Review & Article > รีวิว 5 แอพฯ ฟังเพลงโดนใจกับไอโฟน

รีวิว 5 แอพฯ ฟังเพลงโดนใจกับไอโฟน
เข็มแก้ว
..............

เสียเวลาแปลงไฟล์...
ไม่อยากเก็บไฟล์หลายฟอร์แมต...
ปรับเสียงแล้วยังไม่เพราะถูกใจ...


หลายคนที่ใช้ไอโฟนเป็นเครื่องเล่นเพลงคงเคยเจอปัญหากวนใจเหล่านี้มาแล้ว โดยเฉพาะคนที่เล่นเครื่องเสียงบ้านด้วยอาจจะมีปัญหามากเป็นพิเศษเพราะไฟล์คุณภาพสูงที่เราเก็บไว้อย่างเช่นไฟล์ .flac, .ape หรือไฟล์ high resolution ทั้งหลาย มันเข้ากันไม่ได้กับเจ้าโทรศัพท์รุ่นดังที่สามารถใช้เป็นเครื่องเสียงพกพาได้ของคุณสตีฟจ๊อบส์

ที่ผ่านมาหลายคนก็ต้องยอมทนนั่งแปลงไฟล์เพลงที่มีอยู่ให้เป็นฟอร์แมตที่เจ้าไอโฟนมันรู้จัก แถมยังต้องจัดเก็บให้เป็นที่เป็นทางเพื่อจะให้มันซิงค์ผ่านทาง iTunes อีกทีหนึ่ง แหมมันช่างวุ่นวายน่ารำคาญใจจริงๆ บางคนเลยประชดด้วยการไม่สนใจมันแล้วหันไปหาแอนดรอยด์โฟนมาใช้ฟังเพลงแทนมันซะเลย

แต่เดี๋ยวก่อนครับ ทุกปัญหาทางแก้ ทุกข้อแม้มีทางออกเสมอ ปัญหาข้างต้นได้รับความสนใจจากนักพัฒนาแอพพลิเคชันที่เก็บปัญหานั้นไปเป็นการบ้านเพื่อพัฒนาแอพฯ ที่ทำให้เจ้าไอโฟนตัวเก่งของคุณมันสามารถเอาชนะปัญหานี้ได้ แอพฯ ที่ว่านี้จะว่าไปแล้วก็มีมากมายพอสมควรครับ แต่เพื่อให้คุณผู้อ่านตัดสินใจได้ง่ายขึ้นนายเข็มขออาสาไปสำรวจดูว่ามีตัวไหนบ้างที่มันน่าใช้ ตัวไหนบ้างที่น่าประทับใจ และแล้วก็คัดกรองออกมาได้ 5 แอพฯ ด้วยกัน จะมีตัวไหนบ้างตามไปดูกันเลยครับ ...แอ่น แอน แอ๊นนนน


คุณสมบัติของแอพฯ เล่นเพลงที่ต้องการ
1. สามารถเล่นไฟล์ flac และไฟล์เพลงยอดนิยมอื่นๆ ได้โดยไม่ต้องแปลงไฟล์
2. สามารถไฟล์ high resolution ได้โดยไม่ต้องแปลงไฟล์
3. สามารถใส่เพลงเข้าไปในไอโฟนได้โดยไม่ต้องทำ library ร่วมกับ iTunes
4. คุณภาพเสียงดีกว่าหรืออย่างน้อยก็ต้องไม่แย่กว่าแอพฯ ฟังเพลงที่มากับเครื่องไอโฟน
5. ราคาคุ้มค่าและใช้งานได้เสถียรดีไม่มีปัญหา


เราทดสอบอย่างไร
นายเข็มทดสอบแอพฯ ฟังเพลงทั้งหมดนี้ด้วยการใช้งานไอโฟนกับหูฟังตามปกติ ไม่ได้ต่อแอมป์หรือ DAC เพิ่ม สำหรับหูฟังที่ใช้ทดสอบมีด้วยกันทั้งหมด 6 รุ่นคือ หูฟังเอียร์บัดและเอียร์พอดของ Apple, Visang R02, HiFiMAN RE400, AKG 619 และ HEIR AUDIO 4.Ai

สำหรับเพลงที่ใช้ทดสอบเป็นไฟล์ flac CD Quality และไฟล์แบบ high resolution และไฟล์เพลงอีกจำนวนหนึ่งที่ใช้ทดสอบฟังก์ชัน gapless playback

ส่วนไอโฟนที่นำมาใช้ทดสอบจะเป็นไอโฟนรุ่น iPhone4s และ iPhone5 การใส่ไฟล์เพลงเข้าไปในเครื่องสามารถทำได้โดยการซิงค์ผ่านโปรแกรม iTunes (ใช้ได้ทั้ง Mac และ Windows) โดยเข้าไปที่เมนู File Sharing ซึ่งเป็นเมนูย่อยอยู่ด้านล่างของแถบเมนู Apps ในหน้าไอโฟนที่เชื่อมต่ออยู่กับโปรแกรม iTunes จากนั้นคลิ้กเลือกไฮไลท์ที่ตัวแถบชื่อของแอพฯ เล่นเพลง แล้วลากไฟล์เพลงโยนใส่กรอบหน้าต่าง Documents ทางด้านขวาได้เลยครับ



Cury AMP ($0)
คุณงามความดีประการแรกของโปรแกรมตัวนี้คือมันเป็นฟรีแอพฯ ครับ สามารถโหลดมาใช้ได้เลยฟรีๆ ไม่ต้องเสียเงิน แถมมันยังเข้าเกณฑ์พิจารณาของเราทุกประการ สามารถเล่นไฟล์ฟอร์แมต aac, ac3, ape, asf, flac, mp4, mpc, mp1, mp2, mp3, ogg, wav, wp รวมถึงไฟล์ cue รวมถึงการจัดทำ playlist นอกจากนั้นยังสามารถเล่นไฟล์ high resolution ได้ด้วยครับ ลำพังแค่คุณสมบัติทั้งหมดนี้แอพฯ เล่นเพลงที่ต้องเสียเงินบางตัวยังทำไม่ได้เลยล่ะครับ แหมมันน่าใช้จริงๆ ทั้งถูกทั้งดีเนี่ย

