Review & Article > รีวิว : Calyx Coffee DAC

รีวิว Calyx Coffee DAC
โดย วุฒิชัย เจริญบุรี  pockethifi@gmail.com
pockethifi.wordpress.com



นักเล่นเครื่องเสียงในปัจจุบันเริ่มหันมาฟังเพลงด้วยการเลือกใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นแหล่งโปรแกรมหลัก  นับวันจำนวนคนเล่นเพลงผ่านคอมพิวเตอร์ค่อยๆเพิ่มขึ้นตามราคาเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ถูกลง เพราะไหนๆเพลงที่ฟังก็เป็นระบบดิจิทัลอยู่แล้ว  บางคนซื้อแผ่นซีดีมาใหม่ก็เอามา Rip ลงเครื่องแล้วเก็บต้นฉบับไว้ในตู้ เก็บยาวจนอาจจะไม่เคยหยิบมาดูกล่องอีกเลย  บางคนก็ซื้อเพลงออนไลน์  มีให้เลือกระดับคุณภาพตามกำลังทรัพย์ ตั้งแต่  mp3 บิตเรตต่ำ ไปถึง wav ไม่บีบอัด และสูงขึ้นไประดับ 24/192 ก็มีให้เลือก  สุดท้ายคอมพิวเตอร์ก็เป็นแหล่งโปรแกรมหลักที่เป็นตัวกำหนดคุณภาพของระบบเสียง  พออยากจะอัพเกรดคอมพิวเตอร์เพื่อให้เสียงดียิ่งขึ้น ก็มักจะไปเจอว่าต้องอัพเกรด DAC หรือซื้อ DACมาเพิ่ม ด้วยเหตุผลที่ว่า ซาวน์การ์ดที่ติดมากับคอมพิวเตอร์คุณภาพต่ำเกินไป และที่สำคัญ ของติดเครื่องมักทำงานได้แค่ 16/44.1 เท่านั้น  พอมีเพลงความละเอียดสูงให้เล่น  ก็กลายเป็นว่าต้องซื้อ Dac ตัวใหม่เพิ่มทันทีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้



DAC ในอดีตจะใช้งานคู่กับเครื่องเล่นซีดีแบบทรานสปอร์ตเป็นหลัก และมักจะเชื่อมต่อกันด้วยสาย Coaxial RCA  แต่พอเปลี่ยนมาใช้คอมพิวเตอร์เป็นตัวเล่นหลักของระบบ เพลงดิจิทัลเหล่านี้เลยถูกเปิดผ่านคอมพิวเตอร์กันโดยตรง ไม่ต้องเสียเวลาไปทำเป็นแผ่นซีดีแล้วนำไปเล่นกลับด้วยเครื่องเล่นซีดีแยกชิ้นอีกต่อไป  การใช้งาน DAC จึงพัฒนาให้สามารถเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ได้โดยการใส่ช่องรับสัญญาณแบบ  USB มาให้ด้วย  DAC บางรุ่นรับสัญญาณขาเข้าได้ทั้งแบบ Coaxial, Optical และ USB ทำให้ใช้งานได้กับแหล่งโปรแกรมที่หลากหลาย แต่ก็มีบางรุ่นที่ตั้งใจทำมาให้ใช้งานกับคอมพิวเตอร์แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้นโดยมีเพียงแค่ช่องรับ USB ช่องเดียว  แม้จะดูเหมือนซื้อของมาแล้วได้ไม่ครบทุกการเชื่อมต่อ  จะเอาไปใช้กับเครื่องเล่นซีดีตัวเก่า หรือเครื่องเล่นดีวีดีที่มีอยู่ก็ไม่ได้  แต่ก็มีเหตุผลดีๆประกอบอยู่  นั่นก็คือเป็นการลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นลง  เพื่อให้งบประมาณส่วนใหญ่ใช้ไปกับชิ้นส่วนที่มีคุณภาพสูงกว่าเดิม



Calyx เป็นบริษัทเครื่องเสียงสัญชาติเกาหลี  เปิดตัวเครื่องเสียงในกลุ่มของ USB DAC มาหลายตัว  บางตัวก็เป็นระดับไฮเอนด์ราคาหลายหมื่นบาท  บางตัวก็ย่อมเยาน่าใช้ราคาหลักพัน  ตัวที่เราจะทดสอบกันในครั้งนี้เป็น Dac เกือบจะรุ่นเล็กที่สุดของค่าย ชื่อ Coffee  เป็น Dac ที่รับสัญญาณขาเข้าเพียงชนิดเดียวคือ  USB เท่านั้น 

