Review & Article > Jriver โปรแกรมเล่นเพลงที่ดีที่สุด ?

ชำแหละ JRiver Media Center 18
The Most Comprehensive Media Software
“พระกาฬลุ่มน้ำเพลง” ภาคปฐมบท (ตอน 1)

เข็มแก้ว
..............



มว่ามันเป็นความเข้าใจที่โบราณและคร่ำครึจนไม่น่าให้อภัยเลยสำหรับหลายๆ คนที่ยังคิดว่าการฟังเพลงด้วยคอมพิวเตอร์นั้นต้องหมายถึงอะไรที่คุณภาพต่ำ หมายถึงกากเดนของเสียงดนตรีเสมอไป พอพูดถึงการฟังเพลงจากคอมพิวเตอร์นักgเล่นเครื่องเสียงหลายคนเบ้ปากเย้ยหยันนิดๆ ก่อนจะบอกว่า "ผมไม่ฟังหรอกนะเอ็มพีสามน่ะ"

จริงอยู่ว่าในยุคสมัยหนึ่งเราเคยใช้คอมพิวเตอร์ป่วยๆ ฟังไฟล์เพลงที่เป็นเอ็มพีสามเหมาโหล ฟังเพราะมันสะดวกและง่ายดีไม่ต้องไปจริงจังเรื่องคุณภาพเสียงอะไรมากมาย แต่ทั้งหมดที่ว่ามานั้นมันคืออดีตครับ

ปัจจุบันวิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์ที่ก้าวหน้าไปไกลมากทั้งด้าน hardware และ software ส่งผลให้มันไม่ได้เป็นแค่เครื่องไม้เครื่องมือสำหรับการคำนวณหรือประมวลผลเพื่อใช้งานเฉพาะด้านเท่านั้น แต่ยังสามารถเอามาใช้เป็นแหล่งสัญญาณหรือ 'source' ชั้นดีสำหรับระบบเสียงดิจิตอลได้ด้วยครับ

ใช่ครับ คุณอ่านไม่ผิดหรอกครับ ผมมั่นใจที่จะใช้คำว่า 'ชั้นดี' ขยายความกำกับเข้าไปด้วยเพราะมันเป็นเช่นนั้นแล้วจริงๆ ครับ แต่ก็ไม่ได้ว่าคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจู่ๆ จะจับเอามาต่อกับชุดเครื่องเสียงแล้วฟังเพลงได้ดีอย่างที่บอกหรอกนะครับ นอกจากคุณภาพของ DAC ที่เป็นส่วนหนึ่งของ hardware แล้ว ในส่วนที่เป็น software หรือตัวโปรแกรมเล่นเพลงก็สำคัญไม่แพ้กันครับ

การเล่นเพลงจากคอมพิวเตอร์ให้เสียงดีไม่ใช่ใช้โปรแกรมอะไรเล่นก็ได้ หลายโปรแกรมเล่นเพลงที่เราคุ้นเคยกันมานานอย่างเช่น Windows Media Player หรือ iTunes อาจจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดเพราะว่ามันมีโปรแกรมเล่นเพลงที่ให้เสียงดีกว่านั้นครับ

และหนึ่งในโปรแกรมเล่นเพลงที่ได้รับการยอมรับนับถือในระดับสากลโดยเฉพาะทางฟากฝั่งของคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการวินโดว์สนั่นก็คือเจ้าโปรแกรม JRiver Media Center หรือที่ชาวมั่นคงแก๊ดเจ็ดเขาให้ชื่อว่า 'พระกาฬลุ่มน้ำเพลง' นี่แหละครับ


ความเป็นมา
โดยปกติคนที่เล่นเพลงจากคอมพิวเตอร์ในฝั่ง Windows ถ้าคิดถึงการเล่นเพื่อให้ได้เสียงที่มีคุณภาพสูงกว่าโปรแกรมเล่นเพลงทั่วไปผมคิดว่ามากกว่า 90% ต้องเคยผ่านหูผ่านตาโปรแกรมฟรีแวร์ยอดนิยมอย่าง Foobar2000 มาแล้ว ผู้เขียนเองก็ด้วยเช่นกันครับ

ซึ่งถ้าพูดถึงสิ่งที่ได้จาก Foobar2000 ผมว่ามันก็น่าสนใจอยู่พอสมควร อย่างน้อยมันก็ไม่เสียเงินและเสียงดีกว่าโปรแกรมเล่นเพลงทั่วไปที่ไม่ได้เน้นเรื่องคุณภาพเสียงอย่างชัดเจน แต่ด้วยความที่เป็นฟรีแวร์การพัฒนาของ Foobar2000 จึงค่อนข้างช้าและมีทิศทางที่ค่อยไม่ชัดเจนสักเท่าไร การ support ปัญหาที่เกิดขึ้นสำหรับ user ทั่วไปที่ไม่ใช่โปรแกรมเมอร์ก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร แต่อาศัยว่ามีคนใช้จำนวนมากบางครั้ง user ก็ช่วยๆ กันงมหาคำตอบกันเอาเอง