ทีนี้ลองไปดูตอนใช้งานจริงกันบ้าง แอพฯ ตัวนี้ออกแบบมาให้ลงได้ทั้งในเวอร์ชันสำหรับ iPhone และ iPad แถมยังทำงานได้สมบูรณ์ดีด้วยครับ ตัว library เพลงสามารถซิงค์กับ iPod's library ได้ สะดวกมากสำหรับคนที่มีเพลงใน iPod's library อยู่แล้ว ส่วนเพลงที่เพิ่มเข้าไปโดยตรงในตัวแอพฯ ก็มีการจัดระเบียบเป็นหมวดหมู่ตามมาตรฐานทั่วไป ใช้งานได้ง่ายมาก

ด้านการเล่นเพลง ฟังก์ชันที่ใช้เล่นเพลงมาตรฐานก็มีมาให้ครบครันทั้งเล่นเพลง หยุดเพลง ข้ามเพลง เล่นสุ่มเพลง เล่นซ้ำ และเพิ่มฟังก์ชันปรับ pitch กับ tempo และ Repeat A-B เข้าไปด้วย เหมาะมากสำหรับนักดนตรีที่จะแกะเพลงไปเล่น มีระบบ sleep timer ตั้งเวลาหยุดเล่นเพลงเผื่อฟังแล้วเผลอนอนหลับไปจะได้ไม่เปลืองแบตเตอรี่

แอพฯ ตัวนี้รองรับ Airplay และการใช้งานร่วมกับปุ่มคอนโทรลที่มากับหูฟังที่ทำมาสำหรับไอโฟน ฟังก์ชันที่เพิ่มมาพิเศษคือเวลาดึงหูฟังออกแล้วยังสามารถตั้งค่าให้เล่นเพลงทันทีที่เสียบหูฟังกลับเข้าไปได้ด้วย นอกเหนือไปจากการ pause ตอนดึงหูฟังออกอย่างเดียว

Cury AMP รองรับการเล่นเพลงในขณะพักหน้าจอ และการเล่นเพลงแบบ gapless playback (เพลงที่แต่ละแทรคต้องเล่นต่อเนื่องกันไม่มีการหยุดคั่นระหว่างแทรค) แต่อาจจะยังไม่สมบูรณ์เท่าแอพฯ ตัวอื่นเพราะยังพบอาการเสียงหายไปช่วงสั้นๆ ระหว่างแทรคบ้าง

ระบบปรับแต่งเสียงด้วยอีคิวของแอพฯ ตัวนี้เป็นอีคิวแบบกราฟฟิก 10 แบนด์ ปรับแต่งได้ในช่วงบวกลบ 12 เดซิเบล มีปรีเซ็ตอีคิวมาให้จำนวนหนึ่ง การปรับอีคิวเป็นแบบปรับรวมทั้งหมดและไม่สามารถบันทึกเพิ่มปรีเซ็ตอีคิวใหม่เข้าไปได้ กราฟฟิกอีคิวของ Cury AMP ใช้งานได้ดีพอสมควร แต่เสียงยังไม่เนียนเท่าและยังปรับได้ไม่ละเอียดเท่าอีคิวแบบพาราเมตริกของ Equalizer Pro

แต่อันที่จริงแล้วถ้าคุณเป็นพวกออดิโอไฟล์ที่เลือกเพลงเลือกแมตช์หูฟังมาดีอยู่แล้ว คุณจะไม่สนใจอีคิวของมันเลยก็ได้ (EQ OFF) เพราะลำพังตัวมันเองก็เสียงดีพอสมควรอยู่แล้วครับ ให้เสียงที่โปร่งกว้างสะอาดและมีความชัดเจนในแต่ละเสียงดีกว่าแอพฯ เดิมๆ ที่มากับไอโฟน

เสียงดี ใช้งานง่าย แถมยังฟรีอย่างนี้ มันทำให้คำว่า "ของถูกแล้วดีมีที่ไหน" ใช้กับแอพฯ ตัวนี้ไม่ได้ครับ

จุดเด่น
• ฟรี แต่คุณสมบัติและความสามารถเยอะมาก
• ลงได้และทำงานได้ดีทั้งใน iPhone และ iPad
• เสียงดีคุ้มเงิน ถ้าฟังกับหูฟังดีๆ แล้วไม่จำเป็นต้องปรับแต่งเสียงด้วยอีคิว ยกเว้นบางกรณีที่หูฟังหรือเพลงที่เปิดเสียงไม่ดีถูกใจก็สามารถปรับแต่งได้พอสมควร

จุดด้อย
• gapless playback การเชื่อมต่อกันของเพลงระหว่างแทรคยังไม่เนียนเท่าที่ควร มีสะดุดหายไปประมาณครึ่งวินาที
• อินเตอร์เฟสทำได้ในขั้นเกือบดี ยกเว้นสีสันที่ใช้
• Cury AMP เวอร์ชัน 1.2.3 ที่ผมลองใช้อยู่นี้ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร ผมลองฟังแล้วพบว่ามันกลับแชนเนลซ้าย-ขวา (channel swap) เมื่อเทียบกับโปรแกรมเล่นเพลงอื่นๆ ทั้งหมด เข้าใจว่าคงได้รับการแก้ไขในเวอร์ชันต่อไป