ข้อมูลทั่วไปของ Calyx Coffee




ในกล่องที่บรรจุจะมีคู่มือให้หนึ่งแผ่น วิธีการใช้งานจะถูกพิมพ์ติดอยู่ด้านหลังของกล่อง ไม่มีสายสัญญาณและสาย USB แถมมาเลย  Calyx Coffee เป็น Dac ก้อนสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดย่อมเยา จับถือด้วยมือข้างเดียวได้  รูปทรงสี่เหลี่ยมมุมมน ตัวถังอลูมิเนียมสีน้ำตาล ปุ่มกดสีทองดูสวยงาม  มีช่องเชื่อมต่อสัญญาณขาเข้าเป็น Standard USB type B ช่องเดียว สัญญาณขาออกอนาลอกมีสองแบบคือเป็น RCA 1 คู่เป็นสัญญาณระดับ Line และมีช่อง mini 3.5 mm . สำหรับต่อกับหูฟังทั่วไป  ด้านบนของ  Calyx Coffee เป็นไฟแสดงผล  ปุ่มกดต่างๆ  ไล่ตั้งแต่ซ้ายไปขวาดังนี้  ตำแหน่งแรกทางซ้ายสุดเป็นไฟแสดงผล  ปุ่มถัดมาเป็นปุ่มกดสำหรับเพิ่มเสียง  ปุ่มที่สองเป็นปุ่มลดเสียง  ปุ่มที่สามเป็นปุ่มปิดเสียงชั่วคราวหรือ mute   ปุ่มที่สี่เป็นปุ่มเล่นเพลง ปุ่มที่ห้าเป็นปุ่มย้อนกลับ  ปุ่มที่หกหรือปุ่มสุดท้ายเป็นปุ่มข้ามเพลง   Calyx Coffee น่าจะเป็น Dac ตัวเดียวในท้องตลาดที่สามารถควบคุมการเล่นเพลงได้  นับว่าเป็นความสะดวกในการใช้งานจริงๆ 





ภายใน Calyx Coffee ใช้ภาครับดิจิทัลUSBรุ่น Tenor TE7022L ที่สามารถทำงานรับสัญญาณเสียงดิจิทัลระดับ 24 bit 96K สำหรับในยุคปีคศ 2013 นี้นับว่าเป็นมาตรฐานระดับกลางไม่ได้ดีเด่นระดับหัวแถว แต่ก็ไม่ได้แย่ระดับล่าง  ตัวแปลงสัญญาณภายในใช้ชิพแปลงสัญญาณเสียงของค่าย ESS คือรุ่น ES9023 ที่เป็นตัวแปลงสัญญาณดิจิทัลเป็นอนาลอกรุ่นออกแบบพิเศษโดยจะมีรุ่นพี่อย่าง ES9018 ที่มักจะถูกใช้กับเครื่องระดับสูงของหลายๆยี่ห้อ  ความพิเศษของ ES9023 คือเป็นตัวแปลงสัญญาณเสียงแบบสเตอริโอหรือ 2 ช่องเสียงที่มีไดนามิคเร้นจ์สูง  มีวงจรลด Jitter ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ  สามารถส่งสัญญาณอนาลอกขาออกระดับ Line out ได้ด้วยตัวมันเอง ทำให้ไม่ต้องไปสร้างวงจรขยายสัญญาณใดๆอีก  สัญญาณ Line out นี้มีระดับแรงดันสูงถึง 2Vrms ทำให้สามารถเชื่อมต่อสัญญาณขาออกจากขาไอซีตัวถอดรหัสออกไปใช้งานได้เลย  จุดเด่นก็คือสัญญาณเสียงจะเดินทางสั้น ไม่ผ่านอุปกรณ์อื่นๆที่ไม่จำเป็น คือ ออกจากตัวแปลงเสียงก็เชื่อมไปที่แจ๊คตัวถังเครื่องเลย