ผู้เขียนเองเป็นก็คนหนึ่งที่เริ่มต้นเอา Foobar2000 มาใช้ฟังเพลงจริงจังหลังจากพบว่ามันเจ๋งกว่าโปรแกรมเล่นเพลงอย่าง iTunes ที่เคยใช้อยู่เยอะเลยทีเดียว แต่เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือพ่อตายังมีแม่ยาย เมื่อผมได้มารู้จักกับโปรแกรมเล่นเพลงอีกตัวที่มีชื่อว่า JRiver Media Center (JMC) ผมก็เลือกใช้มันเล่นเพลงกับคอมพิวเตอร์ที่ใช้ Windows ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

JMC เป็นซอฟต์แวร์ที่พัฒนาโดยบริษัท JRiver, Inc สหรัฐอเมริกา ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1981 ปูมหลังและความเชี่ยวชาญของบริษัทนี้คือการเขียนซอฟต์แวร์สำหรับระบบเครือข่ายที่เป็น Windows จนถึงระบบ Unix/Linux การันตีความสามารถของพวกเขาด้วยผลงานที่มีคนใช้งานมากถึง 2 ล้านคนจาก 50 ประเทศทั่วโลก


คุณสมบัติและความสามารถ
ในปัจจุบัน JMC พัฒนาไปจนถึงเวอร์ชัน 18 หรือเรียกอย่างย่อว่า JMC18 ตัวโปรแกรมได้รับการพัฒนาปรับปรุงทั้งด้านคุณสมบัติและความเสถียรไปจนถึงขั้นเรียกว่าเป็นซอฟต์แวร์แวร์เล่นเพลงอันดับหนึ่งของทางฝั่ง Windows เลยก็ว่าได้

JMC18 นั้นเป็นโปรแกรมที่มีราคาไม่ใช่ฟรีแวร์อย่าง Foobar2000 แม้ว่าคุณอาจจะพอหาเวอร์ชันที่ละเมิดการใช้งานได้ตามโลกไซเบอร์ แต่เชื่อผมเถอะครับยอมจ่ายในราคาที่คุ้มค่าเพื่อแลกกับความสบายใจในการใช้งานและสามารถอัพเดตคุณภาพได้ในอนาคตจะคุ้มค่ากว่าเยอะครับ

ปัจจุบัน JMC18 ขายผ่านหน้าเวบไซต์ www.jriver.com ในราคาเพียง $49.98 หรือประมาณ 1,500 บาท (เพิ่ม-ลดจากนี้ตามค่าเงิน) ถ้าคุณไม่สะดวกจะซื้อหรือจ่ายเงินผ่านเวบไซต์ของเขาเองสามารถใช้เงินสดหรือบัตรเครดิตซื้อผ่านตัวแทนจำหน่ายอย่างเช่นร้าน Munkong Gadget จากที่หน้าร้านโดยตรงได้เลย แถมยังสามารถขอให้ทางร้านจัดการทุกอย่างจนแล้วเสร็จสามารถใช้งานได้เลยก็ได้ด้วยครับ

แต่ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่า JMC18 ดีพอสำหรับคุณหรือไม่ ก็ยังสามารถดาวน์โหลดตัวโปรแกรมไปทดลองใช้งานได้ก่อน 30 วัน หลังจากนั้นตัวโปรแกรมจะถูกล็อคไม่ให้ใช้งาน ถ้าไม่ต้องการซื้อก็แค่ uninstall ออกไป หรือถ้าต้องการซื้อก็สามารถจ่ายเงินเพื่อเอารหัสปลดล็อคไป ขั้นตอนก็ง่ายๆ แค่นี้เหมือนโปรแกรมมีลิขสิทธิ์ทั่วไปล่ะครับ

<ข้อสังเกต : สำหรับคนที่ใช้งานใช้คอมพิวเตอร์ที่เป็นระบบปฏิบัติการ Mac OSX ตอนนี้ทาง JRiver ได้ออกตัวโปรแกรม JMC สำหรับ Mac OSX ออกมาเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ได้รับความนิยมอย่างตัวที่รันบน Windows OS>

สำหรับ JMC18 โปรแกรมนี้สามรถติดตั้งได้ทั้งบน Windows 2000, XP, Vista, Windows 7, Windows Home Server และ Windows 8 ส่วนตัวผู้เขียนได้ลองใช้งานบน Windows XP SP3 และ Windows 7 - 64bit พบว่าสามารถใช้งานได้อย่างราบรื่นทั้งคู่ ตัวที่รันบน XP เสียงดีกว่า Foobar2000 ที่ผมเคยใช้อยู่ และตัวที่รันบน Windows 7 รู้สึกได้ว่าเสียงดีกว่าขึ้นไปอีกพอสมควร

สำหรับสเปคคอมพิวเตอร์ที่แนะนำส่วนตัวผมว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องซีเรียสมากถ้าคอมพิวเตอร์ของคุณไม่ได้เก่าล้าหลังจนเกิน 2-3 ปี เอาเป็นว่าโน้ตบุครุ่นประหยัดในปัจจุบันที่ใช้ CPU Intel i3 เป็นต้นไป มี RAM ติดตัวมาอย่างน้อย 2GB ก็สามารถเล่น JMC18 ได้แล้วครับ แต่ถ้ามีเผื่อเหลือเผื่อขาดมากกว่านั้นก็จะยิ่งดีขึ้นไปอีกครับ (เดี๋ยวจะบอกต่อไปว่าดีอย่างไร) และถ้ายิ่งสะดวกคล่องตัวมากขึ้นไปอีกถ้าสามารถเชื่อมต่อ Network ได้ทั้งแบบ LAN หรือ WiFi ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันไปแล้วครับ