แนะนำสำหรับ
• เหมาะสมสำหรับนักฟังที่อยากได้แอพฯ เสียงดีมาตอบโจทย์ความต้องการและการใช้งาน ในราคาประหยัด ไม่ใช่สิ อันที่จริงต้องบอกว่ามันฟรีเลยนะไม่ต้องเสียเงินบาท แต่อาจต้องทำใจบ้างสำหรับเพลงที่เป็นแบบ gapless playback หรือคนที่ต้องการใช้อีคิวแบบจริงจัง
• นักฟังที่เป็นดนตรี อยากแกะเพลงไปเล่น แอพฯ ตัวนี้ออกแบบหลายๆ อย่างมาเพื่อคุณเลย ถูกใจใช่ไหมล่ะ



Capriccio ($0.99)
แอพฯ เล่นเพลงราคาเบาๆ ตัวนี้มาพร้อมกับคุณสมบัติที่ไม่เบาเป็นปุยนุ่นเหมือนราคา ใครอยากลองคุณภาพก่อนสามารถหาโหลดตัวฟรีไปลองใช้งานได้ แต่จะมีแถบโฆษณาขึ้นมากวนใจบ้างเล็กน้อย ถ้าชอบใจก็โหลดเวอร์ชันเสียเงินซึ่งไม่มีโฆษณากวนใจมาใช้ได้ครับ ราคาตกสามสิบกว่าบาทเท่านั้นเอง ซื้อทีเดียวใช้งานได้ทั้งใน iPhone และ iPad

Capriccio เล่นไฟล์เพลงได้หลากหลายฟอร์แมตตั้งแต่ flac, ape, wv, mpc, wav, m4a, mp3, ogg, aiff, caf, mid, opus รวมถึงไฟล์ high resolution การถ่ายโอนข้อมูลเพลงสามารถเชื่อมต่อเพื่อถ่ายโอนไฟล์เพลงผ่านทางระบบไร้สาย HTTP, FTP ได้ รองรับการเล่นแบบ Web streaming รวมถึงเข้าถึงไฟล์เพลงที่เก็บอยู่ใน Cloud storage (Dropbox) ผ่านระบบไร้สายได้ด้วย

Capriccio มีหน้าตาอินเตอร์เฟซที่ค่อนข้างเรียบขรึมเป็นโทนสีฟ้าและดำ ระบบ library สามารถซิงค์กับ iPod's library ได้และมีการจัดเรียงหมวดหมู่ของไฟล์เพลงตามมาตรฐาน แต่ไฟล์ส่วนที่เพิ่มเติมเข้าไปที่ตัวแอพฯ โดยตรง (Capriccio File System) จะไม่ถูกจัดเรียงเป็นหมวดหมู่ หากจะต้องการจะให้ดูง่าย ใช้งานง่าย จำเป็นจะต้องจัดเก็บไฟล์ในลักษณะแบ่ง folder เอาเอง ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นความไม่สะดวกอย่างหนึ่ง ส่วนเรื่องระบบการจัดทำ playlist ก็มีให้ใช้งานตามปกติ อย่างไรก็ดีตัวแอพฯ เองก็ออกแบบให้สามารถจัดการไฟล์ข้อมูลเพลงได้อย่างอิสระไม่ว่าจะเป็นการ copy, cut, paste หรือสร้าง folder ได้ในตัวแอพฯ เอง

ด้านการเล่นเพลงมีฟังก์ชันที่ใช้มาตรฐานก็มีมาให้ครบครันทั้งเล่นเพลง หยุดเพลง ข้ามเพลง เล่นสุ่มเพลง เล่นซ้ำ พร้อมทั้งฟังก์ชัน Study mode (แตะหน้าจอแล้วรูดนิ้วไปทางซ้ายมือ) ปรับ pitch กับ speed ของเสียงได้ด้วยพร้อมทั้งการเล่นซ้ำแบบ Repeat A-B มีระบบ sleep timer ตั้งเวลาหยุดเล่นเพลงเผื่อฟังแล้วเผลอนอนหลับไปจะได้ไม่เปลืองแบตเตอรี่ รองรับการควบคุมแบบ gesture ควบคุมฟังก์ชันการเล่นเพลงด้วยการสัมผัสบนหน้าจอ สะดวกด้วยการแบ่งหน้าจอเป็นสามส่วนวางซ้อนกันคือจอหลักเวลาเล่นเพลง จอแสดง playlist และจอแสดงฟังก์ชันปรับแต่งเสียง เลื่อนดูได้ด้วยการรูดนิ้วไปซ้าย-ขวาหรือเขย่า รองรับระบบการเล่นเพลงในโหมดพักหน้าจอและการเล่นเพลงแบบ gapless playback รวมถึงฟังก์ชันแสดงเนื้อเพลง นอกจากนั้นแอพฯ ตัวนี้ยังรองรับ Airplay และการใช้งานร่วมกับปุ่มคอนโทรลที่มากับหูฟังสำหรับไอโฟน

จุดขายหนึ่งของแอพฯ Capriccio คือการเล่นกับระบบปรับแต่งเสียงแบบ DSP (Digital Signal Processing) ที่มีระบบเสียงสามมิติให้เลือกเล่นด้วย ซึ่งถ้าคุณไม่ใช่พวกไฮไฟจ๋าน่าจะชอบเพราะมันทำอะไรได้มากกว่าแค่อีคิวปรับเสียง แถมยังออกแบบให้คุณและผู้ใช้แอพฯ อื่นๆ ทั่วโลกสามารถแชร์ระบบปรับแต่งเสียงที่แต่ละคนออกแบบขึ้นมาเองได้ด้วย (Sound Effect Sharing)

เมื่อว่ากันถึงเรื่องของคุณภาพเสียง ในโหมดที่ไม่ได้ใช้งานระบบ DSP ปรับแต่งเสียง (เลือกไว้ที่ระบบ Normal) แอพฯ ตัวนี้ให้เสียงที่ค่อนข้างไปทางนุ่มนวล เด่นที่เสียงกลางเหมือนแอมป์หลอดสไตล์วินเทจ เสียงทุ้มหนาเหนอะอิ่มใหญ่ บางครั้งฟังดูเหมือนติดขุ่นนิดๆ แต่ไม่ถึงกับน่าเกลียด ให้สเตจลักษณะเป็นกลุ่มก้อนไม่กว้างมากนัก คนชอบเพลงร้องแบบมีเนื้อเสียงเข้มข้นน่าจะถูกใจมากกว่าคนที่ฟังเพลงที่ดนตรีเน้นความกระฉับกระเฉงหรือความโปร่งใส