ES9023 ยังมีวงจรพิเศษอีกตัวหนึ่งคือ มีวงจร DC to DC Converter มันสามารถนำไฟเลี้ยงที่เป็นแบบซิงเกิ้ลซัพพลายหรือไฟ  บวกและกราวน์จากพอร์ต USB  มาแปลงให้เป็นไฟเลี้ยงแบบคู่ หรือ Dual Supply เพื่อใช้กับวงจรขยายหน่วยสุดท้ายของชิพแปลงสัญญาณเสียงก่อนจะส่งออกสู่ภายนอกตัวชิพ  การขยายสัญญาณด้วยไฟเลี้ยงแบบ Dual Supply มีข้อดีคือไม่ต้องมีวงจรป้องกันไฟกระแสตรงหรือ DCออกไปสู่ภายนอก  หรือพูดให้ง่ายกว่านั้นคือไม่ต้องใส่คาปาซิเตอร์ในทางเดินสัญญาณเสียงเพื่อป้องกันไฟตรงในส่วนขาออกนั่นเอง  เพราะถ้าใช้คาปาซิเตอร์สักตัวในทางเดินสัญญาณเสียงแล้วมักจะทำให้เสียงสูญเสียบุคลิกบางอย่างไป  หรือมักจะแย่ลงนั่นเอง

นอกจากนี้ ES9023 ยังมีวงจรแก้ไขปัญหาการคลาดเคลื่อนทางเวลา หรือ Jitter  ซึ่งเป็นปัญหาหลักของการส่งข้อมูลดิจิทัล  ค่า jitter ที่ผ่าน ES9023 จะถูกลดให้น้อยลงด้วยวงจรที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ  เพื่อคงคุณภาพของสัญญาณต้นฉบับเอาไว้ให้มากที่สุด  และลูกเล่นการลด Jitter นี้ไม่มีอยู่ในชิพรุ่นใหญ่อื่นๆเลยด้วยซ้ำ นั่นยืนยันได้ว่าชิพที่ Calyx Coffee เลือกใช้เป็นชิ้นส่วนที่มีคุณภาพสูงมากจริงๆ  ส่วนปุ่มควบคุมการเล่นเพลงและการเพิ่มลดระดับเสียงสามารถใช้งานได้กับโปรแกรม  iTune, Jriver และ Foobar ช่องต่อหูฟังใน Calyx Coffee เป็นช่องเสียบขนาด 3.5มม. มีกำลังขับเพียงพอสำหรับการใช้งานกับหูฟังทั่วไป  ทำให้ไม่ต้องไปหาแอมป์มาต่อพ่วงอีกทอดหนึ่ง

ข้อมูลทางเทคนิค
ชิพเสียงที่ใช้  ESS Technology ES9023 Premier Stereo DAC
รองรับ Sample Rates: 8K-96KHz
ความเพี้ยน THD+N: 0.006% @ 1KHz, 0dBFS
อัตราส่วนสัญญาณต่อสัญญาณรบกวน SNR: 100 dB, A-weighted
ความสามารถในการแยกช่องซ้ายขวา Channel Separation: 107 dB @ 1KHz
ช่องต่อสัญญาณขาออก  Line-Out-RCA Jack, Headphone Out-3.5mm Stereo Headphone Jack
แรงดันขาออก ช่อง line out 1.8 Vrms, ช่องหูฟัง 1.3 Vrms
รองรับสัญญาณเสียงดิจิทัล 24 bits / 8K, 16K, 32K, 44.1K, 48K, 96KHz
รองรับระบบปฏิบัติการ  Windows XP, Windows Vista, Windows 7, Mac OS X
ขนาด 115.2mm X 58.6mm X 25mm
น้ำหนัก 285g

ทดลองฟัง


เมื่อได้เครื่องมาแล้วก็จัดการต่อ Calyx Coffee เข้ากับ Mac mini ทางช่อง USB ใช้สาย USB รุ่นธรรมดาที่แถมมากับปริ๊นเตอร์ทั่วไป  สัญญาณขาออก RCA ต่อไปเข้ากับแอมป์หลอดซิงเกิ้ลเอนด์ 3 วัตต์ ใช้ร่วมกับลำโพง Alesis monitor2 ซึ่งเป็นลำโพงสามทางวูฟเฟอร์ 10 นิ้ว ความไว 90dB ทั้งระบบไม่ใช้ตัวกรองไฟและ UPS  เพลงที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นแนวออดิโอไฟล์ มีเพลงป๊อป และร๊อคแนวตลาดอยู่บ้าง  และใช้ฟังรายการวิทยุออนไลน์ด้วย

