Review & Article > รีวิว : หูฟัง Hifiman RE400

HiFiMAN RE-400
In-Ear Monitor

“พระกาฬไทเท (เนียม)”
เข็มแก้ว
..............





ราวปีกว่าแล้วมั้งครับที่ผมเกิดถูกอกถูกใจเจ้าหูฟังตัวเก่งของไวแสง (Visang r02) จนต้องเอามาใช้เป็นหูฟังประจำตัว หยิบมาใช้งานกันประจำทั้งตอนนั่งรถตู้ ตอนทำงานหรือบนเตียงก่อนเข้านอน หลับไปด้วยกันก็บ่อย จนบางคนค่อนขอดเอาว่า เมียยังไม่ได้ใกล้ชิดเกือบตลอดเวลาอย่างนี้เลย

แต่ผมว่ามันไม่เหมือนกันหรอก อย่างน้อยหูฟังก็เปลี่ยนได้ง่ายกว่า แถมไม่เสี่ยงหัวกบาลแยกด้วย (555)

แต่กับหูฟังรุ่นสุดคุ้มอย่างเจ้าไวแสง หูฟังที่ผมเคยมั่นใจว่าถ้าไม่คิดจะจ่ายมากขึ้นอีกหลายเท่าผมคงไม่ได้เปลี่ยนมันแน่ แต่แล้วผมก็ต้องเปลี่ยนความคิดเมื่อได้มาลองหูฟัง IEM รุ่นใหม่ล่าสุดของ HiFiMAN

ว่าไปแล้วจะเรียกว่ารุ่นใหม่ก็ไม่เชิงนัก เพราะมันเป็นหูฟัง IEM รุ่นแรกและรุ่นเดียวที่ HiFiMAN หมายมั่นปั้นมือว่าจะเข้ามาเจาะตลาดหูฟังประเภทนี้ให้ได้ มันมาในรหัสชื่อรุ่นแบบเต็มยศว่า RE-400 Waterline หรือจะเรียกสั้นๆ ว่า RE-400 ก็ได้

HiFiMAN RE-400





โดยปกติแล้วถ้าพูดถึงชื่อของ HiFiMAN คิดว่าหลายคนต้องคิดถึงแต่หูฟังรุ่นที่เป็น 'ตัวขาย' ของเขาโดยเฉพาะหูฟังแบบพลานาร์แมกเนติคที่ใช้ไดรเวอร์แบบแผ่นฟิล์มบาง ที่มีคุณสมบัติโดดเด่นกว่าไดรเวอร์ไดนามิคทั่วไป หลายคนจึงตั้งคำถามเมื่อได้เห็นหูฟังแบบ IEM ของพวกเขาว่า

"มันจะดีเหมือนหูฟังแบบพลานาร์ของพวกเขามั๊ย?" หรือว่า "HiFiMAN จะทำหูฟังแบบ IEM ได้ดีแค่ไหนกัน?"

ในขั้นต้นที่ทำให้มั่นใจได้ก็คือ RE-400 ออกแบบและผลิตโดย HiFiMAN เอง (Driver designed and manufactured by HiFiMAN) ไม่ได้ไปจ้างคนอื่นมาทำให้ ไม่ได้หยิบยืมงานออกแบบของใครมาเปลี่ยนยี่ห้อใหม่ ดังนั้นหูฟัง IEM รุ่นนี้จึงมีคุณค่าในตัวของมันเองตั้งแต่ต้น บุคลิกเสียงด้านใดก็ตามที่เคยได้ยินจากหูฟังรุ่นอื่นของ HiFiMAN ควรจะมีให้ได้ยินใน RE-400 ด้วยเช่นกัน



เมื่อคิดไปได้เช่นนี้แล้วมีหรือที่แฟนขาประจำของหูฟังฟูลไซส์ HiFiMAN HE-6 อย่างผมจะไม่อยากลองฟัง ว่าแล้วก็ไปเลียบๆ เคียงๆ ที่ร้านมั่นคงเรือธงบนชั้น 3 ห้างอัมรินทร์ พลาซา พอพนักงานเขาเผลอก็แอบหยิบใส่กระเป๋ามา เฮ้ยยย ไม่ใช่ๆ นั่นมันหัวขโมยแล้ว