คุณสมบัติเด่นของ JMC โดยเฉพาะ JMC18 มีตั้งแต่เรื่องของหน้าตาหรือ GUI (Graphic User Interface) ที่สวยงามเหมือนที่เคยเห็นใน iTunes รุ่นก่อนๆ สามารถแสดงภาพปกแผ่นซีดีหรือ cover art วางเรียงรายให้เลือกฟังได้ง่ายและสวยงาม ตลอดจนความสามารถในการแสดงข้อมูล การจัดแบ่งหมวดหมู่ของเพลงหรือการทำ playlist ที่ง่ายและสะดวกมาก มีส่วนประสานงานที่สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์มัลติมีเดียอื่นๆ ได้อย่างดีเยี่ยม เช่นการ playback จาก disc drive โดยตรงหรือการเชื่อมต่อกับ iDevices ตลอดจนความสามารถทางด้านระบบ network ตั้งแต่การเล่นเพลงแบบสตรีมมิ่งจนถึงการควบคุมสั่งงานผ่านระบบเน็ตเวิร์คโดยอาศัยอุปกรณ์แท็ปเล็ตหรือสมาร์ทโฟน

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและความช่วยเหลือต่างๆ ทาง JRiver เขามีเวบบอร์ดส่วนตัวให้ผู้ใช้เข้าไปแลกเปลี่ยนข้อมูล อัพเดตข่าวสารหรือสอบถามปัญหาต่างๆ ได้โดยตรงที่ http://yabb.jriver.com/interact/index.php ซึ่งในส่วนนี่จะมีเจ้าหน้าที่หรือแม้แต่ตัว CEO นาย Jim Hillegass และ CTO นาย Matt Ashland เข้ามาตอบเองด้วยครับ เท่าที่ผมเคยใช้บริการต้องบอกว่าการตอบสนองของเขาฉับไววันต่อวันไม่ต้องรอนาน เป็นจุดที่น่าชื่นชนมมากเลยทีเดียว หรือถ้าหากมีข้อสงสัยในการใช้งานโปรแกรมส่วนใดก็สามารถเจ้าไปค้นหาดูคำแนะนำต่างๆ เองได้ที่ http://wiki.jriver.com/index.php/Category:Frequently_Asked_Questions

<ข้อสังเกต : โดยพื้นฐานตัวโปรแกรม JMC นั้นออกแบบให้สามารถใช้งานได้กับมัลติเมียคอนเทนต์ทุกรูปแบบตั้งแต่เพลง ภาพนิ่ง หนังและทีวี แต่ส่วนที่ผมจะหยิบยกมาพูดถึงเป็นหลักในบทความนี้จะเป็นส่วนของการฟังเพลงและระบบ audio ที่เกี่ยวข้องกับคนเล่นเครื่องเสียงเราโดยตรง ในส่วนอื่นๆ หากจำเป็นต้องกล่าวถึงอาจจะมีอัพเดตในตัวบทความในอนาคตนะครับ>

ในภาคที่เกี่ยวข้องกับระบบเสียงโดยตรงของ JMC18 มีจุดเด่นอยู่ที่มันรองรับไฟล์ออดิโอแทบทุกนามสกุล (wav, aiff, flac, ape, m4a, wma, mp3, …) ไฟล์ออดิโอแทบทุกประเภท รองรับทั้งระบบเสียงสเตริโอและมัลติแชนเนล รองรับไฟล์เพลงตั้งแต่ไฟล์คุณภาพต่ำยอดนิยมทั่วไปจนถึงไฟล์คุณภาพสูง high resolution ทั้งแบบ PCM รวมถึงล่าสุดที่เพิ่มออพชันให้เล่นไฟล์ต่างๆ ในตระกูล DSD จากแผ่น SACD ได้ด้วยต่างหาก เรียนตามตรงว่าส่วนตัวผมยังนึกไม่ออกว่าเคยเจอไฟล์ออดิโอสกุลไหนที่ไม่สามารถมา playback บน JMC18 ได้เลยครับ

ความครบถ้วนสมบูรณ์ของ JMC18 ทำให้โปรแกรมนี้สามารถใช้งานได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องติดตั้ง plug-in หรือ components อะไรเพิ่มเติมเหมือนอย่าง Foobar2000 นอกจากบางกรณีที่อาจจะต้องติดตั้งตัวไดรเวอร์ของ sound card หรือตัว external DAC เองลงไปก่อนเพื่อให้ JMC18 สามารถมองเห็นและใช้งานอุปกรณ์เสียงตัวนั้นได้