เปิดเครื่องเล่นเพลงวนไปเรื่อยๆจนครบ 1 สัปดาห์แล้วก็เร่ิมทดลองฟัง  สิ่งที่เป็นบุคลิกเด่นที่รับรู้ได้ตั้งแต่แรกเลยคือความโปร่งใส  เสียงร้องและเสียงเครื่องดนตรีต่างๆมีน้ำมีนวล มีบุคลิกนุ่ม มีประกายโชว์น้ำเสียงที่มีตำแหน่งไม่คลุมเครือ  น่าจะเป็นบุคคลิกของตัวแปลงสัญญาณเสียงของค่าย ESS ที่มักจะให้เวทีเสียงที่กว้างและตำแหน่งเสียงที่คมชัด  มีช่องไฟเพียงพอสำหรับแต่ละชิ้นดนตรี  เวทีเสียงด้านกว้างในบางเพลงวางตำแหน่งได้หลุดขอบลำโพงออกไปอย่างชัดเจน  เวทีเสียงด้านลึกมีมากพอจะให้ความรู้สึกตื่นเต้นและน่าติดตาม

แม้ว่า Calyx Coffee จะใช้ไฟเลี้ยงจาก USB ในการทำงาน  แต่การสวิงเสียงขึ้นลง จากเบาไปดัง  ทำได้อย่างมีพลัง  ไม่ได้รู้สึกว่าจะติดขัดกับข้อจำกัดเรื่องไฟเลี้ยงจากพอร์ต USB  อาจจะเป็นเพราะโดยสเป็คของตัวแปลงสัญญาณรุ่น ES9023 นี้มันถูกออกแบบมาให้ใช้งานกับไฟเลี้ยงระดับต่ำๆอยู่แล้ว  อาการอั้นเลยไม่มีให้รู้สึก  น้ำเสียงโดยรวมจะฟังสบายและให้ความรู้สึกโล่ง ไม่ล้าหู  เหมาะกับการฟังนานๆ  แถมความร้อนของตัวถังอลูมิเนียมก็แทบจะไม่ขึ้นเลยด้วยซ้ำไป  ถ้าวางไว้ในห้องแอร์ตัวถังของ Calyx Coffee ก็จะเย็นเฉียบเหมือนกับว่าไม่ได้ทำงานอะไรเลย



ปุ่มกดต่างๆบนตัวถังเครื่องมีประโยชน์ต่อการใช้่งานจริงมากทีเดียว  การเร่งหรือลดเสียง และการสั่งข้ามเพลงได้จากตัว DAC เป็นลูกเล่นที่ต้องปรบมือให้คนออกแบบ  เพราะมันสร้างความสะดวกสบายได้เป็นอย่างดี  โดยเฉพาะการ ข้ามเพลง และย้อนกลับยิ่งประทับใจ  เนื่องจากการฟังเพลงจากคลังเพลงดิจิทัลในปัจจุบัน  ผู้ใช้งานมักจะมีเพลงอยู่มหาศาล การเลือกมาฟังสักโฟลเดอร์หนึ่ง หรือ สักเพลลิสท์หนึ่งก็จะได้พบกับเพลงที่หลากหลาย บางเพลงที่เราอยากจะกดข้ามไปเลยก็แค่กดสั่งด้วยปุ่มบน DAC เท่านั้น  ไม่จำเป็นต้องไปคลิกที่หน้าจอคอมพิวเตอร์เลย  นับว่าเป็นเรื่องที่สะดวกมาก  ส่วนปุ่มพิเศษที่ผมใช้บ่อยที่สุดจะเป็นปุ่ม Mute หรือปิดเสียงชั่วคราว  เพราะบางทีฟังอยู่ก็มีโทรศัพท์เข้า  อยากจะปิดเสียงโดยเร็วทันทีก็ทำได้เลย  เพราะถ้าให้ไปปิดจากคอมพิวเตอร์ เราก็ต้องเสียเวลาขยับเม้าส์เพื่อให้คอมพิวเตอร์ออกจากโปรแกรมพักหน้าจอเสียก่อน แล้วค่อยรับคำสั่งอื่นๆ  ขั้นตอนที่เยอะแบบปกติกลายเป็นเรื่องน่ารำคาญเวลาที่ต้องการปิดเสียงอย่างรวดเร็ว