จุดเด่น
• ราคาถูก มีเวอร์ชันฟรีให้ลองใช้ก่อน คุณสมบัติและความสามารถมากเกินราคา
• ลงได้และทำงานได้ดีทั้งใน iPhone และ iPad
• เสียงดีคุ้มเงิน ถ้าฟังกับหูฟังดีๆ แล้วไม่จำเป็นต้องใช้ปรับแต่งเสียงอะไรก็ฟังเพราะแล้ว
• มีฟังก์ชัน DSP แต่งเสียงซึ่งทำได้มากกว่าระบบแต่งเสียงด้วยอีคิว

จุดด้อย
• การไม่จัดเรียงหมวดหมู่ของเพลงใน library หลักของแอพฯ ทำให้เกิดความไม่สะดวก
• อินเตอร์เฟสเอาใจ iPhone5 มากเกินไปจนทำให้ iPod และ iPhone รุ่นที่หน้าจอสั้นกว่าดูไม่ค่อยลงตัวนัก
• การจัดวางฟังก์ชันต่างๆ บนหน้าจอทำให้เกิดความสับสนได้ง่าย

แนะนำสำหรับ
• เหมาะสมสำหรับนักฟังที่อยากได้แอพฯ เสียงดีมาตอบโจทย์ความต้องการและการใช้งาน ในราคาประหยัด หรือคนที่ต้องการแอพฯ ฟังเพลงที่สามารถเล่นสนุกกับการปรับแต่งเสียงได้ด้วย
• Study mode สะดวกมากสำหรับนักศึกษาหรือนักฟังที่เป็นดนตรี อยากแกะเพลงไปเล่น แอพฯ ตัวนี้ออกแบบหลายๆ อย่างมาเพื่อคุณเลย ลองใช้แล้วน่าจะถูกใจไม่น้อยล่ะครับ



Equalizer Pro ($2.99)
ชื่อแอพฯ ตัวนี้ฟังดูเหมือนไม่ใช่แอพฯ เล่นเพลงเพราะชื่อเหมือนแอพฯ สำหรับการปรับแต่งเสียงซะมากกว่า แต่ที่จริงแล้วมันเป็นแอพฯ สำหรับเล่นเพลงคุณภาพสูงบนไอโฟนนี่แหละครับ เพียงแต่ของเขาจะเน้นคุณภาพของระบบปรับแต่งเสียงด้วยอีคิวหรืออีควอไลเซอร์มากเป็นพิเศษ เรียกว่าเอาโปรแกรมอีคิวขั้นเทพมาให้ใช้กันเลยว่าอย่างนั้น

ราคา $2.99 หรือเกือบ 100 บาทสำหรับแอพฯ เล่นเพลงที่ซื้อทีเดียวใช้งานได้ทั้งใน iPhone และ iPad สามารถเล่นไฟล์ยอดนิยมเกือบทุกฟอร์แมตไม่ว่าจะเป็น flac, ogg, ape, mp3, aac, wav และแน่นอนว่ารวมถึงไฟล์เพลงแบบ high resolution สามารถเล่นเพลงได้โดยตรงจาก iPod's library โดยไม่ต้อง import รองรับระบบ Multiple playlists

จุดเด่นที่สุดของแอพฯ ตัวนี้เป็นตามชื่อของเขาคือระบบอีคิวคุณภาพสูง Professional Equalizer ที่อ้างว่าออกแบบมาให้ทำงานได้อย่างยอดเยี่ยมเหนือชั้นกว่าอีคิวของแอพฯ ตัวอื่นๆ อีกทั้งยังใช้พลังงานจากแบตเตอรี่น้อยกว่าด้วย สามารถเลือกการทำงานได้ 3 ระดับคุณภาพ (low, high, premium) เป็นอีคิวชนิดความเพี้ยนต่ำที่ทำงานด้วยระบบ 32-bit float processing ทำงานเป็นระบบพาราเมตริกอีคิวที่สามารถใช้นิ้วจิ้มเลือกความถี่ที่ต้องการปรับแต่งได้อย่างไร้ขีดจำกัด สามารถปรับแต่งเสียงได้อย่างละเอียด พร้อมทั้ง realtime spectrum analyzer

อินเตอร์เฟซของ Equalizer Pro น่าสนใจตรงที่ความเรียบง่ายดูคล้ายแอพฯ เดิมของ iPod/iPhone ดูค่อนข้างสะอาดตาไม่มีปุ่มฟังก์ชันรกรุงรัง ระบบ library สามารถ playback เพลงใน iPod's library ได้และมีการจัดเรียงหมวดหมู่ของไฟล์เพลงตามมาตรฐาน แต่ไฟล์ส่วนที่เพิ่มเติมเข้าไปที่ตัวแอพฯ โดยตรง (Documents) จะไม่ถูกจัดเรียงเป็นหมวดหมู่ หากจะต้องการจะให้ดูง่าย ใช้งานง่าย จำเป็นจะต้องจัดเก็บไฟล์ในลักษณะแบ่ง folder เอาเอง ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นจุดด้อยเหมือนอย่าง Capriccio ส่วนเรื่องระบบการจัดทำ playlist ก็มีให้ใช้งานตามปกติ และออกแบบมาได้ดีค่อนข้างดี ใช้งานสะดวกและไม่สับสน นอกจากนั้นยังออกแบบให้สามารถจัดการไฟล์ข้อมูลเพลงได้อย่างอิสระทั้งการย้ายไฟล์ การลบไฟล์ตลอดการเปลี่ยนชื่อไฟล์ได้ภายในตัวแอพฯ เอง