นอกจากนั้นแล้ว JMC18 ยังรองรับการเล่นเพลงผ่านระบบ memory buffer (โหลดไฟล์เข้าหน่วยความจำก่อนเล่น), การใช้งาน DAC แบบ exclusive mode (จองตัว DAC นั้นๆ ไว้ในขณะใช้งานไม่ให้โปรแกรมอื่นเข้ามาร่วมใช้), รองรับการเล่นแบบ gapless playback มีส่วนของ DSP และ Sample Rate Conversion มาให้พร้อมใช้งานในตัวโปรแกรม

คุณสมบัติเหล่านี้ใครที่เคยเล่นโปรแกรมเล่นเพลงในคอมพิวเตอร์มาบ้างแล้วคงทราบดีว่าเป็นคุณสมบัติที่น่าสนใจแทบทั้งสิ้น และไม่น่าจะเคยมีดิสก์ทรานสปอร์ตหรือเครื่องเล่นที่เล่นจากแผ่นดิสก์โดยตรงทั่วไปทำได้เช่นนี้มาก่อน นั่นหมายความว่า JMC18 เพียงโปรแกรมเดียวก็สามารถเปลี่ยนคอมพิวเตอร์ของคุณให้กลายเป็นคอมพิวเตอร์ทรานสปอร์ตชั้นดีได้แล้วเช่นนั้นหรือ คำตอบคือ ใช่ครับ... ไม่เชื่อลองตามผมมาสิครับ


การตั้งค่าให้เสียงดี
การใช้งานโปรแกรมเล่นเพลงเสียงดีมีสกุลอย่าง JMC18 นอกจากว่าคุณต้องมี DAC ดีๆ สักตัว (ดีแค่ไหน? ก็ตามงบในกระเป๋าล่ะจ้า ถ้านึกไม่ออกปรึกษาร้านมั่นคงฯ ได้เลย...ช่วยเขาขายของอีกแล้วเรา) มาต่อเล่นกับคอมพิวเตอร์แล้ว อีกหนึ่งส่วนสำคัญคือการปรับตั้งค่าในตัวโปรแกรม JMC18

เป้าหมายสำคัญของการปรับตั้งค่าที่ว่านี้คือการเล่นแบบ 'bit perfect' หมายความว่า ไฟล์ต้นทางเป็นอย่างไรก็ให้คอมพิวเตอร์ส่งออกมาเล่นที่ตัว DAC อย่างนั้น ไม่ต้องไปยุ่งไปปรับเปลี่ยนอะไร เพราะโดยปกติการเล่นไฟล์เพลงในคอมพิวเตอร์นั้นมักจะมีปัญหาหนึ่งคือตัวซอฟต์แวร์เล่นเพลงหรือตัว OS เองมักจะห่วงเรื่องความเข้ากันได้หรือเรื่อง compatible มากกว่าคุณภาพเสียง ดังนั้นมันจะคอยเจ้ากี้เจ้าการไปเปลี่ยนแปลง resolution (มักจะบอกเป็นบิทและความถี่แซมปลิงเช่น 16 bit 44.1kHz หรือ 24 bit 96kHz) ของไฟล์เพลงที่เราจะเล่น เพื่อให้ตัวมันหรือ DAC ต่ออยู่สะดวกที่จะเล่น แย่กว่านั้นคือการพ่วงระบบ DSP (Digital Signal Processing) ที่มีทั้งส่วนของลูกเล่นและระบบปรุงแต่งเสียงประหลาดๆ เข้าไป ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้เกิดสิ่งหนึ่งที่คนเล่นเครื่องเสียงเกลียดและกลัวเป็นนักหนานั่นคือ Jitter ตัวการสำคัญที่จะ degrade เสียงให้ฟังแย่ลงอย่างไม่น่าให้อภัย






ดังนั้นเบื้องต้นที่เราจะยึดถือไว้ก่อนคือการเล่นแบบ bit-perfect ไฟล์ต้นฉบับมีความถี่แซมปลิงเท่าไร ก็ให้คอมพิวเตอร์มันส่งออกมาที่ถอดรหัสที่ตัว DAC อย่างนั้น ซึ่งการปรับตั้งใน JMC18 จุดแรกที่เราจะไปดูกันก็คือส่วนของเมนู Option > Audio ซึ่งจะมีเมนูย่อยแตกแขนงออกไปอีกจำนวนหนึ่งแต่ส่วนที่เราจะดูเป็นอย่างแรกก็คือส่วนของ 'Audio Output' ครับ

จุดแรกคือ Output Mode ซึ่งจะมีให้เลือกหลายโหมด สำหรับ Windows XP แนะนำให้เลือกใช้ตามลำดับความสำคัญดังนี้ ASIO, Kernel Streaming, Wave Out, Direct Sound หมายความว่าให้เลือกใช้ตัวที่มาก่อน ถ้าใช้งานไม่ได้ก็ให้เลือกตัวถัดไปแทน สำหรับ Windows 7 จะเป็น ASIO, WASAPI - Event Style, WASAPI, Kernel Streaming, Wave Out, Direct Sound จากนั้นก็เข้าไปในส่วนของ Output Mode Setting เพื่อเลือกในหัวข้อ Device ให้ตรงกับ DAC ที่เราต่อใช้งานอยู่ ส่วนที่เหลือยังไม่ต้องสนใจอะไรมากในเบื้องต้นนี้