ช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. ให้กำลังขับไม่มากนักตามภาวะไฟเลี้ยงจากช่อง USB แต่ก็ยังส่งเสียงได้ดังลั่นกับหูฟังโอห์มต่ำทั่วไป  ไม่ว่าจะเป็น Creative Aurvana Live และ Koss KSC35 ต่างก็เสียงได้ดังมากเมื่อเข้ากับ Calyx Coffee   สามารถเปิดให้ดังระดับสะใจแน่นอน  หากใครใช้หูฟังระดับกลางๆ ขับง่าย โอห์มไม่สูงมาก เชื่อว่าการต่อตรงเข้ากับ Calyx Coffee ให้อรรถรสที่ดีพอ ไม่ถึงกับต้องไปหาเพาเวอร์แอมป์อีกชิ้นมาใช้งาน  หากเราฟังผ่านช่อง RCA เมื่อเราเสียบหูฟังเพิ่มเข้าไป สัญญาณเสียงจาก RCA จะเงียบทันที  หมายความว่าเราต้องเลือกฟังเพียงแบบเดียว ไม่สามารถใช้งานพร้อมกันได้



คุณภาพงานผลิตของตัวถังอยู่ในระดับที่ดียอดเยี่ยม  แต่ปุ่มกดต่างๆยังมีจุดให้ต้องตำหนิอยู่บ้าง  คือตัวปุ่มที่ Calyx Coffee เลือกใช้เป็นปุ่มที่ไม่มียางรองอยู่ใต้ปุ่ม  ตัวปุ่มโลหะจะเหมือนถูกวางทับไว้บนปุ่มกดด้านในตัวเครื่องเฉยๆ ไร้การซัพพอร์ตใดๆ  นั่นทำให้ปุ่มกดมีอาการโยกคลอน  ตอนแรกที่ยกตัวมันออกจากกล่อง จะได้ยินเสียงเหมือนมีชิ้นส่วนโลหะกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่ภายใน  ทำให้เข้าใจผิดคิดว่าชิ้นส่วนข้างในอาจจะหลุดแล้วกระเด็นไปมาอยู่ภายในตัวเครื่อง  คิดไปถึงระดับเกาหลีทำเกินเลย  แต่พอเอามือดันปุ่มสีทองต่างๆให้มันแนบกับตัวเครื่อง อาการเสียงกระทบกันก็หายไป  ในส่วนของน้ำหนักการกดสั่งการก็มีระดับของแรงกดที่ดีมาก  กดแล้วมั่นใจว่ากดจริง  ไม่ยวบจนเหมือนของถูก  หรือแข็งจนกดยาก

เสียงร้องหวานๆกับกีต้าร์อคูสติกเพราะๆ เป็นแนวเพลงที่ฟังผ่าน  Calyx coffee ได้อย่างสบายๆ  น้ำหนักของเสียงกีต้าร์คมชัด มีตำแหน่งที่ชัดและไม่ปะปนกับเสียงอื่นๆ  เสียงร้องตรึงตำแหน่งได้มั่นคง และลอยเด่น   อัลบั้มของ Snow Rose เป็นตัวแทนของเสียงกีต้าร์เพราะๆและเสียงร้องหวานๆ  Calyx Coffee ให้โทนเสียงของอัลบั้มนี้เป็นแบบหวานใส  เสียงสะบัดตีคอร์ดกีต้าร์มีความฉับไว รับรู้ถึงแรงสะบัดของสายได้อย่างง่ายดาย  ระยะห่างของเสียงกีต้าร์และเสียงร้องถูกวางไว้คนละระยะ ทำให้ไม่คลุมเครือ   เมื่อลองเล่นกับแผ่นที่มีดนตรีหลายๆชิ้น ถ้าให้วงกลมล้อมรอบแต่ละเสียง แต่ละชิ้นดนตรี  กับแผ่นที่จงใจอัดมาแบบโชว์เวทีเสียง เราจะได้วงกลมหลายๆวงที่ไม่ทับซ้อนกันเลย 