ฟังก์ชัน playback มาตรฐานก็มีมาให้ครบทั้งเล่นเพลง หยุดเพลง ข้ามเพลง เล่นสุ่มเพลง เล่นซ้ำ พร้อมทั้งฟังก์ชันโชว์เนื้อเพลง (ถ้ามี) มีระบบ sleep timer ตั้งเวลาหยุดเล่นเพลงเผื่อฟังแล้วเผลอนอนหลับไปจะได้ไม่เปลืองแบตเตอรี่ สามารถตั้งเวลาได้สูงสุดถึง120 นาที รองรับระบบสั่งงานแบบ Gesture ควบคุมฟังก์ชันการเล่นเพลงด้วยการสัมผัสบนหน้าจอ สามารถตั้งค่า Gesture ได้เองหลากหลายรูปแบบ (Configurable Gestures) รองรับระบบการเล่นเพลงในโหมดพักหน้าจอและการเล่นเพลงแบบ gapless playback นอกจากนั้นแอพฯ ตัวนี้ยังรองรับ Airplay และการใช้งานร่วมกับปุ่มคอนโทรลที่มากับหูฟังสำหรับไอโฟน

จุดขายสำคัญของ Equalizer Pro คือระบบพาราเมตริกอีคิวที่สามารปรับแต่งเสียงได้ตั้งแต่ 14Hz-19.5kHz ในย่านบวกลบ 12dB สามารถจิ้มกำหนดจุดความถี่ที่ต้องการปรับและวาดเคิร์ฟของอีคิวได้ตามต้องการ มีค่าปรีเซ็ตมาให้เลือกใช้จำนวนหนึ่ง และสามารถปรับเองเป็นค่า custom แล้วบันทึกเก็บเป็นค่าปรีเซ็ตใหม่ได้ และที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือมันสามารถกำหนดอีคิวแต่ละรูปแบบเฉพาะแทรคเพลงได้ด้วยครับ ว้าว ว้าว ว้าว

มาถึงเรื่องของคุณภาพเสียง ในโหมดที่ไม่มีการใช้อีคิวใดๆ (EQ OFF) แอพฯ ตัวนี้ให้เสียงที่สะอาดชัดและเคลียร์มาก สเตจกว้างขวาง ให้มิติได้ดี มีความสะอาดเป็นธรรมชาติพอสมควร เบสที่ฟังดูมีน้ำหนักมีความกระชับไม่บวมหนา เสียงกลางสะอาดน่าฟัง แหลมเป็นประกายสดใส ส่วนในโหมดที่ใช้อีคิวนั้นคงจะได้เสียงเป็นไปตามรสนิยมการปรับแต่งของแต่ละคน แต่โดยภาพรวมแม้ว่าจะไม่ใช่อีคิวแอพฯ ตัวนี้ก็ให้เสียงดีมากแล้วครับ

จุดเด่น
• ราคาเหมาะสมกับฟังก์ชัน
• ลงได้และทำงานได้ดีทั้งใน iPhone และ iPad
• อินเตอร์เฟซดูดีไม่รกรุงรัง
• เสียงดีคุ้มเงิน คุณภาพเสียงอยู่ในกลุ่มแอพฯ เล่นเพลงราคาแพง
• ระบบอีคิวคุณภาพสูงที่ใช้งานได้ดีเหมือนเครื่องระดับมืออาชีพ

จุดด้อย
• การไม่จัดเรียงหมวดหมู่ของเพลงใน library หลักของแอพฯ ทำให้เกิดความไม่สะดวก
• ระบบอีคิวไม่สามารถใช้ได้ตามปกติเมื่อเล่นไฟล์เพลง high resolution เพราะเสียงเพลงจะสะดุดเป็นช่วงๆ
• แอพฯ ที่ลงบน iPad ยังมี bug ในส่วนของการแสดงผลหน้าจอที่บางครั้งภาพหน้าจอถูกตัดหายไปครึ่งหนึ่ง

แนะนำสำหรับ
• เหมาะสมสำหรับนักฟังที่อยากได้แอพฯ เสียงดีมาตอบโจทย์ความต้องการและมีความต้องการใช้งานระบบอีคิวคุณภาพสูง



Accudio Pro ($4.99)
ถ้าคุณรู้สึกว่าพาราเมตริกซ์อีคิวของ Equalizer Pro เป็นเรื่องยุ่งยากจนเกินไปสำหรับการปรับแต่งให้ถูกใจ ต้องลองดูแอพฯ ที่ชื่อ Accudio Pro ตัวนี้เลยครับ เพราะว่ามันถูกสร้างขึ้นมาโดยการนำจุดเด่นของระบบอีคิวมาใช้ปรับแต่งการตอบสนองทางเสียงของหูฟังแต่ละรุ่นให้เป็นไปตามที่ต้องการ

ใครที่เคยเล่นหูฟังมาหลายๆ รุ่นคงทราบดีใช่ไหมครับว่าหูฟังแต่ละรุ่นเสียงไม่เหมือนกัน และดูเหมือนจะไม่มีตัวไหนเลยที่ฟังดูไม่มีคัลเลอร์ เพราะทุกตัวล้วนแล้วแต่มีคัลเลอร์ของมันเอง ระบบชดเชยเสียงใน Accudio Pro นี่แหละครับที่จะมาช่วยบาลานซ์เสียงของหูฟังและรุ่นให้มีความเป็นกลางมากที่สุด มีคัลเลอร์เฉพาะตัวน้อยที่สุดโดยอาศัยการปรับแต่งพาราเมตริกซ์อีคิวตามฐานข้อมูลที่วิจัยเอาไว้สำหรับหูฟังรุ่นยอดนิยมมากกว่า 300 รุ่นและจะมีเพิ่มเติมเรื่อยๆ ในอนาคต