เหตุผลที่แนะนำให้เลือกใช้ตามลำดับความสำคัญตามนั้นทาง JRiver เองได้อธิบายเอาไว้แล้วครับว่าเอาต์พุต ASIO นั้นสัญญาณจะ 'ลัดตรง' มากที่สุด ถูกรบกวนจากกระบวนการต่างๆ น้อยที่สุด แต่จะใช้ได้ดีและได้ผลในกรณีที่ตัว device หรือตัว DAC ของเรามี native ASIO driver หรือไดรเวอร์ ASIO เฉพาะตัวของมันมาด้วยเท่านั้น ไม่นับกรณีที่ต้องใช้ไดรเวอร์ ASIO4All ซึ่งที่จริงแล้วเป็นเพียงแค่ Kernel Streaming ที่ใส่มาในแพคเกจของ ASIO เท่านั้น



ส่วนต่อมาที่ต้องสนใจคือหัวข้อ Settings ที่อยู่ถัดลงมาจาก Audio Output ตรงนี้ส่วนแรกที่แนะนำให้เลือกใช้คือ 'Play files from memory instead of disk (not zone-specific)' ซึ่งเป็นการเล่นเพลงแบบโหลดผ่านเข้าหน่วยความจำก่อน การเล่นด้วยวิธีนี้จะให้เสียงที่ดีกว่าเล่นจากฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟโดยตรง







แต่ที่จะลืมไม่ได้เด็ดขาดเลยอีกส่วนหนึ่งก็คือตรงหัวข้อ 'DSP & output format...' พอคลิ้กเข้าไปแล้วเราจะได้เจอกับหน้าต่าง DSP Studio โดยปกติของเล่นแบบ bit perfect เราจะไม่เลือกใช้ (ไม่ติ้กเครื่องหมายถูก) ทุกหัวข้อที่อยู่ทางด้านซ้ายมือเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็น Output Format, Volume Leveling, Equalizer, ... ยกเว้นในบางกรณีที่อาจจำเป็นต้องใช้ส่วนของ Sample Rate Conversion

Sample Rate Conversion จะถูกเรียกใช้ในกรณีที่ DAC ของเรามีข้อจำกัดในการเล่นไฟล์ที่มี Sample Rate สูงๆ ยกตัวอย่างเช่นกรณีที่เรามีไฟล์ 192kHz แต่ตัว DAC รองรับแค่ 96kHz เพื่อให้เล่นไฟล์นี้กับ DAC ของเราได้เราจำเป็นต้องมองข้ามเรื่อง bit perfect ไปก่อนและแนวทางปฏิบัติของเราคือการแปลง Sample Rate นั้นให้ลงมาอยู่ในวิสัยที่ DAC ของเราจะรองรับได้ ซึ่งในกรณีนี้เราจำเป็นจะต้องเลือกใช้เมนู Output Format ใน DSP Studio โดยปรับตรงส่วน Output ของหัวข้อ Sample Rate ให้สอดคล้องกับด้าน Input สอดคล้องในที่นี้หมายความว่าให้เป็นตัวเลขที่คูณหรือหารได้ลงตัวกันเพื่อลดโอกาสการเกิด jitter ในระบบลงให้เหลือน้อยที่สุด

อย่างเช่นในกรณีที่ DAC ของผมรับได้แค่ 24bit 96kHz ใน Sample Rate ช่วงที่ไม่เกิน 96kHz ผมจะเลือกเป็น 'No change' หมายความว่าเราสามารถเล่นแบบ bit perfect ได้ตามปกติ แต่ในช่วงที่เกินกว่า 96kHz เช่นที่ 176.4kHz และ 192kHz ผมจะเลือกให้ Output นั้นทำการ Down Sample ลงมา 2 เท่า เหลือ 88.2kHz และ 96kHz ตามลำดับ

ส่วนหัวข้ออื่นๆ ที่เหลือเช่น Bitdepth ก็ให้เลือกไว้ที่ 'Source bitdepth' นอกเสียจากว่า DAC ของคุณจะมีข้อจำกัดในการแปลง Bitdepth ด้วย หรือส่วนของหัวข้อ Channels ก็ให้เลือกไว้ที่ 'Source number of channels' ตามปกติ

กลับมาดูที่ส่วนของ Option > Audio ส่วนที่เหลือนะครับ ในเบื้องต้นแนะนำให้ปรับส่วนที่เกี่ยวข้องกับเวลาตั้งแต่หัวข้อ ‘Track Change’ ลงไป ส่วนใดที่สามารถเลือกเป็น Gapless หรือ Immediate ได้ก็ให้เลือกไว้ที่สองค่านี้ครับเพื่อลดการใช้งานส่วนของวงจรโปรเซสเซอร์ต่างๆ ที่อาจจะส่งผลลบต่อคุณภาพเสียงได้