ความจริงแล้วคือไปขอเขาลองฟังนั่นแหละครับ โดยผมไม่ลืมที่จะหยิบเจ้าหูฟังไวแสงตัวเก่งของผมติดมือไปลองฟังเทียบด้วย

ตัวจริงของ RE-400 ตัวเล็กและเบากว่าที่ผมคิดไว้พอสมควรเลยล่ะครับ ที่แน่ๆ คือเล็กกว่าหูฟังไวแสง 02 อย่างเห็นได้ชัด แต่ขนาดไม่ได้เป็นตัวตัดสินคุณภาพเสมอไป เพราะเมื่อฟังเทียบกันแล้ว RE-400 นั้นให้ซาวน์สเตจที่กว้างกว่า เสียงที่มีรายละเอียดและความละเมียดละไมน่าฟังกว่าในแทบทุกมิติการฟัง

และที่เห็นตัวเล็กๆ และเบาออกอย่างนั้น มันก็ไม่ได้ดูก๋องแก๋งเลยล่ะครับ ตัวบอดี้หูฟังนั่นทำจากอะลูมิเนียมกลึงมาอย่างดี มีรูระบายเสียงขนาดเล็กจิ๋ว ไม่ได้เคลือบสีอะไรปล่อยให้เห็นผิวเนื้อเงินด้านๆ ของอะลูมิเนียมดูดีทีเดียวครับ การบอกตำแหน่งหูฟังข้างซ้ายและขวาจะเป็นตัวอักษร L (LEFT) และ R (RIGHT) ที่ตัวสายบริเวณจุดต่อเข้าตัวหูฟัง พินิจพิเคราะห์จากเนื้องานแล้วต้องบอกว่าเป็นงานผลิตเกรดเอเลยล่ะครับ อย่าลืมว่าอะไรที่มีขนาดเล็กการผลิตให้ได้มาตรฐานคุณภาพออกมาเท่าๆ กันทุกตัวนั้นมักจะทำได้ยากกว่าวัตถุที่มีขนาดใหญ่ แถมยังออกแบบให้เข้ากับสรีระศาสตร์หรือ Advanced ergonomics อย่างที่เขาบอกไว้ด้วยต่างหาก

ตัวไดรเวอร์ที่อยู่ข้างในเป็นไดรเวอร์แบบไดนามิคขนาด 8.5 มิลลิเมตร แม่เหล็กแรงสูงแบบนีโอไดเมียม (Neodymium magnet) ไดอะแฟรมทำจากวัสดุแกร่งและเบาหวิวอย่างโลหะไทเทเนียม (8.5mm Titanium Diapharagm) ซึ่งปกติในลำโพงบ้านเขานิยมเอาไปใช้ทำไดรเวอร์เสียงแหลมหรือทวีตเตอร์กัน อย่างเช่นลำโพงหลายรุ่นของเจบีแอลก็นิยมใช้โดมทวีตเตอร์ที่ทำจากไทเทเนียม ส่วนที่ HiFiMAN เอามาใช้ทำไดรเวอร์หูฟังแบบไดนามิคแบบฟูลเรนจ์ซึ่งตัวไดรเวอร์ต้องทำงานตลอดย่านความถี่เสียงจึงถือว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่พอสมควรสำหรับผม

แกะกล่องลองชิมรอบสอง





การลองฟังที่ร้านมั่นคงเรือธงนั้นถือว่าแค่เป็นการทำความรู้จักเบื้องต้น แค่เชคแฮนด์แต่ยังไม่ถึงขั้นสวมกอด ด้วยเวลาอันจำกัดผมจึงขอยืม RE-400 กลับมาลองฟังที่บ้านกับเครื่องเล่นที่คุ้นเคยกับเพลงที่คุ้นหูมากกว่า