Accudio Pro มีให้ใช้งานเฉพาะบนไอโฟนไม่มีบนไอแพด โดยพื้นฐานแอพฯ ตัวนี้สามารถเล่นไฟล์เพลงประเภท lossy และ lossless ยอดนิยมทั่วไปได้อย่างไม่มีปัญหาโดยเฉพาะไฟล์ flac และ ogg ซึ่งปกติไม่สามารถเข้ากันได้กับ iOS รวมทั้งการเล่นไฟล์ high resolution ได้เช่นเดียวกับแอพฯ ตัวอื่นๆ ในบทความนี้

ด้านฟังก์ชันในการเล่นไฟล์ก็มีให้มาตามมาตรฐานปกติทั่วไปครับ ไม่มีอะไรพิเศษไปกว่าแอพฯ ตัวอื่นๆ ในบทความนี้ เช่นการเล่นเพลง หยุดเพลง ข้ามเพลง เล่นสุ่มเพลง เล่นซ้ำ พร้อมทั้งฟังก์ชันโชว์เนื้อเพลง (ถ้ามี) แต่ไม่มีระบบ sleep timer และไม่มีระบบควบคุมการเล่นแบบ Gesture และไม่รองรับ Airplay ระบบอินเตอร์เฟซค่อนข้างเรียบง่ายไม่รก หน้าตาของ UI (User Interface) THEME สามารถปรับเปลี่ยนได้เล็กน้อยในส่วนของสีสัน

สำหรับส่วนของ library เพลงนั้นสามารถซิงค์กับ iPod's library ได้อย่างราบรื่น สะดวกมากสำหรับคนที่มีเพลงใน iPod's library อยู่แล้ว ส่วนไฟล์เพลงที่เพิ่มเข้าไปโดยตรงในตัวแอพฯ ก็ถูกจัดระเบียบอย่างเป็นหมวดเป็นหมู่ตามมาตรฐานทั่วไป ใช้งานได้ง่ายและสะดวกมาก

ทีนี้มาถึงไฮไลท์หลักของแอพฯ ตัวนี้นั่นคือระบบอีคิวที่เล่นกับการปรับจูนเสียงหูฟังของเรา ซึ่งจะมีอยู่ 3 ส่วนหลักนั่นคือ Reference Mode, Simulation Mode และ Custom Mode

Reference Mode คือส่วนของฐานข้อมูลหูฟังรุ่นต่างๆ ที่ทาง Accudio Pro เก็บข้อมูลเอาไว้แล้วทำการปรับแต่งเสียงให้มีความเป็นกลาง ซึ่งการปรับแต่งนั้นจะทำได้มากหรือน้อยแค่ไหนนั้นทาง Accudio Pro จะระบุมาเป็นค่า 'EQ Adaptability' ซึ่งแทนค่าด้วยจำนวนดาว ถ้ามีดาวมากหมายความว่าสามารถปรับจูนจากเดิมได้มาก ถ้ามีดาวน้อยหมายความว่าหูฟังรุ่นนั้นๆ มีขีดจำกัดในการปรับจูนให้เป็นกลาง คือปรับแต่งอะไรไม่ได้มากนั่นเอง

การใช้งานก็เพียงแค่เข้าไปตรง Sound Setting กดปุ่มบวกที่มุมขวาบนเพื่อเข้าสู่ Mode Selection จากนั้นเลือกที่ Reference แล้วมองหายี่ห้อและรุ่นหูฟังที่คุณใช้งานอยู่ ซึ่งในที่นี้ผมพบหูฟังที่ใช้งานอยู่ 2 รุ่นนั่นคือ HiFiMAN RE-400 และหูฟัง Earbud ของ Apple ในส่วนนี้ถ้าคุณใช้ Accudio เวอร์ชันที่แจกฟรีจะสามารถเพิ่มหูฟัง Reference ได้เพียงรุ่นเดียว แต่ถ้าเป็นรุ่นเสียเงินอย่าง Accudio Pro จะไม่มีข้อจำกัดนี้

จากการลองใช้งาน Reference Mode ในรูปแบบ Hi-Fi เน้นปรับจูนให้เสียงมีความเป็นกลาง สำหรับหูฟัง Earbud ของ Apple ซึ่งมีค่า 'EQ Adaptability' เพียงแค่ 2 ดาว เสียงที่ได้รู้สึกว่าอิ่มหนาขึ้นเล็กน้อยในช่วงเสียงกลาง กลางแหลมลดความเจิดจ้าลง และเสียงลดความฟุ้งจ้าลงไปมากพอสมควรเมื่อเทียบกับโหมดเสียงปกติของหูฟังนั่นคือโหมด Normal, Gain : 0dB โดยภาพรวมรู้สึกว่า Reference Mode ช่วยให้หูฟังของ Apple ให้เสียงออกมามีความนุ่มนวลน่าฟังขึ้น มิติเสียงดีขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ถึงขนาดผิดหูผิดตาไปจากเดิมมากนัก

สำหรับการลอง Reference Mode กับ HiFiMAN RE-400 พบว่าเสียงที่ได้ถูกปรับให้มีความสว่างในเสียงเพิ่มขึ้น ลักษณะอิ่มหนาในบางย่านความถี่เสียงกลางมีทรวดทรงกระชับมากขึ้น เสียงฟังดูเหมือนมีรายละเอียดมากขึ้น เสียงแหลมมีประกายเสียงมากขึ้น แต่ก็ต้องแลกไปด้วยความละมุนน่าฟังซึ่งเป็นคาแรคเตอร์ประจำตัวของ RE-400 โดยรวมของเสียงที่ออกมาจึงยังต้องบอกว่าได้อย่างเสียอย่าง

กรณีที่ค่าที่เขาปรับแต่งมาให้ยังไม่ถูกใจหรือหูฟังรุ่นที่ใช้อยู่ไม่มีอยู่ในลิสต์ ผู้ใช้สามารถเลือกปรับได้เองตามฟังก์ชันปรับแต่งเสียงแบบ Custom Mode แล้วบันทึกค่าเก็บไว้ใช้งาน