ในหัวข้อ ‘Volume’ แม้ว่าจะมีหลายโหมดให้เลือกแต่ผมพบว่าถ้าเลือกไว้ที่ ‘Disabled Volume’ เลยจะให้เสียงดีที่สุด แล้วเราก็ไปปรับระดับเสียงเอาที่ตัวแอมป์หรือที่ volume ของ DAC ในตัว Control Panel เอาก็ได้ในกรณีที่ใช้ DAC/AMP ที่ไม่มีปุ่ม volume ให้ปรับที่ตัว DAC แต่มีในตัวโปรแกรมเองให้ปรับผ่านซอฟต์แวร์ อย่างเช่น Meridian Explorer เป็นต้น ในกรณีที่คุณใช้ DAC คุณภาพสูงๆ อย่างเช่น MYTEK DIGITAL STEREO192-DSD DAC อย่างที่ผมใช้อยู่นี้แนะนำให้เลือกไว้ที่ ‘Disabled Volume’ เลยครับ แล้วไปปรับที่ volume ของ DAC หรือแอมป์หูฟังแทน






นอกจากในตัวโปรแกรม JMC18 เองแล้ว อีกส่วนที่แนะนำให้ปรับตั้งคือใน Control Panel ของ Windows ครับ เข้าไปในส่วนของการตั้งค่าเกี่ยวกับ Hardware and Sound แล้วมองหา DAC ของเรา ตัวอย่างในภาพประกอบคือ STEREO192-DSD DAC ของ MYTEK สังเกตว่าเราจะไม่เลือก DAC ของเราให้เป็น Default Device เพื่อไม่ให้โปรแกรมอื่นๆ มาแย่งใช้งานระบบเสียงจากตัว DAC จากนั้นดับเบิ้ลคลิ้กที่แถบรายชื่อ DAC ของเราแล้วเลือกหัวข้อ Enhancements คลิ้กเลือกที่ ‘Diable all Enhancements’ เพื่อตัดกระบวนการปรุงแต่งเสียงต่างๆ ออกไปให้หมด

มาถึงจุดนี้ผมว่าเราก็พร้อมจะที่เล่น JMC18 ในเบื้องต้นให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีแล้วล่ะครับ รายละเอียดส่วนอื่นๆ นั้นเป็นส่วนปลีกย่อยที่จะขอหยิบยกมากล่าวถึงตามแต่วาระต่อจากนี้ไปก็แล้วกันครับ


การปรับแต่ง GUI ให้สวยงามและเป็นประโยชน์กับการใช้งาน
ปัญหาใหญ่ของคนที่เพิ่งเริ่มเล่น JMC18 ผมเดาว่าน่าจะเป็นเรื่อง GUI หรือ Graphic User Interface ของตัวโปรแกรมเอง ทั้งที่ส่วนนี้ถือว่าเป็นจุดเด่นของ JRiver มาแต่ไหนแต่ไร นั่นเป็นเพราะว่า GUI ที่หน้าตาสวยงามคล้าย iTunes รุ่นเก่าของ JRiver นั้นมีหลายส่วนให้ปรับแต่งได้ตามใจผู้ใช้ตั้งแต่ส่วนพื้นฐานอย่าง Skins หรือหน้าตาของตัวโปรแกรมที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ตลอดจนการสร้าง library เพลงขึ้นมาในระบบ รวมถึงการจัดเรียงหมวดหมู่ตามรายละเอียดต่างๆ ซึ่งผู้ใช้ที่ไม่คุ้นชินอาจจะสับสนได้ในระยะแรกเริ่ม ในบทความนี้เพื่อให้เกิดความกระชับผมจะไม่ได้กล่าวถึงครบทุกส่วนแต่จะเน้นส่วนที่เป็นประโยชน์กับการใช้งานเป็นเครื่องเล่นเพลงเป็นหลัก



เนื่องจาก JMC18 เป็นโปรแกรมที่รองรับไฟล์แบบมัลติมีเดีย เพื่อลดความสับสนและทำให้ตัวโปรแกรมดูเป็นโปรแกรมเฉพาะทางสำหรับการเล่นเพลงมากขึ้น ขั้นต้นแนะนำให้ปิดออพชันที่เกี่ยวข้องกับภาพนิ่งและวิดีโอออกไปโดยการเข้าไปที่ Options > General > Features แล้วเลือกไม่ใช้งาน (ติ้กเครื่องหมายถูกที่หน้าหัวข้อออก) ตรงหัวข้อที่ไม่ต้องการใช้งานเพื่อลดความรุงรังของ GUI เช่น Image Support, Video Support หรือหัวข้ออื่นๆ ยกเว้นส่วนที่เกี่ยวกับระบบเสียงและการเล่นเพลงโดยตรง

ต่อมาเป็นส่วนหน้าตาหลักของโปรแกรม ส่วนแรกคือตัว Skins ซึ่งเข้าไปเลือกปรับแต่งได้ที่ View > Skins ที่ผมชอบเลือกใช้และเป็นไปตามภาพประกอบส่วนใหญ่ที่อยู่ในบทความนี้คือ Skins รูปแบบที่เรียก ‘Noire’ จะเห็นส่วนบนของแถบเมนู View จะมีรูปแบบ GUI ให้เลือกได้อีก 5 รูปแบบด้วยคือ Standard View, Mini View, Display View, Theater View และ Cover View ส่วนนี้คุณจะลองปรับเล่นเองดูก่อนก็ได้แต่ถ้าเน้นการเล่นเพลงเป็นหลักผมแนะนำว่า Standard View และ Cover View ดูดีและใช้งานง่ายที่สุด ถ้าชอบแบบครบๆ ก็ Standard View ชอบโล่งๆ สะอาดตาก็ต้อง Cover View ล่ะครับ