แผ่น The Hunter  ของ Jennifer warnes ในเพลง Lights of Lousianne ให้เสียงอคูสติกกีต้าร์ได้กลมกล่อมมาก  ความโปร่งของเสียงกีต้าร์มีสัมผัสถึงอาการสายสะบัด ให้โน้ตเสียงที่มีมวล มีน้ำหนัก มีความหนา เสียงที่เกิดขึ้นแล้วจางหายไปอยู่ในตำแหน่งที่ชัดเจน แยกตัวออกจากเสียงเบสที่เล่นซ้อนกันอยู่แถวหลัง  แทร็คนี้เป็นแทร็คที่ผมชอบที่สุดของอัลบั้ม The Hunter

ฟังแผ่นของวง P.O.P แผ่นแรกของวงนี้  เพลงอคูสติกท้ายแผ่นให้น้ำเสียงที่โล่ง ฟังสบาย มิติ และเวทีเสียงไม่ได้หรูหราแยกแยะได้เด็ดขาดแบบแผ่นฝรั่งไฮเอนด์ แต่น้ำเสียงของนักร้องอย่างนพ พรชำนิ ก็ให้ความรู้สึกที่น่าฟัง ดนตรีที่เล่นประกอบก็มีน้ำหนักเสียงที่พอใช้ได้  ชวนให้อยากหยิบกีต้าร์ขึ้นมาเล่นตามบ้าง

ฟังต่อด้วย Dream Theater ชุด image and words เป็นชุดที่สร้างชื่อเสียงให้กับวงนี้อย่างมากและส่งให้วงกลายเป็นตำนานระดับหัวแถวของเพลงแนวโปรเกรสซีพ เมทัล  เพลง Surround เป็นเพลงที่มีเมโลดี้ฟังง่าย มีลูกเล่นและเสียงกีต้าร์ที่ไม่รก ไม่บาดหู น้ำเสียงที่ฟังผ่าน Calyx Coffee ให้ความใส และน้ำเสียงที่สะอาด  บางคนอาจจะบอกว่าไม่สนุก แต่เพราะคุณภาพเสียงที่ไม่กัดหูและความสามารถในการแยกแยะแต่ละเสียงไม่ให้ทับซ้อนกัน ทำให้ทุกเสียงของเพลงนี้ฟังได้ลื่น ติดตามได้ง่าย  เป็นความรู้สึกที่แตกต่างไปจากตอนฟังผ่าน iPod ที่เสียงกีต้าร์จะบาดหูกว่า และแยกไม่ค่อยขาดจากดนตรีชิ้นอื่นๆ

เพลงแจ๊ส เพลงแนวออดิโอไฟล์ ให้คุณภาพไปตามคาด คือให้มิติได้นิ่ง เสียงร้องเด่น เวทีเสียงกว้างมาก  แต่ยังด้อยกว่า Dac ระดับสูงตัวอื่นๆในแง่ของเนื้อเสียง ความอิ่มหนาของเสียงร้องที่ยังไม่แน่นเท่า  ถ้าเทียบกับสาวสวย  Calyx ให้บุคลิกของนางแบบแค็ทวอล์ค โปร่งโล่งสบายตา  ส่วน Dacระดับบนเสียงไฮเอนด์  จะเป็นนักกีฬาหุ่นล่ำคือมีบอดี้หนา เสียงร้องอิ่ม 

ในตลาดมี Dac ที่อยู่ในระดับเดียวกัน ใช้ชิพเสียงเดียวกันอีกตัวหนึ่งคือ Odac จากค่าย JDS Lab ที่ใช้พื้นฐานเดียวกันเลย คือใช้ภาครับ7022และตัวชิพเสียง ES9023 เหมือนกัน  คุณภาพเสียงเชื่อว่าคงแทบจะเหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นเพราะเป็นการออกแบบที่จงใจเลือก ES9023 มาแปลงเสียงแล้วต่อตรงออกมาเป็น Line out เลย แต่ Calyx Coffee ให้มากกว่าในส่วนของแอมป์หูฟัง และปุ่มควบคุมการเล่นเพลง ราคาเลยสูงกว่า Odac เล็กน้อย 