โหมดปรับเสียงของหูฟังอีกโหมดหนึ่งที่น่าสนใจนั่นคือ Simulation Mode โหมดนี้จะไม่ใช้ค่าการปรับที่เป็นแบบ HiFi เน้นความเป็นกลาง แต่จะเป็นการปรับแต่งเพื่อเลียนแบบบุคลิกเสียงของหูฟังรุ่นยอดนิยมซึ่งเท่าที่มีมาให้เลือกใช้ก็เยอะพอสมวรล่ะครับ แต่ละตัวล้วนแล้วแต่เป็นหูฟังชื่อดังรุ่นยอดนิยมทั้งสิ้น โหมดนี้เท่าที่ผมลองใช้งานดูผมว่าก็สนุกดีแบบขำขำครับ แต่อย่าไปคาดหวังเด็ดขาดว่าอินเอียร์หรือเอียร์บัดตัวเล็กๆ จะสามารถเลียนเสียงหูฟังฟูลไซส์ได้เหมือนเป๊ะ

ในกรณีที่ไม่ใช้งาน Reference Mode หรือเลือกเอาไว้ที่ Normal, Gain : 0dB คุณภาพเสียงที่ได้จากแอพฯ ตัวนี้ค่อนข้างโปร่ง เวทีเสียงกว้างประมาณหนึ่งและมีเนื้อเสียงเข้มหนาเหมือนจะคล้ายกับเสียงที่ได้จาก Capriccio แต่ฟังดีๆ แล้วก็พบว่า Accudio Pro มีรายละเอียดดีกว่าครับเพราะไม่มีลักษณะขุ่นมัวแถมมาด้วย


จุดเด่น
• ราคาเหมาะสมกับฟังก์ชัน มีเวอร์ชันของฟรีให้ลองใช้งาน
• อินเตอร์เฟซดูดีไม่รกรุงรัง
• ระบบจัดเรียงหมวดหมู่ของเพลงใน library หลักของแอพฯ ทำให้สะดวกในในการใช้งานดี
• ระบบ Reference Mode ปรับจูนเสียงของหูฟังให้มีความเป็นกลางมากขึ้น รวมถึงฟังก์ชัน Simulation Mode จำลองเสียงของหูฟังรุ่นดังเอามาใส่ในหูฟังของคุณ

จุดด้อย
• ไม่รองรับ Airplay
• ใช้งานกับ iPad ไม่ได้

แนะนำสำหรับ
• แอพฯ ตัวนี้สำหรับคนที่ชอบฟังเพลงแต่ไม่ชอบถูกผูกมัดอยู่กับเงื่อนไขที่เป็นข้อจำกัดในการเล่นไฟล์เพลงของไอโฟน ชอบเล่นกับการปรับแต่งเสียงของหูฟังและฟังก์ชันล้ำๆ ที่ตัวแอพฯ ให้มา
• เหมาะสำหรับคนที่ยังใช้หูฟังแถมของไอโฟน และไม่คิดจะเปลี่ยนหูฟังใหม่ ฟังก์ชัน Reference Mode ของ Accudio Pro จะช่วยให้หูฟังไอโฟนของคุณมีเสียงที่น่าฟังมากขึ้น




Golden Ear ($7.99)
แอพฯ เล่นเพลงบน iOS ตัวสุดท้ายที่เอามาแนะนำนี้ราคาแพงที่สุด (ประมาณ 250 บาท) แต่กลับมีลูกเล่นให้มาน้อยสุดเลยครับ นั่นหมายความว่ามันต้องมีอะไรดีๆ แน่นอนไม่อย่างนั้นแล้วคงไม่ติดโผเข้ามา

Golden Ear เป็นแอพฯ เล่นเพลงที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานแบบ 'หูทอง' สมชื่อ ผู้พัฒนาอ้างว่ามันถูกออกแบบมาเพื่อนักฟังประเภทออดิโอไฟล์โดยแท้ (Designed for audiophiles) ดังนั้นอะไรที่คิดว่าไม่จำเป็น ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่ดีกับคุณภาพเสียงและความสมจริง เขาจะตัดออกหมด เหลือแค่ฟังก์ชันที่จำเป็นต่อการใช้งานเท่านั้นจริงๆ ดังนั้นผู้พัฒนาเขาจึงแนะนำให้ใช้งานร่วมกับหูฟังคุณภาพดีเท่านั้น เพราะตัวแอพฯ จะไม่ช่วยปรุงแต่งอะไร

Golden Ear เป็นอีกแอพฯ ที่ซื้อครั้งเดียวแล้วสามารถติดตั้งใช้งานได้ทั้งใน iPhone และ iPad คุณสมบัติหลักคือเป็นแอพฯ ที่สามารถเล่นไฟล์เพลงยอดนิยมได้หลากหลายฟอร์แมตตั้งแต่ flac, ape, wav, wavpack, aiff, alac รวมถึงไฟล์ประเภท CUE แน่นอนว่านับรวมไฟล์เพลงแบบ high resolution ด้วยล่ะครับ

ระบบ library ของ Golden Ear จะไม่ยุ่งกับ iPod's library เลย แต่จะสนใจแค่ไฟล์เพลงที่ใส่มาเพื่อใช้ฟังกับตัวมันเท่านั้นโดยมันสามารถจัดหมวดหมู่ของเพลงได้ตามชื่อศิลปิน ชื่ออัลบั้ม หรือจะเลือกทำเป็น playlist ก็ได้ด้วยเช่นกัน ส่วนในโหมดการเล่นเพลงก็มีฟังก์ชันพื้นฐานมาให้เช่นการเล่น หยุดเล่น เล่นสุ่ม ข้ามเพลง เล่นวนซ้ำทั้งหมดหรือเล่นวนซ้ำเฉพาะเพลง ไม่รองรับการควบคุมแบบ Gesture แต่รองรับระบบ Airplay, "Open in.." และการถ่ายโอนไฟล์ผ่านทาง FTP นอกจากนั้นยังใจดีให้ฟังก์ชัน Sleep Timer มาด้วย จะเห็นว่าให้มาเท่าที่จะใช้งานเพื่อฟังเพลงจริงๆ ไม่มีลูกเล่นอะไรพิเศษมากไปกว่านี้