สำหรับภาพปกสวยๆ ที่เห็นในภาพประกอบเราจำเป็นต้อง import จากแหล่งที่เราเก็บไฟล์เข้ามาในตัวโปรแกรมก่อนนะครับ โดยเข้าไปที่ File > Library > Import… ในหน้าต่าง ‘Media Import’ แนะนำให้เข้าไปตั้งค่าที่ Configure Auto-Import เพื่อใส่รายละเอียดของตำแหน่ง Folder ที่เราเก็บไฟล์ซึ่งสามารถใส่ข้อมูลได้หลาย Folder (แนะนำว่าควรเก็บไฟล์ให้เป็นที่เป็นทาง) และตัวเลือกในการ import ไฟล์เข้ามา จากนั้นกลับมาที่หน้า ‘Media Import’ แล้วเลือก ‘Run Auto-Import Now’





ในหน้า View แบบ Standard View หน้าต่างทางด้านซ้ายมือจะเป็น Library View ซึ่งจะมีการจัดแบ่งหมวดหมู่หลักๆ ของไฟล์เพลงเอาไว้แล้วประมาณหนึ่ง นอกจากนั้นยังสามารถปรับเปลี่ยนการตั้งค่า เพิ่มหรือลบรูปแบบอื่นๆ ได้ตามต้องการด้วยครับ ส่วนนี้อาจจะไม่เกี่ยวกับระบบเสียงโดยตรงแต่เกี่ยวกับหน้าตาและความสะดวกนะครับ แนะนำให้ค่อยๆ ลองปรับและเลือกใช้ตามความสะดวกและความชอบของคุณเองได้เลย อย่างกรณีของผู้เขียนถนัดที่เข้าถึงไฟล์เพลงแบบเข้าถึงเป็น Folder ตามปกติมากกว่าจึงเพิ่ม Library View ใหม่เข้าไปให้จัดเรียงแบบเข้าถึงตาม Folder แล้วตั้งชื่อใหม่เป็นชื่อที่ถนัดใช้ โดยให้ View As เป็นแบบ Categories และเลือก Type เป็น File path วิธีนี้ใครชอบเหมือนกันก็ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ แต่มีข้อแม้ว่าการเก็บไฟล์ใน Folder ของคุณควรจะจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบด้วยนะครับ (เช่น ชื่อศิลปิน > อัลบั้ม เป็นต้น) 







ส่วนของ Display หลักในหน้าต่างของโปรแกรมก็ปรับแต่งได้เช่นกัน สามารถเข้าไปปรับตั้งได้ตามชอบใจเสมือนกับว่าเราเป็นคนออกแบบหน้าจอแสดงผลของเครื่องเล่นเองได้อย่างนั้นเลยล่ะครับ ส่วนของกรอบหน้าต่างด้านล่างที่แสดงรายละเอียดของไฟล์เพลงก็สามารถปรับแต่งได้มากมายและหลากหลายเช่นกัน ใครใช้อยู่ก็ลองเล่นกันดูนะครับ ผมคิดว่าไม่มีโปรแกรมเล่นเพลงเจ๋งๆ ตัวไหนยอมให้เราปรับได้มากมายอย่างนี้มาก่อนเลยนะครับ เป็นอีกจุดหนึ่งที่ตัวผู้เขียนเองชอบมากสำหรับ JMC18 พระกาฬลุ่มน้ำเพลง… เงง เงง เงง เงง (เสียงเอคโค่)

ฟังเสียงพระกาฬลุ่มน้ำเพลง
ส่วนตัวผมเองนั้นใช้โปรแกรมของ JRiver มานานหลายเดือนครับ ใช้มาจนกระทั่งเป็นตัวล่าสุดของเขาคือ JMC18 แล้ว ออพชั่นหนึ่งเวลาเล่นเพลงใน JMC18 ที่ผมชอบมากคือ ส่วนของ 'Audio Path'



'Audio Path' เป็นส่วนแสดงผลที่เป็นไอค่อนเล็กๆ อยู่ที่มุมบนด้านขวาใต้แถบ Display ไอค่อนนี้จะเป็น 'สีฟ้า' ถ้าในขณะเล่นเพลงคอมพิวเตอร์มีการส่งข้อมูลออกมาเป็นแบบ bit perfect เมื่อคลิ้กเข้าไปดูจะพบหน้าต่างเล็กๆ พร้อมข้อมูลแจงรายละเอียดต่างๆ เช่น รายละเอียดของไฟล์ที่เล่นทาง Input ของโปรแกรมและรายละเอียดของ Output ที่คอมพิวเตอร์ส่งออกไปที่ตัว DAC และรายละเอียดที่แจ้งว่าตัวเอ็นจิ้นของ JMC18 ได้ไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับตัวไฟล์ข้อมูลหรือไม่ อย่างไร