แล้วผมก็ได้เห็นแพคเกจแบบจัดเต็มของ RE-400 มันมาในกล่องพลาสติกสีดำที่ไม่ดำทึบไปเสียทีเดียวแต่โปร่งแสงได้บ้างเหมือนฟิล์มเข้มๆ ซะมากกว่า หน้าตาของมันดูดีมีสกุลใช้ได้เลยครับ กล่องด้านในเป็นกระดาษแข็งบุโฟมที่สามารถสไลด์ดึงออกมาได้ ในแพคเกจพบตัวหูฟังที่มาพร้อมกับจุกยางซิลิโคนสองชั้นสีดำให้เลือกใช้งานตามความเหมาะสมถึง 4 ไซส์ มีตัวฟิลเตอร์ที่เป็นสักหลาดกลมสีดำใหญ่กว่าปลายปากกานิดหน่อยมาให้ด้วยครับ นอกจากนั้นแล้วยังมีแท่งยางแข็งสีขาวขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย มีร่องบากบนตัวมันที่เห็นครั้งแรกแล้วถึงกับมึนพูดไม่ออกบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าให้มาทำไมอีก 1 แท่ง แต่พิจารณาดูแล้วน่าจะเป็นหลักสำหรับใช้พันเก็บสายหูฟังให้เป็นระเบียบก็เป็นได้ (ดูรูปจากอินเตอร์เน็ตก็เห็นหลายคนใช้งานมันอย่างนั้นนะครับ) ที่แน่ๆ ไม่ได้ให้เอามาเคี้ยวเล่นแทนหมากฝรั่งแน่นอนจ้าาาาา (555)



นอกจากความเบาของตัวหูฟังแล้ว ผมว่าตัวสายหูฟังเองก็เบาเหมือนกันนะครับและเป็นความเบาที่มองเห็นได้ถึงคุณภาพเช่นกัน ตัวสายอ่อนนุ่มนิ่มผิวนอกหุ้มผ้าสีดำแลดูมีราคาเหมือนสายหูฟัง IEM แพงๆ หลายตัว มีความยาวกำลังดีสำหรับการใช้งานทั้งแบบพกพาและอยู่กับที่ ข้างในสายใช้ตัวนำเป็นทองแดงที่มีความบริสุทธิ์สูงนั่นคือทองแดงปราศจากออกซิเจน (OFC Copper Cabling) พิจารณาแล้วไม่ใช่สายหูฟังที่ดูกระจอกงอกง่อยแต่อย่างใดแน่นอน หัวแจ็คเป็นแบบมินิ 3.5mm เคลือบทองมาอย่างดี ขั้วต่อมีลักษณะเป็นรูปตัว J ดูแล้วน่าจะใช้งานง่ายกว่าทั้งแบบตรงและแบบที่งอเป็นมุมฉาก



สายหูฟังตัวนี้ใช้งานแล้วประทับใจทุกอย่างเลยนะครับ ยกเว้นเรื่องเดียวคือการที่ตัวสายมันเบามากจึงค่อนข้างไวกับการสั่นหรือไมโครโฟนิกเล็กๆ น้อยๆ ได้ง่าย บางครั้งอาจจะเกิดเสียงฮัมหึ่งเบาๆ ที่มีสาเหตุมาจากการสั่นของโต๊ะหรือวัตถุรอบข้างที่แตะอยู่กับตัวสาย ก็อย่าเพิ่งโทษแอมป์หรือตัวหูฟังเอง ให้ลองเอามือจับสายหูฟังดูก่อนว่าเสียงรบกวนเหล่านั้นมันเงียบลงไหม

ตามสเปคบอกว่ามันมีความไว 102dB/1mW ความต้านทานประมาณ 32 OHM รับกำลังเสียงได้ 10mW สูงสุด 30mW ตอบสนองความถี่ตั้งแต่ 15-22 KHz

เล็กดี รสโตและออดิโอไฟล์
เช่นเดียวกับ IEM ทั่วไปที่ไม่ตะกระตะกรามกำลังจากแอมป์มากมาย ภาคขยายหูฟังในตัวเครื่องเล่นพกพา สมาร์ตโฟน แท็ปเล็ตหรือ DAC ตัวเล็กๆ ส่วนใหญ่จึงสามารถใช้ขับ RE-400 ได้ไม่ลำบากนักแม้จะพบว่ากับไอโฟนสี่เอสต้องเร่งเสียงมากกว่าหูฟังไวแสง R02 บ้างก็ตาม แต่ก็ยังเหลือ volume ให้ใช้งานอีกพอสมควร