Calyx Coffee เหมาะกับใคร
นักเล่นที่มีชุดเครื่องเสียงบ้านเป็นชุดหลัก อยากจะต่อเสียงจาก Dac เข้าแอมป์บ้านเลย
เหมาะกับคนที่อยากอัพเกรดคุณภาพเสียงจากคอมพิวเตอร์ แบบจ่ายครั้งเดียวได้เสียงแนวกระทบไหล่ไฮเอนด์เลย
เหมาะกับคนที่ต้องการใช้ชิพเสียงค่าย ESS เพราะ ES9023 เป็นชิพตระกูลไฮเอนด์ตัวหนึ่งที่มีเสียงน่าฟัง แถมออกแบบพิเศษกว่ารุ่นท๊อปอย่าง ES9018 เสียด้วยตรงที่มีวงจร Line out มาให้เลย และมี วงจรลด jitter โดยเฉพาะ
เหมาะกับคนที่อยากใช้งาน Dacร่วมกับหูฟัง ไม่อยากซื้อแอมป์เพิ่ม

Calyx Coffee ไม่เหมาะกับใคร
คนที่ต้องการเล่นกับเพลง 24/192  ไฟล์สเป็คหรู ต้องใช้ Dac ตัวที่แพงกว่านี้
คนที่ต้องการใช้งานกับหูฟังเป็นหลักและเป็นหูฟังที่ขับยาก ต้องฟังผ่านแอมป์คุณภาพสูงเท่านั้นถึงจะรีดคุณภาพจากหูฟังได้เต็มที่ 

จุดเด่น
ใช้ชิพเสียง ES9023 ซึ่งเป็นชิพคุณภาพระดับไฮเอนด์ในราคาที่ไม่แพง
มีช่องต่อหูฟัง สามารถใช้กับหูฟังทั่วไปได้ไม่รู้สึกขาด
มีปุ่มควบคุมการเล่นเพลงและปิดเสียงชั่วคราว อำนวยความสะดวกได้จริง


จุดด้อย
ต้องใช้งานผ่าน USB เท่านั้น แปลว่า ใช้กับคอมพิวเตอร์แต่เพียงอย่างเดียว (ใช้กับ ipad ได้แต่ต้องซื้ออุปกรณ์เสริมเพิ่มอีกเป็นพัน)
ใช้เป็นแอมป์หูฟังโดยตรงไม่ได้ เพราะไม่มีช่องรับอนาลอก
รองรับ Sampling Rateของสัญญาณดิจิทัลได้สูงสุดเพียง 96K เท่านั้น

สรุป
Calyx Coffee เป็น Dac ราคาปานกลางไม่ถือว่าแพงมากเมื่อเทียบกับคุณภาพของชิพเสียงที่เลือกใช้อย่าง ES9023 ที่เป็นรุ่นปรับปรุงพิเศษ  ชิพเสียงตัวนี้ให้สัญญาณขาออกระดับ  Line out สูงถึง 2 Vrms ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อนำไปใช้กับเพาเวอร์แอมป์ทั่วไป  ตัวมันเองสามารถไดร์ฟสัญญาณให้เพาเวอร์แอมป์ทำงานได้เต็มกำลังอย่างแน่นอน  นอกจากคุณภาพของสัญญาณ Line out แล้ว Calyx Coffee ยังอำนวยความสะดวกให้กับนักเล่นด้วยการเพิ่มปุ่มควบคุมการเล่นเพลงมาให้ด้วย  ซึ่งเป็นส่ิงที่มีประโยชน์ในการใช้งานจริงๆ แม้ว่าคุณภาพเสียงสูงสุดจะอยู่ในส่วนของ RCA Line out แต่ช่องต่อหูฟังก็มีคุณภาพที่ดี และสามารถใช้งานร่วมกับหูฟังทั่วไปได้  สามารถขับหูฟังให้ส่งเสียงได้ดังลั่น  และด้วยขนาดตัวที่ไม่ใหญ่เกินไป  เราสามารถพก Calyx Coffee ไปกับกระเป๋าโน้ตบุ๊คได้อย่างสบายๆ  บุคลิกเสียงของ  Calyx Coffee เป็นสำเนียงแบบเดียวกับเครื่องเสียงไฮเอนด์ แต่ลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นลงไปเพื่อทำราคาให้อยู่ในระดับย่อมเยา  ความคุ้มค่ามีเต็มเปี่ยม เหลือแค่สไตล์เสียงแบบนี้จะถูกหูคุณหรือไม่เท่านั้นเอง



โดย: วุฒิชัย เจริญบุรี
SHARE:

Related Review & Article