกะกล่องมาเปิดฟังผมว่าเฮ้ย มันโดนใจแล้ว เบิร์นไปอีกหน่อยก็รู้สึกเหมือนกันว่าเสียงดีขึ้นได้อีก แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงชนิดดำเป็นขาวหรือจากแย่มากเป็นดีมาก เพราะแต่แรกมันก็ฟังโอเคแล้วล่ะครับ

จุดเด่นของ Explorer ที่ผมคิดว่ากินคู่แข่งไปเยอะก็คือเสียงที่เปิดโล่ง สะอาด เวทีกว้างแต่ไม่กลวง เบสที่นุ่มแน่น ลึกและมี detail อีกทั้งยังให้เนื้อเสียงที่เนียนละเอียดฟังสบายหูด้วยต่างหาก ถ้าคุณฟัง DAC พกพาตัวเล็กๆ มาบ้างแล้ว แว้บแรกที่คุณฟัง Explorer คุณอาจจะต้องแปลกใจในเสียงที่ได้ยิน และถ้าคุณให้เวลากับ Explorer นานสักหน่อย คุณอาจจะติดใจเสียงของมันจนอาจจะทำใจกลับไปฟัง DAC พกพาตัวเดิมได้ยากจริงๆ ซึ่งสิ่งนี้ได้เกิดขึ้นกับผมแล้ว และนั่นคือภาพรวมของ Meridian Explorer ที่ทำให้ผมค่อนข้างทึ่งไม่น้อยเลยทีเดียว



ผมได้ลองใช้ Explorer กับคอมพิวเตอร์ทั้ง Mac OSX และ Windows 7 บน Mac OSX มันรองรับการเล่น integer mode กับโปรแกรมเล่นเพลงอย่าง Audirvana plus หรือ Pure Music ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ส่วนบน Windows 7 ผมใช้โปรแกรม J River Media Center 18 เล่นเพลง และเลือก Output ไปออกที่ Meridian Explorer ผ่าน native asio driver ของตัว DAC เองซึ่งให้เสียงออกมาดีมากๆ เช่นกัน

ในแง่ของการใช้งานกับหูฟัง เท่าที่ลองต่อฟังโดยตรงกับหูฟังขนาดใหญ่อย่าง Audeze LCD2 หรือ Philips Fidelio X1 ภาค AMP ในตัว Explorer มีเรี่ยวแรงพอขับหูฟังทั้งสองตัวได้ดีระดับหนึ่งแต่ไม่ถึงกับขับได้เต็มที่ ได้ลองฟังไปจนค่อนข้างมั่นใจว่า หูฟังทั้งสองตัวนี้อาจจะไม่ใช่คู่แท้ของ Explorer เสียทีเดียว แต่ก็ยังพอเล่นด้วยกันได้ เท่าที่ลองฟังด้วยกันมันพอขับกันได้ครับแต่ volume จะหมดเสียก่อนกับเพลงที่มิกซ์สัญญาณมาไม่แรงมาก หรือพวกไฟล์ high resolution ที่ต้นฉบับเป็นอะนาล็อกอย่างไฟล์ 24bit/192kHz ชุด The Sidewinder ของ Lee Morgan มีผลทำให้เสียงที่ออกมาติดหนานุ่มขาดไดนามิกไปสักหน่อย แถมบางครั้งยังทำให้คิดถึงความโปร่งใสที่เคยได้ยินจากหูฟังทั้งสองตัวนี้ไปด้วย



แต่ถ้าเป็นเพลงจำพวกที่เกนสัญญาณมาแรงหน่อยและดนตรีค่อนข้างหนักแน่นอย่าง Linkin Park ภาคหูฟังของ Explorer ก็ขับ Fidelio X1 ออกได้มาได้อร่อยเหาะอยู่ครับแม้ว่าจะไม่สุดแต่ก็ดีเกินกว่า 80% แน่นอน พิจารณาแล้วผมคิดว่าถ้าคุณจะใช้ Explorer กับหูฟังขนาดใหญ่ที่ต้องการกำลังขับมากกว่านี้ แนะนำให้มองหาแอมป์หูฟังดีๆ จัดเพิ่มสักตัวแล้วต่อสัญญาณออกจากช่องเอาต์พุตแบบ fix จะเป็นอะไรที่ลงตัวมากกว่า สำหรับหูฟัง full size ที่ Explorer ขับออกได้สบายๆ ผมคิดว่าน่าจะเป็น Sony MDR-1R ที่ผมเพิ่งรีวิวไปหมาดๆ เสียดายส่งตัว sample คืนทางบริษัทเขาไปแล้วเลยไม่ได้เอามาฟังด้วยกัน