แนวเสียงของหูฟังตัวนี้มีรายละเอียดของเสียงกลางที่โดดเด่นในขณะที่มีซาวน์สเตจโปร่งกว้างไม่อุดอู้ เสียงสามารถหลุดลอยออกไปได้ไกลทำให้มันแทบไม่มีอะไรให้ติได้เลยในเรื่องของมิติเสียง ประการต่อมาคือเสียงทุ้มที่ให้รายละเอียดได้ดีกว่าปริมาณ มีมวลเสียงที่อิ่มหนักแน่นกำลังดี ไม่มีเบสแบบโรลแบ็คซื้อ 1 แถม 1 เหมือน IEM บางตัว ดังนั้นมันจึงอาจจะไม่ใช่คู่แท้ของนักฟังเพลงที่บริโภคเสียงทุ้มเป็นอาหารหลัก 3 เวลาก่อนอาหาร แต่ก็ฟังเพลงได้ทุกแนวไม่ยกเว้นแม้แต่ฮิบฮอบที่มีเบสสนุกๆ หรือเพลงแดนซ์เคป็อปที่มีเสียงทุ้มที่ไม่ต้องคิดอะไรมากไปกว่าความมันกระจาย คุณสามารถเปิดมันได้ดังจนขี้หูแข่งกันเต้นระบำได้แน่นอน อย่าง I Gotta Feeling ของ Black Eyed Peas หรือ Dancing Queen ของสาวๆ Girls' Generation ฟังแล้วรับรองว่าต้องอยากโยกย้ายส่ายเอวไปตามเพลง ไม่มีคำว่าจ๋อยหรือซึมแน่นอน

แต่ถ้าคุณเป็นพวกที่ฟังเพลงแบบบริสุทธิ์นิยม ไม่ชอบการแต่งเติมสีสันมากจนเกินจริง ผมว่า RE-400 เป็นอะไรที่มีคุณสมบัติเข้าข่ายพอสมควร จริงอยู่ว่ามันไม่ได้ให้เสียงที่บริสุทธิ์เป็นน้ำกลั่นหรือเป็นกลางมากอย่าง Heir Audio 4Ai และ tone balance โดยภาพรวมจะออกไปทางนุ่มเนียนมากกว่าใสสว่าง แต่ก็จูนเสียงมาได้ดี จัดวางบาลานซ์ของเสียงมาได้สวยงามและฟังสบายเนียนหู ฟังแล้วไม่อึดอัดหรือมีอะไรขาดๆ เกินๆ จนน่ารำคาญ

ยิ่งเมื่อได้จับคู่กับ DAC/AMP อย่าง SONY PHA-1 หรือ MERIDIAN EXPLORER ผมว่าเสียงที่ได้จาก RE-400 ถ้าเป็นเมื่อหลายปีก่อนคิดว่าต้องเป็นหูฟัง IEM ระดับเฉียดหมื่นบาทหรือกว่านั้นด้วยซ้ำ หรือแม้แต่เวลานี้จะว่าไปแล้ว IEM แยกไดรเวอร์ที่ราคาแพงกว่าก็ใช่ว่าจะเคี้ยวมันลงได้ง่ายๆ บางตัวในบางแง่มุมอาจจะเพลี่ยงพล้ำให้เจ้าจิ๋วนี่เสียด้วยซ้ำไปครับ



ผมได้ยินหลายคนบอกว่านี่แหละลักษณะเสียงที่บรรดานักฟังแบบออดิโอไฟล์ถามหา คือมันเป็นเสียงที่เอาใจหูนิดๆ ฉอเลาะอ่อนหวานหน่อยๆ มีความเที่ยงตรงที่พอจะชี้ถูกชี้ผิดได้ บอกได้ว่าเพลงชุดนี้เสียงดีจนน้ำหูน้ำตาไหลหรือว่าห่วยจนสุนัขไม่รับประทาน แต่ไม่ถึงกับตรงแหน่วเป็นขวานผ่าซากไปซะทีเดียว