ในแง่ของคุณภาพเสียงใครที่เคยใช้โปรแกรมเล่นเพลงอื่นๆ บน Windows มาก่อน ถ้าได้มาลองเล่น JMC18 แล้วผมเชื่อว่าอย่างแรกที่จะรับรู้ได้ทันทีคือความสุขุมลุ่มลึกของเสียง โปรแกรมตัวนี้ให้เสียงเรียบๆ แต่ราบรื่น รายละเอียดต่างๆ ที่ออกมามีเนื้อเสียงเข้มชัดและฟังสบาย รายละเอียดของเสียงแบคกราวน์สงบนิ่งไม่มีคำว่าวอกแวกเลย ทั้งหมดนี้ทำให้เราได้ยินเสียงที่มีพลังมากขึ้น มีรายละเอียดดีขึ้น ความชัดของเสียงชัดเจนแบบเป็นตัวตนตามแบบฉบับที่ควรจะเป็น ไม่ใช่ความชัดแบบปรุงแต่งขึ้นมา



รายละเอียดทั้งหมดนี้ทำให้สามารถแยกแยะรายละเอียดของเสียงที่ดีกว่าหรือแย่กว่าได้ง่ายมากแม้จะเป็นรายละเอียดส่วนเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาผมได้ลองใช้ JMC18 กับ DAC หลายๆ ตัวและพบว่านี่คือโปรแกรมที่ใช้งานได้อย่างราบรื่น เสถียรและปัญหาน้อยที่สุดเท่าที่เคยลองมา นี่คือโปรแกรมที่ทำให้คอมพิวเตอร์ธรรมดาๆ เครื่องหนึ่งสามารถทำหน้าที่เป็นทรานสปอร์ตได้โดยสมบูรณ์แบบ มันเข้าขากันดีกับทั้ง DAC ตัวเล็กๆ ระดับเริ่มต้นอย่าง Meridian Explorer ขึ้นไปถึง DAC ราคาหลายหมื่นถึงหลักแสนอย่าง AUDID-GD NFB7.32, MYTEK DIGITAL STEREO192-DSD DAC และ AYRE QB9

ถ้าถามว่าโปรแกรมตัวนี้เสียงเป็นอย่างไรผมคงจำเพาะเจาะจงลงไปได้ลำบาก เพราะมันขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัย ผมรู้แต่เพียงว่ามันทำให้ผมฟังซูซานหว่องร้องเพลงหวานๆ ได้เพราะขึ้น บางครั้งมันก็ทำให้ผมเคลิ้มไปกับเพลงแจ๊ซหรือบอสซาโนว่าเบาๆ ได้อย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อนกับโปรแกรมเล่นเพลงตัวอื่นบนคอมพิวเตอร์ Windows และหลายครั้งเวลาที่ผมต้องการปลดเปลื้องอารมณ์ด้วยเพลงแรงๆ ของ Green Day, Linkin Park หรือ Red Hot Chili Peppers เสียงที่ผมได้ยินจากหูฟังที่ใช้ reference อยู่อย่าง HiFiMAN HE6 และ Audeze LCD2 บอกได้เลยครับว่ามีคุณสมบัติอย่างที่เซียนหูทองทั้งหลายท่านบอกว่า 'มีความเป็นดนตรีอย่างสูงส่ง'

นี่ไม่ใช่เรื่องฟลุคหรือบังเอิญเป็นแน่ครับ เพราะเท่าที่ผมสืบเสาะหาข้อมูลจากคนที่เคยลองเล่น JMC18 ความเห็นส่วนใหญ่พูดตรงกันหมดว่าโปรแกรมตัวนี้นอกจากเล่นง่าย หน้าตาสวย แล้วยังเสียงดีด้วยต่างหาก หลายคนบอกว่าไม่แปลกใจเลยที่เป็นโปรแกรมลิขสิทธิ์แล้วยังมีคนยอมจ่ายเงินซื้อมาเล่นแทนโปรแกรมฟรีแวร์ เพราะว่ามันง่ายและเสียงดีกว่าจริงๆ แถมยังรองรับไฟล์ high resolution รายละเอียดสูงแบบไม่จำกัดด้วยครับ

เรียกว่าตอนนี้ไฟล์ที่มีอยู่มี resolution ไปถึงเท่าไร JMC18 รองรับได้หมด ไม่เว้นแม้แต่ไฟล์ DSD หรือ Direct Stream Digital ที่แต่ก่อนต้องเล่นจากแผ่น SACD เท่านั้น แต่ JMC18 สามารถทำให้มันเล่นผ่านคอมพิวเตอร์ได้โดยที่คุณไม่ต้องง้อเครื่องเล่น SACD อีกต่อไป

ในตอนหน้า... พระกาฬลุ่มน้ำเพลง ภาคปัจฉิมบท ผมจะมาแจกแจงถึงการเล่นไฟล์ฟอร์แมต DSD ด้วยโปรแกรม JMC18 รวมถึงรายละเอียดอื่นๆ ที่น่าสนใจอย่างเช่น การเล่นเพลงด้วยระบบ Network หรือการใช้ iPad เป็นรีโมตคอนโทรล เนื้อหาจัดหนักจัดเต็มสุดซี้ดชนิดที่ไม่เคยหาอ่านได้ที่ไหนมาก่อน แฟนเพลงพระกาฬลุ่มน้ำเพลงห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง..บ่องตง







โดย: เข็มแก้ว
SHARE:

Related Review & Article