แต่ถ้าคุณจะใช้งาน DAC ตัวนี้อย่างเรียบง่ายโดยไม่ต้องเพิ่มแอมป์ ทางเลือกแรกที่อยากจะแนะนำคือใช้มันกับ IEM ดีๆ สักตัว ภาคหูฟังใน Explorer สามารถใช้ขับหูฟัง IEM ทั่วไปได้แน่นอนครับ ที่ผมลองแล้วคิดว่าเนื้องานน่าสนใจคือ HiFiMAN RE400 และ Heir Audio 4.Ai

อย่าง RE400 นี่ถือว่าขับออกมาได้หมดทุกเม็ด และเปิดโอกาสให้ตัวหูฟังปลดปล่อยคุณภาพเสียงของตัวมันเองออกมาได้อย่างอิสระ ภาพรวมใช้ฟังเพลงได้ดีเกือบทุกแนวเพลงเลยล่ะครับ



ส่วน Explorer + Heir Audio 4.Ai จะได้รายละเอียดเสียงที่ดีขึ้นไปอีกระดับ ส่วนหนึ่งมาจากตัวหูฟังเอง และอีกส่วนหนึ่งมาจากรายละเอียดเสียงที่ตัว DAC สามารถไปขุดคุ้ย งัดแงะ แจกแจงออกมาจากดนตรีได้ นั่นคือสิ่งที่รับรู้ได้จากการฟังกับไฟล์เพลงไฮเรสแนว jazz ที่เสียงดีเป็นทุนเดิมอย่างชุด Cross Culture ของ Joe Lovano หรือ งานเก่ารีมาสเตอร์ใหม่ที่หลายคนคุ้นหูดีอย่าง The Girl From Ipanema ของ Stan Getz และ Joao Gilberto รายละเอียดเสียงที่ได้จากคู่ Explorer + Heir Audio 4.Ai ให้อารมณ์เหมือนได้ฟังจากชุดเครื่องเสียงดีๆ ที่ราคาแพงกว่านี้หลายเท่าเลยล่ะครับ ผมฟังแล้วรู้สึกมั่นใจที่จะบอกเช่นนั้นจริงๆ ใครกำลังปิ๊งหู IEM ตัวนี้ทั้งแบบ UIEM หรือ CIEM คุณควรจะลองฟังกับ Meridian Explorer ดูสักครั้ง

ยังมีหูฟังอีกรุ่นที่ผมได้ลองฟังกับ Meridian Explorer แล้วรู้สึกชอบใจที่ต่างก็สนับสนุนซึ่งกันและกันให้ออกมาเสียงดีเกินคาดแถมมันยังแมตช์กันมากด้วย นั่นคือหูฟังออนเอียร์ AKG K619 Blue หูฟังตัวนี้หน้าตาดูไม่น่าเสียงดีเลยแถมที่สายหูฟังยังมีปุ่มคอนโทรลกับไมค์อีก ซึ่งปกติแล้วสายแบบนี้จะหาที่ฟังดีได้ยากเย็นเหลือเกิน แต่ผมเคยลองฟังมันกับ DAC/AMP อื่นแล้ว แหม่สุ้มเสียงผิดคาดไปมากโข เลยจัดมาซะ 1 ตัว คราวนี้ก็เลยหยิบมาลองฟังกับ Meridian Explorer ด้วย

เสียงที่ได้จาก Explorer + AKG K619 Blue ฟังได้หลายอารมณ์ ทั้งช้าและเร็วแถมไม่ค่อยเกี่ยงแนวเพลง คือว่าฟังอะไรก็เพราะไปหมดว่าอย่างนั้น เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ทำให้ผมสนุกกับการฟังเพลงมากๆ โดยเฉพาะงานเพลงชุดใหม่ My Live Stories ของ Susan Wong ฟังได้หลายรอบไม่เบื่อเลย เป็น combination ที่ผสมผสานการฟังเพลงได้หลากรสหลายอารมณ์ได้ลงตัวมากๆ

ไฮเอนด์ชุดลำลอง
หลายคนคงทราบดีว่าปกติเครื่องเสียงแบรนด์ Meridian ซึ่งจับแต่ตลาดพรีเมียมไฮเอนด์เป็นหลักไม่เคยทำของราคาถูกโดยเฉพาะเครื่องเสียงระดับ entry level ที่ต้องการให้เข้าถึงตลาดระดับ mass นั้นมีภาพลักษณ์ที่ค่อนข้างไฮเอนด์+ไฮโซ คนทั่วไปจับต้องเข้าถึงได้ยาก ดังนั้นการถือกำเนิดของ DAC ฉบับกระเป๋าราคาลูกชาวบ้านซื้อเล่นได้อย่างนี้จึงถือได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่เป็นสีสันยิ่งนักสำหรับแบรนด์พรีเมียมไฮเอนด์จากเกาะอังกฤษรายนี้