ในส่วนของอินเตอร์เฟซนั้นมาในแนวทางเรียบหรู สามารถปรับแต่งธีมได้เล็กน้อย อินเตอร์เฟซทำความเข้าใจได้ง่ายไม่รกรุงรัง การใช้งานฟังก์ชัน Sleep Timer ไม่สะดวกเล็กน้อยเพราะไม่สามารถจิ้มเอาที่หน้าจอเวลาเล่นเพลง ต้องออกไปเข้าจากเมนูในหน้าหลัก

ตัวแอพฯ รองรับปุ่มคอนโทรลบนตัวหูฟังของไอโฟนได้ตามปกติ สามารถฟังในโหมดพักหน้าจอได้ และที่สำคัญแอพฯ ตัวนี้ไม่มีระบบปรับแต่งเสียงหรืออีคิวใดๆ มันจึงเหมาะกับผู้ฟังประเภทบริสุทธิ์นิยมเหมือนคนที่เล่นเครื่องเสียงบ้านแล้วฟังเสียงแบบ flat ไม่ต้องมีการปรับแต่งอะไรเลย

ลำพังถ้าเอาลูกเล่นต่างๆ มาสู้ ทุกคนคงจะเห็นแล้วว่า Golden Ear ไม่น่าจะขายราคานี้ได้เลย แจกให้ใช้ฟรียังเมินเสียด้วยซ้ำ แต่ช้าก่อนครับแอพฯ ตัวนี้จะทำให้คุณตะลึงเมื่อได้ลองฟัง

ผมว่านี่คือแอพฯ ที่ทำให้ไอโฟนเสียงดีและฟังเพลงได้ดีที่สุดตั้งแต่ที่ผมเคยลองมา ผมบอกไม่ถูกหรอกครับว่าทำไมมันถึงได้ดีกว่าแอพฯ ตัวอื่นได้มากขนาดนี้ คำว่าดีในที่นี้คือดีแบบฟังดูเป็นธรรมชาติ อิมเมจชัด ซาวน์สเตจกว้างขวางโอ่อ่า ไม่ใช่ฟังดีแบบมีการปรุงแต่งเสียง ยิ่งฟังเทียบกันแล้วจะยิ่งพบความแตกต่างชัดเจนว่า Golden Ear มีความโปร่งใส ความสะอาดในเสียงมากกว่าแอพฯ ตัวอื่นๆ ด้วย

การปลดปล่อยไดนามิกที่จะแจ้ง จริงจังและไม่รู้สึกอั้นของ Golden Ear ทำให้แอพฯ ตัวอื่นเสียงฟังดูขุ่นมัวไปเลยทีเดียว ยิ่งถ้าใช้หูฟังคุณภาพดีมากขึ้นเท่าไร ความแตกต่างที่ว่านี้จะยิ่งชัดเจนมากจนทำให้กลับไปฟังเพลงจากแอพฯ ตัวอื่นได้ลำบากพอสมควรเลยทีเดียว นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมต้องหยุดฟังแอพฯ ตัวนี้ไปสักพักเพื่อจะได้สามารถพูดถึงเสียงของแอพฯ อื่นๆ ที่เหลือในบทความนี้ได้

นอกจากนั้นแล้ว Golden Ear ยังเป็นแอพฯ ตัวเดียวในทั้งหมดนี้ที่สามารถเล่นไฟล์แบบ gapless playback ได้เนียนสนิทไร้รอยต่อระหว่างแทรคมากที่สุด มันทำให้อารมณ์ของเพลงที่คุณฟังอยู่ไม่มีการสะดุดเลย ยอดเยี่ยมมาก

ดังนั้นจึงไม่ผิดหรอกครับถ้าผมจะบอกว่านี่คือแอพฯ ฟังเพลงที่เสียงดีที่สุดสำหรับระบบ iOS และทุกอย่างใน Golden Ear ล้วนแล้วแต่ตอบโจทย์ของนักฟังที่ชื่นชอบและหลงใหลในความเป็นธรรมชาติของเสียง ... เหนือสิ่งอื่นใด

จุดเด่น
• คุณภาพเสียงที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน
• อินเตอร์เฟซดูดี ใช้งานง่ายไม่รกรุงรัง
• ใช้ได้ทั้งใน iPhone และ iPad
• ระบบจัดเรียงหมวดหมู่ของเพลงใน library หลักของแอพฯ ทำให้สะดวกในในการใช้งาน
• เล่นไฟล์เพลงแบบ gapless playback ได้เนียนไร้รอยต่อมากที่สุด

จุดด้อย
• ราคาค่อนข้างสูงแต่ไม่มีเวอร์ชันของฟรีให้ลองใช้งาน
• จำเป็นต้องเลือกใช้กับหูฟังคุณภาพดี

แนะนำสำหรับ
• แอพฯ ตัวนี้ถูกสร้างมาเพื่อตอบโจทย์ของนักฟังที่ชื่นชอบและหลงใหลในความเป็นธรรมชาติของเสียง ...เหนือสิ่งอื่นใด นักฟังเพลงประเภทบริสุทธิ์นิยม นักฟังเพลงที่ชินกับการเล่นเครื่องเสียงบ้านแบบไม่มีการปรุงแต่งเสียงใดๆ
• เหมาะสำหรับผู้ที่พร้อมจะเลือกเฟ้นหูฟังคุณภาพดีที่แมตช์กับไอโฟนมาใช้งานแทนหูฟังแถม
โดย: เข็มแก้ว
SHARE:

Related Review & Article