ทีแรกก็ยังไม่ปักใจเชื่อหรอกครับ จนกระทั่งมาได้ยินกับตัวเอง ยิ่งฟังมันก็ยิ่งตอกย้ำว่า RE-400 เกิดมาเพื่อสิ่งนี้จริงๆ ลองหาโอกาสฟังดูเถิดครับอย่างชุด My Live Stories อัลบั้มใหม่ของสาวหมวยอินเตอร์ Susan Wong ที่นักเล่นออดิโอไฟล์รู้จักกันเป็นอย่างดี ในเพลง Sometimes When We Touch นอกจากเสียงร้องที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์หูฟังตัวนี้ยังถ่ายทอดไดนามิคของเสียงกลองออกมาได้อย่างชัดเจนออกมาเป็นลูกๆ มีน้ำหนักของอิมแพคและหางเสียงที่ทิ้งไว้แบบกำลังดีไม่มากไม่น้อยจนเกินไป


ผมลองฟังเพลง If I Could Sing Your Blue ของ Sara K. ที่เป็นไฟล์ไฮเรส 24bit 96kHz ผ่าน DAC/AMP Meridian Explorer ผมว่ารายละเอียดเสียงที่ได้ยินเหมือนฟังจากลำโพงสองทางดีๆ สักคู่ ถ้าเปิดไม่ดังจนเกินไปรายละเอียดเสียงที่ออกมาจะมีความโปร่งและความหวานเนียนลื่นไหลในอัตราส่วนใกล้เคียงกัน และมีสมดุลเสียงที่ดีตลอดย่านความถี่ มีความน่าฟังอย่างที่ควรจะเป็นและทำให้เข้าถึงดนตรีได้ง่าย

แต่ที่เป็นทีเด็ดเพราะฟังกับ RE-400 ได้ดีจนเหมือนว่ามันเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ก็คืออัลบั้ม Esprit De Four ของ Fourplay ที่เป็นไฟล์ 24bit 44.1kHz เสียงที่ออกมาฟังเพราะมากๆ รายละเอียดชัดและเนียนหูฟังสบาย หลับตาแล้วเคลิ้มตามได้เลยล่ะครับ มันใช่เลย มันใช่จริงๆ ครับ

ผมว่าใครที่เคยคิดว่าจุดหมายปลายของหูฟังแบบ IEM ต้องเป็นแบบแยกไดรเวอร์เท่านั้น หรือไม่คุณอาจจะเคยลองฟัง IEM แยกไดรเวอร์บางรุ่นแล้วรู้สึกผิดหวังจนพาลคิดไปว่า IEM คงไม่เหมาะกับคุณ ผมอยากให้ลองหูฟังของ HiFiMAN ตัวนี้ครับ เผื่อว่ามันจะเป็นอะไรที่ 'ใช่' สำหรับคุณ เหมือนอย่างที่มัน 'ใช่' สำหรับผมในเวลานี้



Like : ความโดดเด่นที่โดนใจและประทับใจ
- มิติเสียง ความสะอาดและรายละเอียดเสียงที่น่าฟัง เสียงทุ้มไม่เห่อบวมหรือมีมากเกินไป
- ฟังดีกับทุกแนวเพลง เด่นมากกับเพลงร้องและฟิวชันแจซ
- วัสดุและงานผลิตดีเกินราคา
- ใส่สบายและค่อนข้างเบาหู

Don’t Like : ยังไม่ค่อยโดนใจนะ
- สายหูฟังที่ค่อนข้างไวกับการสั่นสะเทือนในรูปแบบของไมโครโฟนิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่คุณเปิดพัดลมนั่งฟังเพลง !

Wanted : อยากให้มี
- เคสเก็บหูฟัง อย่างน้อยก็เป็นแบบที่แถมมากับ Visang R02
โดย: เข็มแก้ว
SHARE:

Related Review & Article