นี่คือ DAC ตัวเล็กกว่าฝ่ามือที่ให้ประสบการณ์ทางเสียงดนตรีที่แปลกใหม่และเป็นความแปลกใหม่ในเชิงบวกแบบ 100% เต็ม เป็นความแปลกใหม่ที่ปราศจากคำถาม ไร้ข้อสงสัยว่ามันดีกว่าสิ่งที่เคยฟังมาก่อนหรือไม่ ดีกว่ามากน้อยแค่ไหน

ชื่อรุ่นว่า Explorer อาจจะชวนให้สงสัยว่าหมายถึงอะไร เท่าที่ฟังเสียงแล้วลองขบคิดมั่นใจว่าไม่เกี่ยวกับชื่อของบราวเซอร์จากค่ายไมโครซอฟต์เป็นแน่ Explorer หรือนักสำรวจคงเป็นชื่อที่จงใจตั้งให้เกิดความท้าทาย ท้าทายความเชื่อที่ว่าคอมพิวเตอร์ไม่สามารถให้เสียงที่ดีได้ ท้าท้ายความเชื่อที่ว่าเสียงแบบไฮเอนด์ไม่มีในเครื่องเสียงราคาย่อมเยา ท้าทายความเชื่อที่ว่าเครื่องเสียงพกพาแบบง่ายๆ ก็เสียงงั้นแหละ

ถ้าที่ผมเดาเล่นๆ นั้นใกล้เคียงความเป็นจริง Meridian Explorer ก็จะเป็นนักสำรวจที่พร้อมจะพาใครต่อใครไปสำรวจค้นหาความสุขในโลกแห่งเสียงเพลง... โดยที่มีเสียงดนตรีเพราะๆ เป็นตัวนำทางไป ใครลองแล้วช่วยบอกผมหน่อยครับว่าเห็นด้วยเหมือนกันหรือเปล่า


Like : ความโดดเด่นที่โดนใจและประทับใจ
- ภาพลักษณ์ของ Meridian คุณภาพการผลิตและการออกแบบที่ดูน่าใช้
- เป็น DAC พกพาที่รองรับไฟล์ native resolution ได้ถึงระดับ 192kHz
- เป็น DAC พกพาที่เสียงดีมากให้เสียงที่เปิดโล่ง สะอาด เวทีกว้างแต่ไม่กลวง เบสนุ่มแน่น ลึกและมี detail เนื้อเสียงเนียนละเอียดฟังสบายหู
- ขนาดเล็กและเบา พกพาได้จริง

Don’t Like : ยังไม่ค่อยโดนใจนะ
- ไม่มีครับ

Wanted : อยากให้มี
- ส่วนแสดงผลแจ้งข้อมูลความถี่ sampling ที่แบ่งย่อยจำเพาะที่แต่ละความถี่มากกว่านี้
- แถมสาย Optical ที่ใช้งานด้วยกันได้มาด้วย
- รองรับไฟล์ native DSD

Specification
INPUTS:  USB mini type B.
OUTPUTS:  3.5mm combination analogue/digital jack with mini Toslink digital                 
                 optical <96 kHz output and 2-ch analogue line out, fixed 2v RMS.
3.5mm jack with variable-level headphone output, 130mW into 16Ω.
CONSTRUCTION:    Extruded Aluminium shell with moulded plastic endcaps and rubber foot.
POWER:        USB, nominal 5V at <500mA.
INDICATORS:        Three white LEDs show connected state and audio stream rate.
IMPLEMENTATION:    USB audio class compliant 2.0 HS 480Mb/s bandwidth.
Asynchronous: device is the clock source for high quality.
Firmware upgrade via USB.
Windows drivers provided, no drivers required for Macintosh OS X or Linux.
Analogue volume control for headphone output, controlled from PC, control law modified to match connected OS.
S/PDIF output downsamples 4x (192/176.4kHz) to 2x (96/88.2kHz).
OS REQUIREMENTS:    Macintosh OS X 10.6.4 (Snow Leopard) or later.
            Windows XP SP3, Windows 7 SP1 or Windows 8.
            Linux kernel 2.6.37 or later and ALSA version 1.0.23 or greater.
DIMENSIONS:        102 x 32 x 18mm (4.0 x 1.25 x 0.7in).
WEIGHT:        50g (1.76oz).
โดย: เข็มแก้ว
SHARE:

Related Review & Article